คอลัมน์เกษมราษฎร์: 'บัญญัติ' นั่งปธ.รัฐสภา???

ข่าวทั่วไป 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

นอกจากประเด็นต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี ยังมีกรณีของประธานสภาผู้แทนราษฎรที่รุงรัง ว่าค่ายใดจะได้ขึ้นคลุมบัลลังก์ดังกล่าว แม้จะเป็นเก้าอี้ที่สำคัญและสามารถเป็นเกียรติประวัติให้แก่ผู้นั้นได้ แต่ขณะนี้ดูเหมือนผู้ที่ตกเป็นข่าวยังแบ่งรับแบ่งสู้

ล่าสุด "นิด้าโพล" สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง นายกรัฐมนตรีและประธานสภาผู้แทนราษฎร" พบว่า บุคคลที่อยากจะสนับสนุนให้เป็นประธานสภาฯ มากเป็นอันดับ 1 คือ นายชวน หลีกภัย จากพรรคประชาธิปัตย์ ถึงร้อยละ 29.92 รองลงมา อันดับ 2 ระบุว่า ไม่แน่ใจ/ไม่ระบุ/ไม่แสดงความคิดเห็น ร้อยละ 19.37 และอันดับ 3 นายบัญญัติ บรรทัดฐาน จากพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 16.19

สำหรับนายสุชาติ ตันเจริญ จากพรรคพลังประชารัฐ ที่ประกาศตัวชัดว่าต้องการเป็นประธานรัฐสภานั้น ตกไปอยู่ที่อันดับ 7 ส่วนนายวิรัช รัตนเศรษฐ (พรรคพลังประชารัฐ) ได้อันดับ 8

อย่างไรก็ตาม นายชวนออกมาปฏิเสธเป็นที่เรียบร้อย เพราะเคยเป็นประธานรัฐสภามาแล้วเมื่อปี 2529

ด้าน "บัญญัติ บรรทัดฐาน" กรรมการสภาที่ปรึกษา ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่า "ถือเป็นตำแหน่งที่น่าสนใจ แต่สำหรับตัวผมเองพูดไว้ตรงนี้เลยว่าใจจริง ขณะนี้ผมอยากอยู่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรธรรมดามากกว่าที่จะขึ้นไปนั่งเป็นประธานสภา เพราะคิดว่าจะได้มีความคล่องตัวในการไปไหนมาไหนมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางไปดูปัญหาของราษฎร ซึ่งทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีปัญหามากเกือบจะทุกกลุ่มสาขาอาชีพ โดยเฉพาะพื้นที่ในชนบท ผมยังนึกอยากมีความคล่องตัวตรงนี้ เพราะได้ปรึกษาหารือกับเพื่อน ส.ส.ในพรรคหลายคนว่า เราน่าจะร่วมกันทำในหน้าที่นี้ คือลงไปดูปัญหาของราษฎรให้ทั่วถึงตามสมควร เพื่อนำมาคิดแก้ไข อีกทั้งภารกิจในการร่วมมือกับหัวหน้าพรรคคนใหม่ในการฟื้นฟูพรรค ก็ยังเป็นเรื่องสำคัญอยู่ เพราะบรรดาแฟนพันธุ์แท้และสมาชิกทั้งหลายฝากความหวังเอาไว้มาก เลยคิดว่าอยากเป็น ส.ส.ธรรมดามากกว่า แต่ท้ายที่สุดถ้าเพื่อนพรรคการเมืองต่างๆ ยังเห็นว่าตำแหน่งนี้ยังประสงค์จะให้คนของพรรคประชาธิปัตย์ไปดำรงตำแหน่ง ผมก็มีความมั่นใจว่าในพรรคของเรามีคนหลายคนที่พร้อมขึ้นทำหน้าที่นี้ได้ดีแน่นอน"

โดยหลายคนในพรรคมองว่าท่าทีดังกล่าวเป็นการแบ่งรับแบ่งสู้ และไม่ได้ปฏิเสธเสียทีเดียว ซึ่งบางครั้งอาจจะกำลังตัดสินใจอยู่ก็เป็นได้ เพราะจะต้องชั่งน้ำหนักเป็นอันมาก ด้วยประสบการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมาได้เห็นบทเรียนต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะเหตุการณ์ของ พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ ที่ครั้งนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่แต่งชุดขาวรอเก้อ แต่กลับได้ นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีแทน

ถ้าซ้ำรอยกับการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือกับ "บัญญัติ" ขึ้นมาจะเสียรังวัดได้ เพราะเจ้าตัวอุตส่าห์รักษาอุณหภูมิการเมืองของตัวเองตลอดมาเป็นอย่างดี ฉะนั้น หากที่สุดเกิดเกมพลิกขึ้นมาจะกลายเป็นความเสียหายและติดเป็นประวัติ

รวมทั้งจากเหตุการณ์ในสภาที่ผ่านๆ มานั้น ต้องชั่งใจว่าจะเป็นเกียรติเป็นศรีกับประวัติการทำงานของตัวเอง หรือจะขึ้นบัลลังก์แล้วโดนฝ่ายตรงข้ามชี้หน้าด่า ขว้างแฟ้ม หรือฉุดกระชากเก้าอี้เหมือนสมัยที่ "ค้อนตราดูไบ" สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นคงภาพไม่สวยนัก

อย่างไรก็ตาม การเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร จะเป็นการสะท้อนเสียงในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคไหนรวมกับใครบ้าง จนโหวตคนของฝ่ายตนเองชนะได้ครองเก้าอี้ประธานสภาฯ แสดงว่าฝ่ายนั้นจะเป็นเสียงข้างมากในสภา ดังนั้น ในวันที่ 25 พ.ค.ที่กำลังจะมาถึง บอกได้คำเดียวว่า "ห้ามกะพริบตา".

"หลายคนในพรรคมองว่าท่าทีดังกล่าวเป็นการแบ่งรับแบ่งสู้ และไม่ได้ปฏิเสธเสียทีเดียว ซึ่งบางครั้งอาจจะกำลังตัดสินใจอยู่ก็เป็นได้ เพราะจะต้องชั่งน้ำหนักเป็นอันมาก ด้วยประสบการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมาได้เห็นบทเรียนต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะเหตุการณ์ของ พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ ที่ครั้งนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่แต่งชุดขาวรอเก้อ แต่กลับได้ นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีแทน"

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