ข่าวอินโฟเควสท์
23:29 "ทรัมป์"เลี่ยงตอบจะถล่มอิหร่านหรือไม่ หลังสอยโดรนสหรัฐร่วง   ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ทวีตข้อความในวันนี้ ระบุว่า อิหร่านได้ทำความผิดพลาดครั้ง…
23:05 มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 10 ราย จากเหตุกราดยิงในรัฐเพนซิลเวเนีย   เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 10 ราย จากเหตุกราดยิงด้านนอกไนท์คลับแห่งหน…
22:57 สหรัฐเผยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงสู่ 1.304 แสนล้านดอลลาร์ใน Q1/62   กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐลดลงสู่ระดับ…
22:46 สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานลดลงมากกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว   กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแ…
22:16 เฟดฟิลาเดลเฟียเผยดัชนีภาวะธุรกิจมิด-แอตแลนติกต่ำสุดรอบ 4 เดือนในมิ.ย.   ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟีย เปิดเผยดัชนีภาวะธุรกิจในภูมิภาคมิ…

สงครามการค้าสหรัฐ-จีนกลับมาปะทุเสี่ยงซ้ำเติมส่งออกไทย

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 20 พฤษภาคม 2562 00:00:49 น.

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ Economic Intelligence  Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ ออกบทวิเคราะห์ในประเด็น สงครามการค้าสหรัฐ-จีน โดย EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ประเมินว่า เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2019 รัฐบาลสหรัฐประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมที่อัตรา 10% เพิ่มขึ้นเป็น 25% สืบเนื่องมาจากการเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐและจีนไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร และเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม จีนประกาศตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐมูลค่าราว 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในอัตรา 5-25% เช่นกัน

สงครามการค้าที่กลับมาปะทุมีแนวโน้มส่งผลลบต่อภาคการส่งออกไทยผ่าน 2 ช่องทาง คือ ทางตรงผ่านห่วงโซ่อุปทานการค้าไทย-จีนและทางอ้อมผ่านภาวะการค้าโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวจากเศรษฐกิจจีนและคู่ค้า หากสหรัฐและจีนยังไม่มีความคืบหน้าในข้อตกลงการค้าในระยะเวลาอันใกล้ จะส่งผลให้แนวโน้มมูลค่าส่งออกไทยในรูปดอลลาร์สหรัฐในปี 2019 มีโอกาสสูงที่จะเติบโตต่ำกว่าที่อีไอซีประเมินไว้ที่ 2.7% สำหรับผู้ประกอบการไทยควรเร่งกระจายตลาดส่งออก และพิจารณาใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าของไทยในปัจจุบันเพื่อเพิ่มโอกาสการขยายตลาด รวมถึงป้องกันความผันผวนของค่าเงินในระยะต่อไป

นัยต่อเศรษฐกิจไทย

สงครามการค้าที่กลับมาปะทุส่งผลลบต่อภาคการส่งออกไทยทางตรงผ่านห่วงโซ่อุปทานการค้าไทย-จีนและทางอ้อมผ่านภาวะการค้าโลกที่ชะลอตัวหากเศรษฐกิจจีนและคู่ค้าชะลอลงมากกว่าที่คาด ซึ่งภาคการส่งออกไทยจะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าผ่าน 2 ช่องทางนี้ ได้แก่ 1) ผลกระทบโดยตรงจากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานกับจีนในการผลิตสินค้าจีนเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐ โดยหมวดสินค้าที่มีห่วงโซ่อุปทานกับจีนสูง ได้แก่ คอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ, แผงวงจรไฟฟ้า, ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ และเคมีภัณฑ์ ซึ่งตั้งแต่เริ่มต้นมาตรการกีดกันทางการค้าในเดือนสิงหาคม 2018 จนถึงเดือนมีนาคม 2019 การส่งออกไทยไปจีนในหมวดดังกล่าวหดตัว 23.6%, 30.6%, 36.1% และ 75.9% ตามลำดับ

และหากสงครามการค้ายืดเยื้อต่อเนื่อง ก็อาจจะไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวจากหมวดสินค้าดังกล่าว และหากพิจารณารายการสินค้าจีนมูลค่ากว่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐที่ถูกขึ้นภาษีนำเข้าเป็น 25% กลุ่มสินค้าที่ไทยมีโอกาสได้รับผลกระทบสูงอยู่ในสินค้าขั้นต้นและขั้นกลาง ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เม็ดพลาสติก ยางพารา และไม้ (รูปที่ 5) ซึ่งเบื้องต้นจากการประเมินมูลค่าการส่งออกในปี 2018 คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากห่วงโซ่อุปทานกับจีนใน 4 หมวดสินค้าหลักดังกล่าวมีสัดส่วนราว 2.1% ของมูลค่าการส่งออกไทยทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่าผลกระทบราว 633.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 2) ผลกระทบผ่านการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและคู่ค้าจากการชะลอของการบริโภคภายในของประเทศคู่ค้า เป็นผลให้การชะลอตัวของการส่งออกไทยมีทิศทางกระจายตัวมากขึ้น ทั้งในมิติของรายสินค้าและรายตลาดส่งออก เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย EU15 ASEAN5 ฯลฯ

หากสหรัฐและจีนยังไม่มีความคืบหน้าในข้อตกลงในระยะเวลาอันใกล้ และเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปีฟื้นตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ จะส่งผลให้ตัวเลขมูลค่าการเติบโตของการส่งออกไทยในรูปดอลลาร์สหรัฐอาจมีความเสี่ยงต่ำกว่าที่อีไอซีประเมินไว้ที่ 2.7% ในปี 2019 โดยเฉพาะหากข้อตกลงทางการค้าสหรัฐและจีนยังมองไม่เห็นความเป็นไปได้ในการยุติข้อพิพาทในอนาคตและสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนทั้งหมด จึงนับเป็นความเสี่ยงด้านต่ำต่อผู้ประกอบการและผู้ส่งออกไทยที่ต้องพึ่งพาตลาดจีนที่ยังคงต้องเฝ้าติดตามความคืบหน้าการเจรจาสงครามการค้าอย่างใกล้ชิด

สินค้าราคาถูกทะลัก

จับตาสินค้าราคาถูกจากจีนที่อาจไหลทะลักเข้าไทย เพื่อเลี่ยงผลกระทบจากสงครามการค้าซึ่งส่งผลต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็ก เนื่องจากตั้งแต่เดือนมีนาคม 2018 สหรัฐเก็บภาษีนำเข้าเหล็กกับเกือบทุกประเทศในอัตรา 25% ตามมาตรา 232 ของกฎหมายการค้าสหรัฐ (Trade expansion act of 1962) เพื่อป้องกันและส่งเสริมอุตสาหกรรมเหล็กในสหรัฐ ซึ่งต่อมาสหรัฐได้เก็บภาษีนำเข้าเหล็กเพิ่มเติมอีกในอัตรา 10% ช่วงเดือนกันยายนปี 2018 และเพิ่มขึ้นเป็น 25% ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2019 เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งในรายการสินค้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้สินค้าเหล็กของจีนเสียเปรียบการแข่งขันในตลาดสหรัฐ และส่งผลให้การส่งออกเหล็กจีนไปยังสหรัฐมีแนวโน้มลดลง

แม้ว่าทางการจีนจะมีแผนเพิ่มการใช้เหล็กจากการก่อสร้างในการขยายโครงสร้างพื้นฐานภายใน และมีแนวโน้มทยอยลดกำลังการผลิตเหล็กลงตามแผนการลดกำลังการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็กและถ่านหิน แต่ในระยะสั้นยังคงคาดการณ์ว่ามีผลผลิตส่วนเกินที่จะทำให้ผู้ผลิตเหล็กจีนเปลี่ยนเป้าหมายการส่งออกไปสู่ประเทศที่ไม่มีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping) ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่สินค้าเหล็กจากจีนมีแนวโน้มไหลเข้ามา โดยผลิตภัณฑ์เหล็กที่มีโอกาสถูกทุ่มตลาดเนื่องจากไทยยังไม่มีมาตรการป้องกัน ได้แก่ เหล็กท่อนและเส้น (HS7215), เหล็กลวด (HS7217), สเตนเลส (HS7301), ท่อสเตนเลส (HS7304) และสปริงเหล็ก (HS7320) เป็นต้น

ส่งผลให้ราคาเหล็กภายในประเทศมีแนวโน้มลดลง ซึ่งส่งผล กระทบต่อผู้ประกอบการเหล็ก โดยเฉพาะผู้ส่งออกและผู้ผลิตบางรายที่ไม่สามารถปรับตัวแข่งกับสินค้านำเข้าเนื่องจากไม่สามารถปรับลดภาระต้นทุนแข่งกับเหล็กนำเข้าจีนในราคาถูกได้ จึงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ดี ไทยมีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดในผลิตภัณฑ์เหล็กบางรายการ ได้แก่ ท่อเหล็ก (HS7306) ซึ่งคาดว่าจะช่วยป้องกันการทุ่มตลาดในสินค้าเหล็กดังกล่าวได้

อีไอซีมองว่าสงครามการค้าจะส่งผลลบต่อการส่งออกไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ไทยอาจได้รับอานิสงส์จากการส่งออกทดแทนในตลาดจีนและสหรัฐ และได้ประโยชน์บางส่วนจากการนำเข้าสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้า รวมถึงการย้ายฐานการผลิตบางส่วนของจีนมายังไทย สินค้าบางหมวดอาจได้รับประโยชน์เนื่องจากสหรัฐต้องหาตลาดนำเข้าทดแทน ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรพิมพ์ ฮาร์ดดิสก์ เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าเหล่านี้ไปยังสหรัฐได้มากขึ้น เนื่องจากสหรัฐลดการนำเข้าจากจีน แต่ความต้องการบริโภคสินค้ายังมีอยู่ ขณะเดียวกันไทยก็อาจสามารถส่งออกสินค้าบางส่วนไปทดแทนสินค้าสหรัฐในตลาดจีนได้ ได้แก่ สินค้าเกษตร ผลไม้สด แช่แข็งและแปรรูป อาหารปรุงแต่ง เนื้อไก่ เป็นต้น ซึ่งสินค้าที่ส่งออกทดแทนส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ไทยครองสัดส่วนส่งออกในตลาดปลายทางที่ค่อนข้างสูง จึงมีศักยภาพในการส่งออกสูงเป็นทุนเดิม และเป็นโอกาสให้สินค้าเหล่านี้จะได้รับการพิจารณานำเข้าเพิ่มเติมจากทั้งสหรัฐและจีนในระยะข้างหน้า

อย่างไรก็ดี ไทยยังคงต้องแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ที่มีส่งออกสินค้าที่ใกล้เคียงกันด้วย เช่น เวียดนามและมาเลเซีย เป็นต้น ทำให้ผลบวกของสงครามการค้าในการส่งออกทดแทนมีจำกัด นอกจากนี้ด้านกลุ่มประเทศ ASEAN อาจได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแผนการลงทุนของจีน เนื่องจากบริษัทจีนมีการพิจารณาปรับเปลี่ยนแผนการลงทุน โดยอาจขยายกำลังการผลิตไปในประเทศอื่นเพื่อเลี่ยงมาตรการทางภาษี ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่จีนอาจเข้ามาลงทุนเพิ่มเพื่อผลิตสินค้าที่จะส่งออกไปสหรัฐ จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เริ่มเห็นจำนวนเงินการลงทุนจากจีนที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เพิ่มขึ้นในปี 2018 โดยอุตสาหกรรมที่บริษัทจีนยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนมากที่สุดอยู่ในหมวดผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในหมวดสินค้าที่จีนได้รับผลกระทบสูงจากภาษีนำเข้าของสหรัฐ

อย่างไรก็ดี ผู้ผลิตจีนมีทางเลือกการย้ายฐานการผลิตไปยังหลายประเทศ ทำให้ไทยต้องแข่งขันเพื่อดึงดูดเม็ดเงินการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ซึ่งมีความได้เปรียบของข้อตกลงการค้าเสรีที่เวียดนามทำไว้กับหลายประเทศ โดยเฉพาะความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) และข้อตกลงการค้าเสรีเวียดนาม-สหภาพยุโรป (EVFTA) อีกทั้งเวียดนามมีระยะทางที่ใกล้จีนมากกว่า ค่าแรงขั้นต่ำถูกกว่า และเป็นฐานการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำคัญหลายชนิด เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น ทำให้ผลบวกจากการย้ายฐานการผลิตจึงค่อนข้างจำกัดในบางรายการสินค้าที่ไทยได้เปรียบในการผลิต เช่น อุตสาหกรรมยาง อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

ในระยะต่อไป ผลกระทบต่อภาคการส่งออกจะมีมากขึ้นหากการเจรจาสหรัฐ-จีนไม่ประสบผลสำเร็จ ผู้ประกอบการไทยควรเร่งกระจายตลาดส่งออก ใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าของไทยในปัจจุบันเพื่อขยายตลาด รวมถึงป้องกันความผันผวนของค่าเงิน หากสหรัฐกับจีนยังไม่สามารถหาบทสรุปของข้อตกลงการค้า และสงครามการค้าขยายวงกว้างโดยครอบคลุมสินค้านำเข้าทั้งหมดของทั้งจีนและสหรัฐ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐและจีน ตามการประมาณการของ IMF ผลกระทบของสงครามการค้าจะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐและจีนในปี 2019 จะมีแนวโน้มชะลอลงราว 0.2% และ 1.16% ตามลำดับ ซึ่งจะทำให้มูลค่าการส่งออกไทยในรูปดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับปี 2019 มีความเสี่ยงต่ำกว่าที่อีไอซีประเมินไว้ที่ 2.7% ซึ่งยังต้องประเมินสถานการณ์ความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐและจีนในระยะต่อไป สำหรับผู้ประกอบการและผู้ส่งออกไทยควรพิจารณากระจายความเสี่ยงโดยหาตลาดการส่งออกที่ยังมีแนวโน้มเติบโตดี เช่น กลุ่มประเทศ CLMV และอินเดีย และใช้ประโยชน์จากข้อตกลงทางการที่ไทยมีกับหลายประเทศที่ปัจจุบันยังมีมูลค่าการค้าขายไม่สูงเท่าที่ควร เช่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ เปรู ชิลี ฯลฯ รวมถึงการวางแผนกลยุทธ์ในการป้องกันความผันผวนของค่าเงิน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีการรับจ่ายเงินในสกุลเงินหยวน เนื่องจากค่าเงินหยวนต่อดอลลาร์สหรัฐมีความเสี่ยงอ่อนค่าต่อเนื่องหากสงครามการค้าสหรัฐ-จีนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนในระยะต่อไป.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง