หน่ายเมืองกรุงผันตัวทำเกษตร แปรรูปมันหวานเป็นขนมญี่ปุ่น

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อังคารที่ 21 พฤษภาคม 2562 00:00:41 น.

อดีตผู้จัดการร้านสะดวกซื้อที่ทำงานในเมืองกรุง เริ่มเบื่อชีวิตวุ่นวาย ผันตัวกลับมาทำเกษตรอินทรีย์ที่บ้านเกิด ปิ๊งไอเดียแปรรูปมันหวาน กลายเป็นขนมญี่ปุ่นสัญชาติไทย สร้างรายได้เดือนละกว่า 3 หมื่นบาท

"ชาวจังหวัดอุบลราชธานีจำนวนไม่น้อยที่ยังคงทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ที่กรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด ซึ่งเริ่มมีความคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องกลับมาทำธุรกิจเล็กๆ ที่บ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง"

อาชีพของคนที่นี่ก็คือ การเพาะปลูก ทำไร่ทำสวนทำเกษตร แต่จะทำยังไงให้อาชีพเกษตรกรที่ทำอยู่นั้นมีความมั่นคงและสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ ทางเลือกหนึ่งคือการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรที่ตนเองปลูกอยู่ให้มีมูลค่าและเป็นที่นิยมมากขึ้น

อย่างเช่น นายกฤษณะ สีหนาท อายุ 32 ปี เป็นชาวอำเภอเหล่าเสือโก้ก อำเภอเล็กๆ ในจังหวัดอุบลราชธานี นายกฤษณะเป็นเจ้าของสวน "สัมมะปี๋" ซึ่งเป็นภาษาอีสาน แปลให้เข้าใจทั่วไปคือ สวนที่ปลูกพืชผักหลายชนิดทุกสิ่งทุกอย่าง หนุ่มเจ้าของสวนรายนี้เดิมทีเคยเป็นผู้จัดการร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งในเมืองหลวง และช่วงจังหวะหนึ่งได้ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว โดยทำสวนผสมผสานจนสามารถเก็บผลผลิตเล็กๆ น้อยๆ สร้างรายได้เดือนละหลายหมื่นบาท จากการทำเกษตรทั่วไปและการแปรรูปมันหวานญี่ปุ่นให้กลายเป็นขนมอร่อยเป็นที่นิยม

นายกฤษณะ สีหนาท เจ้าของสวนสัมมะปี๋ เปิดเผยว่า หลังจากเรียนจบเขาไปเป็นผู้จัดการร้านสะดวกซื้อที่ กทม. ก็ทำงานเป็นลูกจ้างอยู่หลายปี เริ่มเบื่อชีวิตเมืองกรุง และอยากกลับบ้าน แต่ก็ต้องทบทวนอยู่นานเพราะเมื่อกลับบ้านเกิดแล้วจะทำอาชีพอะไรให้มั่นคง

เพราะตนยังมีอายุน้อยอยู่ ซึ่งพื้นที่ในอำเภอเหล่าเสือโก้กเหมาะกับการทำการเกษตร อีกทั้งตนก็มีดินเพียงพอหากจะทำสวนพืชผัก จึงหันกลับมาทำสวนเกษตรที่บ้านเกิด

นายกฤษณะบอกว่า ตอนเริ่มต้นได้ปลูกพืชโตเร็วที่สามารถเก็บผลผลิตได้เร็ว เช่น มันเทศ แต่เมื่อมีผลผลิตแล้วจะต้องขายให้ทันกับอายุของพืช บางครั้งก็ขายได้ในราคาถูก จึงเริ่มหันมาทำขนมจากการแปรรูปสินค้าทางการเกษตร เมื่อครั้งที่ตนยังเรียนอยู่ที่ กทม.ก็ได้เรียนวิชาทำอาหารมาบ้าง ทีนี้มองกลุ่มลูกค้าก็จะมีคนที่ชอบอาหารต่างชาติ ก็เลยเอามาปรับใส่กับอาหารไทยเราก็คือขนมไดฟูกุ แป้งมันจะไม่มีกลิ่น นุ่ม ละลายในปาก

"ผมดัดแปลงเอาแป้งข้าวเหนียว และแป้งข้าวเจ้าหอมมะลิที่ปลูกเองแบบเกษตรอินทรีย์ แล้วก็จัดส่งไปทำเป็นแป้งเพื่อมาทำเป็นขนม ส่วนไส้ด้านในเป็นมันหวานญี่ปุ่นกวนกับกะทิ ตัวขนมก็จะชูรสชาติของไทยขึ้นมา ส่วนหน้าตาของขนมก็จะเหมือนขนมญี่ปุ่น"

เขาบอกว่าเป็นการสร้างความแตกต่างและพัฒนาสินค้าขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า จากที่เราต้องขุดมันญี่ปุ่นขายกิโลกรัมละ 10-20 บาท พอเราเอามาแปรรูปเป็นขนมมันญี่ปุ่นเพียง 1 กิโลกรัม สามารถทำได้ถึง 10-20 กล่อง ขนมของเรายังไม่มีหน้าร้าน แต่ส่วนใหญ่จะมีคนสั่งเป็นขนมจัดเลี้ยงตามงานประชุมต่างๆ ภายในจังหวัดอุบลราชธานี ราคากล่องละ 30 บาท มี 4 ลูก ตอนนี้มีไส้มันหวานญี่ปุ่น สีม่วงและสีส้ม บางครั้งก็จะนำผลหม่อน หรือมัลเบอร์รีสอดไส้อยู่ด้านใน คล้ายขนมไดฟุกุของญี่ปุ่นที่จะมี สตรอว์เบอร์รีสอดไส้อยู่ด้านใน เมื่อกัดเข้าไปก็จะได้ความสดของผลมัลเบอร์รี โดยขนมของตนมีคนติดต่อมารับไปจำหน่ายหรือไปจัดบูธอยู่เป็นประจำ ซึ่งเราจะจำหน่ายในพื้นที่อุบลราชธานีเท่านั้น เนื่องจากขนมชนิดนี้มันจะต้องกินวันต่อวัน เพราะติดปัญหาเรื่องการจัดส่งไปยังต่างจังหวัด

เจ้าของสวนหนุ่มรายนี้กล่าวอีกว่า ยังได้คิดพัฒนาขนมตัวนี้โดยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญว่าจะให้สามารถเก็บไว้ได้นานได้อย่างไร แต่คุณลักษณะของขนมมันต้องเป็นขนมที่ต้องกินสดๆ วันต่อวัน มันไม่สามารถที่จะยืดอายุไปได้ เลยต้องแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรไปในรูปแบบอื่น ส่วนรายได้ขนม ตนส่งหนึ่งวันประมาณ 30 กล่อง 1 เดือนก็อยู่ประมาณ 27,000 บาท ขณะนี้ทำสวนเป็นศูนย์เรียนรู้ทางการเกษตรอินทรีย์ โดยที่สวนจะปลูกมัลเบอร์รี ต้นกระเจียว มะนาว ข้าว และผักหวาน แล้วพืชผักผสมผสานอีกหลายชนิด หากใครสนใจสอบถามได้ที่ โทร. 09-0959-7553.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง