ข่าวอินโฟเควสท์
18:21 BEM-UNIQ และกลุ่มร่วมทุน BTS-GULF-STEC-RATCH ยื่นชิงงาน O&M มอเตอร์เวย์ 2 เส้นทาง   รายงานข่าวจากกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ในวันนี้ กรมทางหลวงได้เป…
18:10 ทั่วโลกจับตา"ทรัมป์" VS "สี จิ้นผิง" 09.30 น.เสาร์นี้ ชี้ชะตาสงครามการค้า   ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มีกำหนดพบกับประธานาธ…
18:03 (เพิ่มเติม) 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านจ่อยื่นเอาผิด "ชวน" ฐานละเว้นปฎิบัติหน้าที่ไม่บรรจุญัตติตรวจสอบที่มา ส.ว.   นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพ…
17:57 ภาวะตลาดอนุพันธ์: ปรับขึ้นตามภูมิภาครับแรงหนุนโอกาสสงครามการค้ายุติ-ราคาน้ำมันปรับขึ้น-Fund Flow ยังไหลเข้า   นายจรณเวท ศักดิ์ศรี ผู้อำนวยการฝ่…
17:53 เลขาฯ อนค.ไม่กังวลลูกพรรคถูกร้องปมถือหุ้นสื่อเหตุโอนหุ้นก่อนสมัคร-ไม่ใช่กิจการสื่อ   นายปิยะบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวว…

คอลัมน์: รักชาติไทยด้วยใจอดทน: อนาคตใหม่เริ่ม 'ตกต่ำ' ...เพราะผู้นำเริ่ม 'หลงทาง'

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 20 พฤษภาคม 2562 00:00:24 น.
ไทยทน

คนรุ่นใหม่ได้ทุ่มเทความหวังที่จะมีอนาคตใหม่ กับ "พรรคอนาคตใหม่" แต่เมื่อเวลาผ่านไป เพิ่งได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนกันไป กลับเริ่มแสดง "ธาตุแท้" คล้ายๆ ฉากเริ่มต้นของทักษิณไม่มีผิด

ธนาธร-ปิยบุตร กำลังทำบาปต่อแผ่นดินลึกขึ้นๆ คล้ายๆ เส้นทางทักษิณ จากความผิดเล็กๆ ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น แต่นายธนาธรต้องเข้าใจ คนรุ่นใหม่ไม่ได้หลอกกันได้ง่ายๆ เมื่อความเชื่อใจหมดไป ศรัทธาก็จะหมดลง!

1.ความผิดขั้น 1 คือ แค่ "ขาดคุณสมบัติ" กฎหมายห้ามผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ แต่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นเจ้าของถือหุ้น 675,000 หุ้น ในกิจการวีลัคมีเดีย ซึ่งทำนิตยสาร WHO ตามหลักฐานจดทะเบียนที่กระทรวงพาณิชย์ก่อนครั้งล่าสุด วันที่ 30 เมษายน 2561 จนเพิ่งแจ้งเปลี่ยนแปลงในวันที่ 21 มีนาคม 2562 ว่าได้เปลี่ยนเจ้าของหุ้นเป็น นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้เป็นแม่ แสดงว่า ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ วันสมัครรับเลือกตั้ง นายธนาธรก็ยังเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชน

2.ความผิดขั้น 2 คือ "สร้างหลักฐานที่เชื่อถือไม่ได้" ปิยบุตร แสงกนกกุล ได้ช่วยนำใบโอนหุ้น เช็ค มาช่วยอธิบาย รวมถึงเรื่องโอนหุ้นให้หลาน และล่าสุด ยังลอยหน้าลอยตาว่า "ชี้แจงหมดแล้ว พวกนักร้องเรียน และสื่อมวลชนข่าวเจาะควรต้องแสดงความรับผิดชอบ" อีกด้วย ทั้งที่หลักฐานที่แสดงนั้นไร้ความน่าเชื่อถือที่สังคมจะรับฟังได้

อ้างว่ารู้กฎหมายอยู่แล้วว่าต้องทำ จึงต้องบึ่งรถมาจากสตึก วันที่ 8 มกราคม 2562  เพื่อลงนามโอนหุ้น แต่กลับไม่ไปจดทะเบียนที่กระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นหลักฐานที่ใช้บังคับได้ต่อบุคคลภายนอก ตาม พ.ร.บ.ประมวลแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรค 3 ให้ชัดแจ้ง

