คอลัมน์: ปังธงธรรม: วิสัชนาธรรมชาวอินเดีย ณ นครปูเน่...

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม 2562 00:00:32 น.
โดย.. พระ อ.อารยวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา เนื่องในโอกาสที่ได้เดินทางไปฉลองศรัทธาชาวพุทธในอินเดีย จึงได้พบปะกับบรรดาผู้ศึกษาธรรมะจากศาสนาต่างๆ เช่น เชน ฯลฯ ซึ่งให้ความสนใจหลักธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในหลายหัวข้อธรรมที่อาจจะมีความเข้าใจที่คล้ายคลึงกัน จนนึกคิดเอาเองว่าน่าจะเหมือนกัน จึงนำไปสู่ การปุจฉาวิสัชนาธรรม ที่บ้านพักของคฤหบดีนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชาวอินเดียศาสนาเชนท่านหนึ่ง โดยมีคำถามหนึ่งที่ได้วิสัชนาไปตามภูมิปัญญาอย่างปัจจุบันทันที จากคำถามที่ว่า อะไรคือการตรัสรู้ (Enlightenment) และอีกคำถามต่อเนื่องว่า ขอทราบการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันว่าควรทำอย่างไร จำเป็นหรือไม่ที่เราต้องปฏิบัติสมาธิ ซึ่งอาตมาได้ใช้เวลาสั้นๆ สรุปตอบคำถามโดยรวมในครั้งนั้น ณ นครปูเน่ รัฐมหาราษฏระ อินเดีย ดังนี้

วิสัชนา "....จากคำถามทั้งหมดนี้ จะตอบในคำตอบชุดเดียว มีการตรัสรู้ หรือ enlightenment เป็นเป้าหมาย ส่วนการปฏิบัติสมาธิ หรือ meditation เป็นการปฏิบัติธรรม และ day-to-day dhamma ก็คือ การปฏิบัติที่ให้เป็นไปเพื่อถึงจุดหมาย

ชีวิตของเราที่ต้องการนี่คือ ความสุข เพราะฉะนั้น ชีวิตจึงมีจุดประสงค์ มีเป้าหมาย ทุกคนต้องการความสุขเหมือนกัน แต่การเข้าหาความสุข ... แตกต่างกัน

บางคนต้องการความสุขจากสิ่งของภายนอก บางคนต้องการความสุขจากความต้องการให้คนอื่นมาเพิ่มเติม มีน้อยคนนักที่ต้องการความสุขจากตนเอง

ในความเป็นจริง ความสุขจากภายนอกแตกต่างกันไป ความสุขภายนอกเกิดจากการแสวงหาให้ได้มาเพื่อตนเอง เมื่อสิ่งเหล่านั้นสูญเสียไป ก็ต้องดิ้นรนแสวงหาต่อไป

กฎความจริงข้อหนึ่ง คือ ทุกสิ่งเกิดขึ้น ตั้งขึ้น ย่อมสูญสลายไป เช่น คนนี้ทำให้เรามีความสุข แต่ว่า วันหนึ่ง คนนี้ก็ต้องจากไป และเมื่อเขาจากไป เราก็มีความทุกข์ใจ

สิ่งต่างๆ ภายนอกนั้นไม่ได้ให้ความสุขที่แท้จริง ในทางธรรมะจึงต้องกลับมาหาความสุขจากภายใน

อะไรคือความสุขที่เกิดขึ้นจากภายใน... ความสุขจากภายใน คือ ความสงบของจิตเพื่อให้คุณมีความสงบ คุณมีความสุข เป็นความสงบที่ให้ความสุข เพราะคุณมีสติและปัญญา และตรงนี้ คือ คำตอบของคนที่สามที่ถามว่า ทำไมต้องปฏิบัติสมาธิ ก็คือ การทำให้จิตถึงความสงบ เป็นการพัฒนาจิตให้ถึงความสงบ เป็นความสงบที่เกิดขึ้นจากสติและปัญญาของตัวเอง

คุณไม่สามารถให้ใครมาทำสมาธิให้คุณได้เลย คุณต้องทำเอง นั่นหมายความว่า คุณต้องพึ่งตนเอง และต้องพัฒนาตนเอง การพัฒนาตนเองตรงนี้ คือ การทำให้มีสติปัญญาในพระพุทธศาสนา

และกลับมาที่คำถามที่หนึ่ง เมื่อใดก็ตามที่สติปัญญาประกอบจิตด้วยกระบวนการของสมาธิ จนจิตเข้าถึงซึ่งความสงบ และใช้จิตที่มีความสงบนี้หยั่งรู้ลงไปในสิ่งต่างๆ ที่สุดคือหยั่งรู้ลงมาในชีวิตของเราเอง การรู้เข้าถึงภายในตนเองตรงนี้ คือ เพื่อรู้ชีวิตตนเอง รู้ว่าอะไรทำให้ชีวิตคุณเกิดมา คุณเกิดมาทำไม และที่สุดแล้ว คุณจะไปไหนต่อ ...การที่จิตจะรู้ตรงนี้ได้ต้องรู้จักคำว่า ธรรมะ... ธรรมะ คือ ความเป็นธรรมดาของทุกสิ่งในโลกนี้ เกิด ตั้ง และดับไป

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่ว่าต้นไม้ทุกต้น หรือคน หรือสัตว์ทั้งหลาย เล็ก ใหญ่ เทวดาทั้งหลาย ก็เช่นเดียวกัน เหมือนกันทุกอย่างคือ อยู่ในภาวะเดียวกัน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

การเข้าใจตรงนี้จึงเป็นการเข้าใจธรรมะ... คำถามคือ ทำไมต้องเข้าใจธรรมะ เข้าใจธรรมะเพื่อเข้าใจว่า ทุกอย่างเป็นอย่างนี้ เป็นธรรมดา สิ่งนี้มีอยู่ สิ่งนี้ก็มี สิ่งนี้เกิด ก็ทำให้สิ่งนี้เกิด สิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี สิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ก็ดับ

เพราะฉะนั้น ธรรมะก็ทำให้เห็นว่า ทุกสิ่งเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย... สิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี สิ่งนี้สิ้นไป สิ่งนี้ก็สิ้นไป ...การเข้าใจธรรมะก็เข้าใจว่า โลกนี้ ตัวเรานี้ คือ อนิจจัง สิ่งใดอนิจจัง สิ่งนั้นคือทุกข์ สิ่งใดมีความทุกข์ เราไม่สามารถควบคุมมันได้ เมื่อควบคุมไม่ได้ เพราะมีอำนาจเหนือกว่า สิ่งนั้น คือ อนัตตาธรรมะจึงรวมสุดยอดอยู่ที่ว่า ธรรมทั้งหลาย ไม่ใช่ตัวตน

ทุกคนที่นั่งตรงนี้เคยเป็นเด็ก เป็นสาว แล้วก็แก่ ชรา และตาย มีใครบ้างที่ไม่แก่ ไม่ตาย มีใครบ้างที่ห้ามตัวเองไม่ให้เจ็บป่วยได้ เพราะฉะนั้น นี่คือความเป็นจริง การ enlightenment ก็คือ การเข้าใจธรรมะว่า มันเป็นอย่างนี้ และก็ปล่อยวาง ไม่ยึดถือยึดมั่นว่ามันเป็นอย่างนี้ คนที่ออกจากความยึดถือยึดมั่นด้วยปัญญาได้ ก็เอาชนะกิเลสความต้องการได้

เมื่อจิตใจคุณไม่อยู่ภายใต้กิเลสความต้องการได้ ตรงนั้น คือ enlightenment การไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลส คือ การ enlightenment ที่แท้จริง

ทุกคน ถ้าอยากรู้ว่าใครเป็นพระอรหันต์หรือไม่ สามารถตรวจได้ คือ หนึ่ง สามารถสอบได้ว่า คุณไม่อยู่ภายใต้อำนาจของความรักและความชัง ถ้าไม่อยู่ภายใต้อำนาจความรักความชัง นั่นแหละ คือ คุณ enlightened และสำคัญคือ คุณถอนออกจากความยึดถือยึดมั่นในตัวตนของคุณเอง

enlightenment คือ การที่จิตบริสุทธิ์จากกิเลส ส่วน meditation คือ การพัฒนาจิตให้ถึงความบริสุทธิ์นั้น และ day-to-day dhamma คือ การอยู่อย่างมีสติปัญญา

เมื่อไหร่คุณมีสติปัญญา เมื่อนั้นคุณมีธรรมะ เมื่อไหร่คุณมีสติปัญญา คุณแก้ปัญหาได้ เมื่อไหร่คุณมีสติปัญญา มีความเพียรชอบ คุณจะทำสมาธิได้ เมื่อไหร่คุณมีสมาธิด้วยสติปัญญา คุณ enlighten ได้ เมื่อคุณ enlighten คุณไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลสอีกต่อไป คุณพ้นจากความทุกข์ ดับทุกข์ได้จริง

แล้วจะพัฒนาอย่างไรให้ไปถึงความบริสุทธิ์ และอะไรคือ meditation ในพระพุทธศาสนา ตรงนี้ก็ต้องมาคุยกันต่อ

meditation เป็นกระบวนการทำให้จิตแข็งแรง เมื่อจิตแข็งแรง ก็ต้องเรียนรู้ธรรมะ คนที่จะเรียนธรรมะได้ จะต้องมีจิตที่เข้มแข็ง เช่น บทสวดที่สวดไปเป็นพระสูตรบทมังคะละสุตตัง ๓๘ ข้อ ที่ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงประกาศให้ชาวชมพูทวีปมีแบบแผนของการปฏิบัติพัฒนาชีวิต จนเป็นกฎหมายของบ้านเมืองว่า ให้ทุกคนปฏิบัติตามแบบแผนมังคะละสุตตังทั้งหมดที่วางไว้เหมือนบันได ๓๘ ขั้น

ในบันได ๓๘ ขั้นนี้ แบ่งเป็น ๒ ช่วง ช่วงหนึ่ง คือ การอยู่ในโลกพัฒนาชีวิตเข้าสู่ความสมบูรณ์ความสำเร็จในทางโลก ส่วนช่วงที่สอง คือ การออกจากอำนาจของโลก เข้าสู่ enlightenment

meditation เป็นกระบวนการสร้างจิตให้เข้มแข็ง ไม่ใช่ธรรมะ ...จะทำอย่างไรให้เรามีธรรมะมาประกอบจิต ในพระพุทธศาสนาจึงเรียกว่า การศึกษาและปฏิบัติ คุณต้องเรียนรู้ให้เข้าใจหลักธรรม เพื่อนำหลักธรรมมาปฏิบัติ การปฏิบัติเพื่ออยู่ในทางโลกให้มีความสุขอย่างคน หรือจะปฏิบัติเพื่อออกจากโลกอย่างพระ ก็แล้วแต่ แต่ในขั้นตอนที่น่าสนใจ ก็คือ ปฏิบัติให้ได้อย่างมีความสุขความเจริญ ก็ต้องมีกระบวนการศึกษาในทางโลก คือ

หนึ่ง ต้องไม่คบคนพาล ต้องคบบัณฑิต นี่เป็นข้อแรก ...สอง บูชาบุคคลที่ควรบูชา ..จะเห็นว่า สองข้อนี้สัมพันธ์กัน ..นี่คือเส้นทางของผู้รู้ทั้งหลาย ถ้าคบคนผิด บูชาสิ่งที่ผิด ก็ผิด นี่แสดงว่า มุ่งเน้นให้เราเองเกิดการพัฒนาตนให้มีคุณภาพ คบบัณฑิต คบคนดีนี้ จริงๆ ก็เพื่อตนเอง

ต่อไป ประเทศที่ควรอยู่ การกระทำการบุญในกาลก่อน การตั้งตนโดยชอบ การทำความดีมาโดยตลอด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ชี้ว่า เป็นบุคคลที่ศึกษาและพัฒนาตนเอง ศึกษาหาความรู้อยู่ในแนวนี้ มีศิลปวิทยาการ เพื่อการใช้ชีวิตในทางสุจริตชน

เมื่อมีความพร้อมทุกด้านแล้ว ก็รู้จักทำบุญ บูชาคุณพ่อแม่ ญาติพี่น้อง บุคคลทั้งหลายที่เราควรเกื้อกูล ต่อไปก็พัฒนาให้มีความกตัญญู รู้คุณ

ต่อไปก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก คือ เป็นผู้ประพฤติธรรม การเป็นผู้ประพฤติธรรม แสดงว่า ในเบื้องต้นนั้น ประโยชน์ตน ประโยชน์สังคมส่วนรวมจะเกิดพร้อมกัน และแสดงว่า เป็นคนที่รู้จักดีชั่วแล้ว จึงละชั่ว ทำดี

พอถึงจุดนี้แล้ว จึงจะพัฒนาจิตใจขั้นสูงเพื่อการวิปัสสนา เป็นการเข้าสู่จิตที่บริสุทธิ์ และ enlightened

ทั้งหมด ๓๘ ขั้นตอนในมงคลสูตร จึงเป็น ๓๘ บันไดไปสู่จุดมุ่งหมายที่ให้รู้ว่า การสวดบทพระสูตรนี่คือการประกาศหลักธรรมที่บริสุทธิ์ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และประกาศสั่งสอนไว้.

เจริญพร
dhamma_araya@hotmail.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง