คอลัมน์: สมาธิชาวบ้าน: อุบายกรรมฐานไม่แน่น

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม 2562 00:00:31 น.
อ.บูรพา ผดุงไทย
www.a-burapa.com โทร. 02-517-4224

การจับอุบายกรรมฐานนั้น หากจับสภาวะจิตไม่ชัดเจน ความคิดจะเข้ามาแทรก เป็นเหตุให้จิตไม่สามารถเข้าสู่สมาธิได้ ไม่ว่าจะเป็นการจับอุบายโดยใช้นิมิตหรือจับลมหายใจ หากเข้าสมาธิไม่ได้การปฏิบัติอบรมจิตก็ทำได้แค่จิตสงบเฉยๆ ผู้ปฏิบัติในช่วงเริ่มต้นนั้น ส่วนใหญ่เวลาปฏิบัติอบรมจิตจะมีอุปสรรคในการปฏิบัติคล้ายๆ กันหมด บางวันก็เข้าสมาธิได้ บางวันเข้าไม่ได้ บางคนก็เข้าสมาธิได้ด้วยความบังเอิญ พอจะให้ทำอีกก็ทำไม่ได้ ทุกคนพออุบายกรรมฐานไม่แน่น และผู้สอนไม่สอนเทคนิคในการจับอารมณ์จิต สอนแต่ให้จับลมหายใจเข้า-ออก จิตก็รวมไม่ได้เสียที สภาวะจิตที่ใช้เป็นเครื่องรู้ จึงได้แค่ช่วยให้ใจสงบ แต่เข้าไม่ถึงสมาธิก็เพราะกรรมฐานไม่แน่นนี้เอง

ทุกคนอาจปฏิบัติอบรมจิตทำสมาธิได้ แต่มีน้อยคนที่จะเข้าถึงฌานสมาธิได้จริงๆ ตั้งใจมากไปก็ไม่ได้  จิตหย่อนไปก็หลับ หากจิตปล่อยวางไม่ได้ก็ไม่สามารถพบความเดิมแท้ของจิตได้ เพราะถ้าคนที่เข้าสมาธิได้จริง เห็นอาการของจิตเดิมแท้ได้จริงแล้ว ก็จะสามารถจำอาการของจิตนั้นได้ ซึ่งต่างจากสภาวะการทำสมาธิปกติมาก แค่ทำสมาธิได้มันก็ได้ความสงบระดับหนึ่ง แต่ถ้าเจอจิตเดิมแท้ได้มันก็จะรู้เกินไปไกลกว่านั้นมาก หากจิตทรงฌานได้ ญาณทั้ง 9 ชนิด มันก็จะเกิดขึ้นให้จิตได้รู้ได้เห็นธรรม

ญาณจะเกิดได้ในสภาวะที่จิตทรงฌานเท่านั้น ถ้าตั้งใจมากมันก็จะเลย ญาณทั้งหลายที่เกิดขึ้นในฌานนั้น แท้จริงแล้วล้วนเกิดขึ้นมาเพื่อให้เราได้รู้เห็นธรรมในโลก ซึ่งเป็นธรรมเบื้องต้นที่จิตสามารถรู้เห็นได้ด้วยตนเองตามธรรมชาติของจิต เป็นธรรมะที่ช่วยให้จิตกระจ่างในโลก และนำเพื่อพาจิตข้ามไปสู่สภาวะโลกุตรธรรม

การจะสร้างอารมณ์จิตไม่ใช่ว่าจู่ๆ เราจะสร้างอารมณ์ได้ง่ายๆ ทุกคนต้องล้วนหาอุบายมาช่วยในการสร้างอารมณ์จิตเท่านั้น เช่น จะสร้างอุบายเรื่องความรัก ความเมตตา เราก็ต้องสร้างอารมณ์จิตโดยนึกถึงลูก ถึงคนรัก หรือนึกถึงสิ่งดีงามที่เรามีให้ต่อโลกใบนี้ จากประสบการณ์ในชีวิตเรา เราก็จะมีความรัก ความเมตตาในจิตได้ เมื่อแผ่อำนาจจิตออกไปมันก็จะเป็นความเมตตา หากไม่มีอุบายจะกำหนดขึ้นมาเองมันก็ทำได้เหมือนกัน แต่ภายในอารมณ์นั้นมันจะไม่มีอะไร คือไม่มีกำลังจิตมากพอที่จะแผ่ออกมา

การแผ่เมตตาหรือการเจริญเมตตานี้ก็สำคัญ เหมือนกับคนแหละ ถ้ามีเมตตา ไปที่ไหนก็เป็นที่รัก ที่เอ็นดู หากเราฝึกแผ่เมตตาบ่อยๆ ไม่ว่าไปที่ไหนก็จะเป็นที่รัก ที่เมตตาแก่ดวงวิญญาณและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เพราะเราแสดงเจตนาที่ดีของเราก่อนให้วิญญาณและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามที่ต่างๆ เพื่อให้เขารับรู้ว่าเรามาอย่างเป็นมิตร ไม่ได้มาเบียดเบียนใคร ก็จะได้รับความเมตตาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นั้น

การฝึกฝนจิตให้รู้จักแผ่เมตตาบ่อยๆ นั้น ก็เหมือนเราเติมน้ำในบ่อนั่นแหละ ถ้าไม่เติมมันก็จะค่อยแห้งหายไป หากมีน้ำอยู่เต็มเสมอ ไปที่ไหนก็สามารถใช้น้ำนั้นรดให้เกิดความร่มเย็นได้ การสวดมนต์บทพุทธคุณหรือบทเมตตาก็ถือเป็นการแผ่เมตตาอย่างหนึ่ง หากเราไม่รู้วิธีการแผ่เมตตาด้วยกระแสจิต  เราก็ใช้วิธีสวดมนต์ได้เหมือนกัน

การปฏิบัติสมาธิภาวนา หรือการฝึกอบรมจิตนั้น หากเราเข้าใจสภาวะหรืออาการของจิตที่เกิดขึ้น  รู้จักการใช้อุบายกรรมฐานที่ถูกต้อง วางอารมณ์จิตให้ถูกต้อง เราก็จะเข้าสมาธิได้เร็วขึ้น อุบายกรรมฐานนั้นมีหลายแบบ แล้วแต่ใครว่าจะถนัดอุบายกรรมฐานแบบไหน แต่ที่สำคัญในความชำนาญในความถนัดในอุบายต่างๆ นั้น เรารู้จริงแค่ไหนเท่านั้นเอง การจับลมหายใจใครๆ ก็สามารถจับลมหายใจได้ ภาวนาใครก็ภาวนาได้ หรือการเพ่งกสิณใครก็เพ่งได้ แต่ในรายละเอียดที่ลึกลงไปกว่านั้น คือทำอย่างไรให้กรรมฐานแต่ละกองที่เราถนัดนั้น แนบแน่นกับจิตของเราได้อย่างแท้จริงโดยไม่มีความคิดเข้ามาแทรก ทำอย่างไรให้จิตพ้นอำนาจของความคิดได้จริงๆ

หากมีครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติได้จริงและเข้าใจสภาวะจริงๆ คอยแนะนำ จิตมันก็จะพัฒนาไปได้เร็ว เพราะไม่ว่ากรรมฐานกองใด เมื่อเข้าสู่สภาวะสมาธิได้แล้วมันก็เหมือนๆ กัน มีจุดประสงค์เพื่อให้เข้าถึงสมาธิที่เป็นธรรมชาติของใจนี้เอง หากคนพบธรรมชาติของใจและออกจากความคิดได้ มันก็จะเกิดความเดิมแท้ที่เป็นอาการตื่นรู้ของจิตเดิมแท้ ที่นำไปสู่การรู้ธรรมเห็นธรรมได้ในที่สุด.

สามารถติดตาม อ.บูรพา ได้ที่ช่อง Youtube "burapa84000" หรือ search หา "อ.บูรพา ผดุงไทย"
ข่าวที่เกี่ยวข้อง