...อ้างเช็คเลขที่ H11309 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำนวน 6,750,000 บาท ลงวันที่ 8 มกราคม ที่นางสมพรจ่ายให้เป็นค่าหุ้น แต่กลับจำนนแล้วว่า ยังไม่ได้เข้าเช็ค ปากก็บอกหลักการว่า "โอนหุ้น โอนเงินกันแล้ว ก็ครบถ้วนถูกต้องแล้ว" แต่กลับไม่ได้เอาเช็คเข้าบัญชี จึงยังไม่มีการโอนเงินแต่อย่างใด ก็เป็นการอ้างการจ่ายเงินที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

...อ้างโอนหุ้นให้หลาน 2 คน ทำให้การประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 19 มีนาคม 2561 ยังมีผู้ถือหุ้น 10 คนเหมือนเดิม แต่หุ้น 675,000 หุ้น นางสมพรที่อ้างว่า ได้โอนให้นายทวี จรุงสถิตพงศ์ และหุ้น 225,000 หุ้น ของนางรวิพรรณ ก็ได้โอนให้นายปิติ จรุงสถิตพงศ์ ตามสมุดทะเบียนโอนหุ้นที่แสดงนั้น กลับเป็นการ "โอนให้ฟรี" ไม่ได้ใช้เงิน ทั้งๆ ที่นางสมพรต้องจ่ายเงินซื้อหุ้นจากลูกราคาพาร์ แต่โอนให้หลานไปฟรีใน 6 วัน แล้วไม่นานหลานก็โอนกลับมาฟรี! จะมีอะไรให้น่าเชื่อถือ

...อ้างว่าโอนหุ้นให้หลานเพื่อฝึกตามหนี้ แต่ถ้าไม่จ่ายเงิน จะต้องให้โอนให้เป็นเจ้าของหุ้นทำไม? ถ้าอ้างว่าจะได้แสดงความเป็นเจ้าของเพื่อตามหนี้ แต่กลับไม่ไปจดทะเบียนที่กระทรวงพาณิชย์ก็จะไม่มีผลต่อคนภายนอก จึงไม่น่าเชื่อถือ

.อ้างว่าโอนหุ้นที่ราคาพาร์ แต่ทั้งบริษัท มูลค่าตามราคาพาร์ คือ 45,000,000 บาท แต่สิ้นปี 2560 เหลือไม่ถึงครึ่ง คือเหลือ 21,209,207.33 บาท เพียงประเด็นนี้ แม่ต้องจ่ายเช็คที่ราคาพาร์ ทั้งลูกและลูกสะใภ้เกินมูลค่าทางบัญชี ก็ดูไม่น่าเชื่อถือ เพราะผู้ขายก็จะถูกประเมินภาระภาษีได้โดยเกินความจำเป็น

หุ้นไม่ได้จดทะเบียนโอน...เช็คไม่ได้เข้าบัญชี...เงินไม่ได้โอน...แม่ซื้อหุ้นจากลูกราคาเกินมูลค่าไม่น่าเชื่อ...โอนต่อให้หลานฟรีๆ ไม่น่าเชื่อ...อ้างหลานมาเป็นเจ้าของเพื่อโอนหนี้ แต่ไม่จ่ายเงินกัน และไม่จดที่กระทรวงพาณิชย์...ราคาทั้งที่ซื้อและที่ขายหุ้นขัดแย้งกัน ก็ไม่มีอะไรที่เชื่อถือได้แม้แต่อย่างเดียว

3.ความผิดขั้น 3 คือ แสดงธาตุแท้หวัง "อำนาจเหนือกฎหมาย" ธนาธรยังแสดง "ธาตุแท้" เมื่อบอกว่า "ผมจะใจเย็น ผมจะรอจน คสช.พ้นอำนาจ ผมจะฟ้อง" แทนที่จะใช้หลักฐานที่เชื่อถือได้จริงมาแสดง กลับแสดงความคิดเบื้องลึกว่า "รอให้ฝ่ายประชาธิปไตย (ฝ่ายของตน) ครองอำนาจ จะทำการฟ้อง" แทนที่จะสู้คดีด้วยหลักฐานที่เชื่อถือได้ในวันนี้ นั่นก็แสดงตัวตนว่า เมื่อตนมีอำนาจ ก็สามารถจะวางตัวเหนือกระบวนการยุติธรรมให้ตามใจตนได้เช่นนั้นหรือ

ปิยบุตรในฐานะเลขาธิการพรรค อ้างตนเป็นนักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้แสดงเช็ค วันที่ 8 มกราคม ด้วยตนเอง อธิบายทำหน้าสง่า ทั้งที่ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าเช็คไม่ได้เข้าบัญชี เพราะถ่ายรูปเช็คมาแสดง ก็สะอาด ไม่ได้เบิกจากธนาคาร แต่กลับแถลงว่า โอนหุ้น โอนเงินแล้ว โดย "ปกปิดว่าเช็คนั้นยังไม่ได้เข้าบัญชี" อย่างจงใจ แสดงว่าสมรู้ร่วมคิด ใช้หลักฐานเท็จโดยรู้อยู่แก่ใจ ให้สังคมเชื่อว่า โอนกันแล้วจริง อย่างเหิมเกริมวางตัวเหนือกฎหมาย

4.ความผิดขั้น 4 คือ ใช้ "ความเท็จใส่ร้ายกระบวนการยุติธรรม" ทำให้ชาวไทย "ความแตกแยก-เกลียดชัง" เพื่ออำนาจของตัว เมื่อจนมุมคดีวีลัค ธนาธรพูดทำนองว่า ที่ถูกตรวจสอบมากเป็นพรรคที่ต่อต้านการสืบทอดอำนาจ เตรียมพร้อมรับมือกับการกลั่นแกล้งอยู่แล้ว เป็นการกระทำที่มุ่งหวังให้ฐานเสียงเชื่อ และโกรธแค้น แทนที่จะแสดงหลักฐานแท้จริงที่เชื่อถือได้ เป็นการสร้างความแตกแยกในแผ่นดิน

5.ความผิดขั้น 5 คือ ใช้ "ความเท็จใส่ร้ายแผ่นดินแม่" ทำให้ชาวต่างชาติ "ดูแคลนประเทศไทย" ล่าสุดเมื่อ กกต.มีมติเอกฉันท์ ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ธนาธรกลับประกาศว่า จะตั้งตัวเป็นแกนนำ รวบรวมเสียง ส.ส.เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อต้าน คสช. และแถลงต่อนักข่าวนานาชาติ ดูก็รู้ว่าตั้งใจให้สื่อต่างชาติเข้าใจว่า เพราะธนาธรใจกล้า ท้าทายอำนาจ คสช. จึงถูกเอาผิด แต่พิรุธชัดเจนคือ ก่อนหน้านี้ไม่เคยเอ่ยเรื่องนี้เลย หนุนเพื่อไทยมาตลอด เป็นการเตรียมสร้างเรื่องเท็จ เพื่อใส่ร้ายประเทศไทยต่อไปนั่นเอง

ธนาธรควรรู้ว่า "ไม่มีใครเชื่อคำโกหกบ่อยๆ ถี่ๆ ได้" คนรุ่นใหม่ฐานเสียงมีความรู้ความคิด อย่าให้ผิดหวัง และเสียศรัทธาไปกว่านี้ ชาวต่างชาติอาจมีผู้อยากติดตามร่องรอยความแตกแยกในแผ่นดินเรา แต่เขาก็ต้องรักษาความน่าเชื่อถือของเขาด้วย จะร่วมเผยแพร่ความเท็จใส่ร้ายเช่นนี้ต่อไปบ่อยๆ ไม่ได้ มิเช่นนั้นเขาจะเสียความน่าเชื่อถือ

เพียงเวลาไม่นาน อนาคตใหม่เริ่มบิดเบือนประชาธิปไตย เริ่มไร้หลักการ วางตัวเหนือกฎหมาย สร้างหลักฐานที่ไม่น่าเชื่อถือ ใช้ความเท็จใส่ร้ายกระบวนการยุติธรรม สร้างความโกรธเกลียดแตกแยกในประเทศให้เข้าใจผิดและกดดันกระบวนการยุติธรรม ใส่ร้ายประเทศให้ต่างชาติดูแคลนประเทศไทยแผ่นดินแม่ เป็นเส้นทางเดียวกับนักการเมืองหนีคดีไปต่างประเทศอย่างน่าผิดหวังกับความพยายามวางตัวเป็นคนรุ่นใหม่จริงๆ

หากอนาคตใหม่จะเริ่ม "ตกต่ำ" ก็เพราะผู้นำเริ่ม "หลงทาง" ไม่ต้องโทษอย่างอื่นเลย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง