ข่าวอินโฟเควสท์
01:46 "ทรัมป์"เปิดศึกดรามา หลังแข้งสาวสหรัฐลั่นไม่ไปทำเนียบขาว   ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เปิดศึกวิวาทะกับเมแกน ราปิโน กองหน้าทีมแข้งสาวสหรัฐ โดยผู้…
00:56 ผู้นำสูงสุดอิหร่านเมินข้อเสนอเจรจา"ทรัมป์"   อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมนี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ปฏิเสธข้อเสนอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการเจรจ…
00:44 เจ้าหน้าที่รัสเซียวิสามัญฯสมาชิก IS ขณะมีแผนก่อเหตุโจมตี   สำนักงานความมั่นคงรัฐบาลกลางรัสเซีย (FSB) เปิดเผยว่า FSB สามารถสังหารผู้ต้องสงสัยราย…
00:28 สื่อเผยบาดเจ็บสาหัส 4 ราย หลังเกิดเหตุระเบิดใจกลางกรุงเวียนนา   สื่อรายงานว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 4 ราย หลังเกิดเหตุระเบิดใจกลางกรุงเวียนนา…
00:13 ญี่ปุ่นคุมเข้มประชุม G20 ห้ามใช้ถังขยะ,ตู้ล็อคเกอร์ หวั่นเป็นเครื่องมือก่อการร้าย   เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นเพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยในนค…

คอลัมน์: เขียนให้คิด: ธรรมาภิบาลภาครัฐคือปัญหาใหญ่ของประเทศ

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 20 พฤษภาคม 2562 00:00:48 น.
บัณฑิต นิจถาวร
ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

ข้อมูลสำคัญของภาคเอกชนที่แสดงถึงประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ ซึ่งหมายถึงฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ ก็คือรายงานความสามารถในการแข่งขันของประเทศทั่วโลก (The Global Competitiveness Report) จัดทำโดย เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) ซึ่งรายงานล่าสุดคือ ปี 2017/18 สำหรับประเทศไทย ข้อมูลสำคัญในรายงานนี้คือผลสำรวจความคิดเห็นของนักธุรกิจและผู้บริหารทั่วโลก รวมถึงนักธุรกิจไทยเกี่ยวกับปัญหาการทำธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งข้อสรุปสำคัญของรายงานในปี 2017/18 มีอยู่สามเรื่อง

หนึ่ง ปัญหาที่เป็นอุปสรรคของการทำธุรกิจในประเทศไทย เรียงจากสูงไปต่ำ ห้าอันดับแรก คือ (1) เสถียรภาพของรัฐบาล/รัฐประหาร (2) ประสิทธิภาพของระบบราชการ (3)  ความเสถียรหรือความต่อเนื่องของนโยบาย (4) ความสามารถในนวัตกรรมที่ไม่เพียงพอ และ (5) การทุจริตคอร์รัปชัน นี่คือปัญหาห้าอันดับแรกจากทั้งหมด 16 ปัญหาที่นักธุรกิจพูดถึง

สอง ห้าอันดับนี้ถ้ารวมเป็นอัตราส่วนจะประมาณเกือบหกสิบเปอร์เซ็นต์ของอุปสรรคในการทำธุรกิจทั้งหมดที่นักธุรกิจพูดถึง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของภาครัฐทั้งสิ้น และถ้ารวมปัจจัยอุปสรรค อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของภาครัฐที่นักธุรกิจแสดงความเห็น เช่น แรงงานที่มีฝีมือไม่เพียงพอ กฎระเบียบด้านภาษี ด้านแรงงานและการปริวรรตหรือแลกเปลี่ยนเงินตรา รวมถึงการเข้าถึงการให้บริการทางการเงิน ปัจจัยอุปสรรคที่มาจากการทำหน้าที่ของภาครัฐจะประมาณ 93 เปอร์เซ็นต์ของอุปสรรคทั้งหมดที่นักธุรกิจพูดถึง

สาม ห้าปัจจัยอันดับต้นๆ นี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะเปลี่ยนก็เพียงสลับตำแหน่งกัน เช่น การทุจริตคอร์รัปชัน บางปีมาที่หนึ่ง บางปีมาเป็นอันดับรอง แต่ทั้งห้าประเด็นจะเป็นห้าอันดับแรกของทุกปี ซึ่งหมายถึง ประสิทธิภาพ เสถียรภาพ และการทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาสำคัญในภาครัฐของเรา ที่กระทบการทำธุรกิจต่อเนื่องและยังแก้ไขไม่ได้

ความคงอยู่ของปัญหาดังกล่าวปีแล้วปีเล่า ชี้ว่าธรรมาภิบาลในภาครัฐมีปัญหามาก คือ ความพร้อมที่จะทำหน้าที่อย่างถูกต้อง ที่รวมถึงประสิทธิภาพ ความโปร่งใส ความมีเหตุมีผล ความพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ ความรับผิดรับชอบต่อสิ่งที่ได้ทำไป (Accountability) และความเป็นธรรม เหล่านี้คือข้อจำกัดสำคัญในการทำหน้าที่ของภาครัฐขณะนี้ ที่ทำให้ระบบราชการและการตัดสินใจด้านนโยบายของประเทศไม่สามารถสนับสนุนภาคธุรกิจและแก้ไขปัญหาที่ประเทศมีได้อย่างที่ควร ตรงกันข้าม เราเป็นประเทศที่มีปัญหามากในเรื่องประสิทธิภาพภาครัฐ เรื่องผลประโยชน์ขัดแย้ง การดูแลประโยชน์ของส่วนรวม จากที่ภาครัฐขาดธรรมาภิบาลในการทำหน้าที่

ปัจจุบันต้องยอมรับว่า ธรรมาภิบาล หรือความพร้อมที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ เป็นปัญหาที่ฉุดรั้งไม่ให้ประเทศสามารถเดินต่อไปได้อย่างเข้มแข็งและมั่นคง ตามศักยภาพที่ประเทศมี ทำให้ประเทศเสียโอกาสและการพัฒนาประเทศถดถอยลงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ความท้าทายด้าน     ธรรมาภิบาลมีทั้งในภาครัฐและในภาคเอกชนที่ต้องปรับปรุง       ธรรมาภิบาลในการทำหน้าที่ และในการทำธุรกิจให้ดีขึ้น

สำหรับภาคธุรกิจ หลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ความสนใจที่จะปรับปรุงธรรมาภิบาลหรือการกำกับดูแลกิจการให้ดีขึ้นเป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการขาดธรรมาภิบาลในภาคธุรกิจที่นำไปสู่การทำธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงและขาดความไม่ระมัดระวัง คือสาเหตุสำคัญของการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 จึงเป็นความต้องการของทุกฝ่ายที่อยากลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจเพื่อไม่ให้วิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้นอีก เราจึงเห็นการกำกับดูแลกิจการในภาคเอกชนไทยมีการพัฒนาและมีแนวโน้มดีขึ้น ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา คะแนนการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนประเมินโดยสถาบันไอโอดีเพิ่มจาก 50/100 ในปี 2544 เป็น 81/100 เมื่อปีที่แล้ว

ความสำเร็จนี้ส่วนหนึ่งมาจากระบบตรวจสอบและสอบทาน (Check & Balance) ที่ดีขึ้น และมีมากขึ้นในภาคธุรกิจ เป็นผลจากการทำหน้าที่ของคนหลายฝ่ายที่ต้องการผลักดันให้ธรรมาภิบาลในภาคธุรกิจของประเทศดีขึ้น โดยมาร่วมกันทำหน้าที่ตรวจสอบ และสอบทานการทำธุรกิจของบริษัทเอกชนในลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานกำกับดูแล เช่น ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ และธนาคารแห่งประเทศไทย บทบาทของนักลงทุน ทั้งนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อย บทบาทของผู้ปฏิบัติงานตามวิชาชีพ เช่น บัญชี กฎหมาย และการตรวจสอบภายใน รวมถึงบริษัทเอกชนเองก็ต้องการปรับปรุงการกำกับดูแลกิจการของบริษัทให้ดีขึ้น เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ทั้งหมดนี้จึงเปรียบเหมือนแรงตรวจสอบอิสระนอกบริษัท ที่ได้ช่วยสอดส่องดูแลให้บริษัททำธุรกิจอย่างถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล เหมือนเป็นระบบนิเวศของธรรมาภิบาลในภาคเอกชน ที่สนับสนุนให้การกำกับดูแลกิจการในภาคเอกชนดีขึ้น

แต่ในส่วนของภาครัฐ กลไกที่จะตรวจสอบหรือสอบทานการทำหน้าที่ของภาครัฐ คือ นักการเมืองและข้าราชการประจำ ที่เป็นแรงตรวจสอบอิสระจากภายนอกเหมือนกรณีภาคเอกชนนั้นไม่มี ทำให้ความไม่พร้อมที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง และการขาดธรรมาภิบาลในการทำหน้าที่ จึงเกิดขึ้นต่อเนื่อง และนับวันยิ่งรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประสิทธิภาพ ความโปร่งใส ความมีเหตุมีผลในการตัดสินใจด้านนโยบาย ความเป็นธรรมและความรับผิดรับชอบในการทำหน้าที่ของนักการเมืองและข้าราชการประจำ ที่สำคัญเมื่อการทำหน้าที่ขาดการตรวจสอบ ปัญหาจึงเกิดขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับประโยชน์ของส่วนรวม ประเด็นผลประโยชน์ขัดแย้ง ประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรและการทุจริตคอร์รัปชัน  ปัญหาเหล่านี้ล้วนสร้างความเสียหายให้กับประเทศ

การขาดระบบตรวจสอบและสอบทาน (Check & Balance) ที่ดีในภาครัฐมีให้เห็นได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนแอของการตรวจสอบภายในระบบราชการเอง โดยเฉพาะการตรวจสอบหาความผิดเมื่อเกิดมีปัญหาขึ้น ที่ข้าราชการมักถูกสอบสวนด้วยข้าราชการเอง และส่วนใหญ่เป็นข้าราชการในหน่วยงานเดียวกันที่สอบสวน ทำให้กระบวนการตรวจสอบไม่เข้มแข็งจนไม่น่าเชื่อถือ ความไม่เป็นอิสระขององค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลส่วนบุคคลหรือการแทรกแซงทางการเมือง ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของระบบการตรวจสอบ หรือ Check & Balance ในภาครัฐของเรา ความเป็นอิสระของระบบยุติธรรมก็เป็นอีกประเด็นที่นำมาสู่คำถามเรื่องความน่าเชื่อถือและความสามารถของระบบยุติธรรมที่เป็นกลไกตรวจสอบให้กับประเทศ นอกจากนี้ในช่วงห้าปีที่ผ่านมาการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ก็ทำให้กระบวนการตรวจสอบที่อาจเกิดขึ้นจากภาคสื่อสารมวลชนและภาคประชาสังคมอ่อนแอลง ทำให้ประเทศไม่มีระบบการตรวจสอบการทำหน้าที่ของภาครัฐที่เข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นภายในระบบราชการเอง หรือบทบาทขององค์กรอิสระ ระบบยุติธรรม สื่อ และภาคประชาสังคม

การขาดการตรวจสอบนี้ทำให้ธรรมาภิบาลในภาครัฐอ่อนแอ นำไปสู่การใช้อำนาจตามกฎหมายแบบอำเภอใจเพราะไม่มีการตรวจสอบ การตัดสินใจด้านนโยบาย และการลงทุนสำคัญที่ใช้ทรัพยากรของประเทศมาก หรือที่ต้องผูกพันการใช้ทรัพยากรของประเทศในอนาคตจะสามารถทำได้โดยไม่ต้องสื่อสาร หรือให้เหตุผลหรือรับฟังความคิดเห็นประชาชน สิ่งเหล่านี้นำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรที่ขาดประสิทธิภาพ เกิดประเด็นผลประโยชน์ขัดแย้ง และการทุจริตคอร์รัปชัน แต่ที่สำคัญการขาดธรรมาภิบาลในภาครัฐจะนำไปสู่การทำนโยบายสาธารณะที่ไม่ดี (Bad policy) ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และสร้างความเสียหายให้กับประเทศ

แล้วเราจะทำให้ธรรมาภิบาลในภาครัฐดีขึ้นได้อย่างไร

ธรรมาภิบาลจะต้องมาจากสององค์ประกอบ หนึ่ง คือจิตใจ ที่คนที่เข้ามารับผิดชอบในภาครัฐต้องพร้อมที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง พร้อมให้ความสำคัญต่อประโยชน์ที่มีต่อส่วนรวม พร้อมที่จะทำหน้าที่อย่างโปร่งใส และพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ อันนี้คือเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดที่นักการเมืองและข้าราชการทุกระดับต้องมีเพื่อให้ธรรมาภิบาลในภาครัฐเกิดขึ้น ซึ่งแตกต่างมากจากสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน ที่ทั้งนักการเมืองและข้าราชการส่วนใหญ่จะหายใจเข้าออกเป็นอำนาจและผลประโยชน์

สอง ระบบงานที่สนับสนุนการทำหน้าที่ของนักการเมืองและข้าราชการประจำต้องเอื้อต่อการสร้างประสิทธิภาพ สร้างความโปร่งใสที่จะลดโอกาศและลดแรงจูงใจให้เกิดการละเมิดการใช้อำนาจ (Abuse of Power) พร้อมกับสร้างกลไกตรวจสอบในระบบราชการให้เข้มแข็ง มีความเป็นอิสระ ทั้งกลไกภายในระบบราชการเองและกลไกภายนอก นี่คือสามเรื่องที่ต้องทำที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับธรรมาภิบาลในภาครัฐ

ในรายละเอียด การสร้างประสิทธิภาพต้องเริ่มจากประสิทธิภาพของคน ที่คนที่เข้ามารับผิดชอบหรือคนที่เข้ามาทำงานในภาครัฐต้องมีความรู้ เข้มแข็งในจริยธรรมความถูกต้องและมีจิตใจสาธารณะที่มองประโยชน์ของประเทศและส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

ระบบงานในภาครัฐต่างๆ ต้องโปร่งใส ต้องใช้เทคโนโลยีใหม่มากขึ้นเพื่อให้เกิดความโปร่งใส เกิดความแม่นยำ และความรวดเร็วในการให้บริการประชาชน ลดขั้นตอนการติดต่อราชการแบบเจอหน้าหรือต้องมาพบ (face to face) เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจ ซึ่งเป็นช่องทางของการทุจริตคอร์รัปชัน

ท้ายสุด การทำนโยบายของภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับการแข่งขันและกลไกตลาดในการจัดสรรทรัพยากรเศรษฐกิจเพราะการผูกขาด หรือการแข่งขันที่มีผู้เล่นน้อยราย คือที่มาของการละเมิดการใช้อำนาจ นำไปสู่การทำนโยบายที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ขัดแย้ง และจัดสรรทรัพยากรผิดพลาด แนวที่จะป้องกันไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นก็คือ ประสิทธิภาพและบทบาทขององค์กรภายนอกที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระ ระบบยุติธรรม องค์กรสื่อ และภาคประชาสังคม นี่คือระบบนิเวศในธรรมาภิบาลของภาครัฐที่คนในประเทศต้องช่วยกันบ่มเพาะและสร้างให้เกิดความเข้มแข็ง เพื่อเป็นแรงตรวจสอบอิสระที่จะช่วยลดการทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องในภาครัฐ เพื่อปกป้องประโยชน์ของส่วนกลาง ซึ่งก็คือประชาชนและประเทศ.

"ปัจจุบันต้องยอมรับว่า ธรรมาภิบาล หรือความพร้อมที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ เป็นปัญหาที่ฉุดรั้งไม่ให้ประเทศสามารถเดินต่อไปได้อย่างเข้มแข็งและมั่นคง ตามศักยภาพที่ประเทศมี ทำให้ประเทศเสียโอกาสและการพัฒนาประเทศถดถอยลงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ความท้าทายด้านธรรมาภิบาลมีทั้งในภาครัฐและในภาคเอกชนที่ต้องปรับปรุงธรรมาภิบาลในการทำหน้าที่ และในการทำธุรกิจให้ดีขึ้น"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง