คอลัมน์: กาแฟดำ: มะกันก็กดดันไทยเรื่องหัวเว่ย!

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม 2562 00:00:47 น.

อเมริกาไม่เพียงแต่ฟาดกันกับจีนเรื่องหัวเว่ยเท่านั้น แต่ยังกดดันประเทศอื่นๆ รวมทั้งไทยให้ถอยห่างจากการใช้บริการของจีนด้วยนี่เป็นเรื่องที่เราคนไทยต้องเกาะติดและทำความเข้าใจอย่างใกล้ชิดเพื่อเข้าใจว่าสงครามการค้ากำลังจะลามเป็นสงครามเทคโนโลยี

ซึ่งอาจนำไปสู่ "สงครามเย็น" ยุคไฮเทคก็ได้ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการศูนย์ CU Transformation บอกผมในการสนทนาทาง Suthichai Live วันก่อนว่าไทยเราก็เจอกับแรงกดดันจากสหรัฐเรื่องหัวเว่ยเช่นกัน

"ผมดูแลศูนย์ทดสอบ 5G ของ กสทช. อยู่ครับ เราก็เจอผู้แทนจากสหรัฐที่ผมหาเรา ถามว่าเราไม่กังวลเรื่อง security หรือที่ใช้ระบบหัวเว่ย ผมเรียนตามตรงว่านั่นเป็นเพียงข้ออ้างเพราะว่า hardware ที่หัวเว่ยทำให้เรานั้นเป็นระดับล่างสุด ข้อมูลที่วิ่งอยู่เช่นการใช้ Line หรือ Facebook นั้นถ้าเรากังวลว่ามีคนมาแอบดูได้ นั่นย่อมแปลว่าเราต้องสร้างอุปกรณ์เราเองหมด ซึ่งมันไม่ใช่ จริงๆ แล้วเรื่องเทคโนโลยีนั้น ไม่ว่าจะเป็นของใครก็ตาม มันสามารถ encrypt หรือเข้ารหัส คนที่เป็นเจ้าของระบบรู้เพียงว่ามีข้อมูลวิ่งไปวิ่งมา แต่ไม่รู้ว่าเราคุยอะไรกันอยู่ ผมจึงเห็นว่าเป็นเพียงข้ออ้างของฝ่ายอเมริกันเท่านั้น"

ดร.สุพจน์บอกว่าก็ได้ตอบทางเจ้าหน้าที่อเมริกันไปว่าถ้าถามว่าเรากังวลหรือไม่ที่ใช้อุปกรณ์จากประเทศจีน ไทยก็ต้องกังวลเกี่ยวกับทุกยี่ห้อเช่นกัน

อีกคำถามหนึ่งจากเจ้าหน้าที่อเมริกันก็คือว่าไม่กังวลหรือที่บริษัทนี้ (หมายถึงหัวเว่ย) มีความใกล้ชิดกับรัฐบาลและสามารถจะเอาข้อมูลของเราไปเมื่อไหร่ก็ได้

ดร.สุพจน์ตอบว่า "เรื่องนี้เป็นประเด็นกฎหมายแล้ว ผมไม่ทราบว่าหน่วยงานความมั่นคงอยู่ดีๆ จะมาขอข้อมูลจากโครงข่ายบริการเมคโนโลยีได้หรือไม่...แต่ผมคิดว่าทุกประเทศก็ทำได้"

แปลว่าถ้าเราจะกังวลว่ารัฐบาลจีนสามารถขอข้อมูลจากบริษัทเอกชนได้ในกรณีความมั่นคง ทุกรัฐบาลก็คงทำได้เหมือนกัน

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่อเมริกันก็ยังถามว่าทางจุฬาฯ มีวิธีการเลือกใช้บริการของใคร อย่างไร ดร.สุพจน์ตอบว่า "ผมก็ตอบในฐานะที่เคยเป็นฝ่าย operator มาว่า ก็ต้องเริ่มด้วยการพิจารณาว่าอุปกรณ์ที่ใช้อยู่เดิมมีอะไรบ้าง และอุปกรณ์ใหม่สำหรับ 5G นั้นมันสอดคล้อง หรือ compatible กับของเดิมหรือไม่ ใช้ vendors เดียวกันได้ไหม ถ้าได้ก็มีข้อได้เปรียบ แน่นอนว่าอีกปัจจัยหนึ่งก็คือเรื่องราคา เพราะตัวบริษัทโครงข่ายเองไม่ได้มีรายได้อะไรมากมาย แต่คนที่ได้รายได้มากกว่าคือพวก Google และ YouTube เป็นต้น ดังนั้น operators ทั้งหลายก็ต้องเน้นการประหยัดต้นทุน ประเทศไหนที่เสนอราคาที่ดีกว่าก็จะได้รับการพิจารณามากกว่า"

ข่าวล่าสุดบอกว่า เยอรมันเองก็จะไม่ห้ามหัวเว่ย เพราะเขาสามารถเปิดตัวใช้บริการได้เร็วกว่าเจ้าอื่นๆ แล้ว

ผมเห็นข่าวในสื่อเยอรมันยืนยันว่า หลังจากมีการพิจารณาและกลั่นกรองกันมาหลายปี รัฐบาลอังกฤษ, หน่วยงาน German Federal Information Security Office, คณะกรรมาธิการยุโรป และอีกหลายสถาบันเห็นตรงกันว่าไม่พบรูรั่วเพื่อส่งข้อมูลใดทั้ง "หลังบ้าน" Back Door หรือ "ช่องโหว่" Loophole ในอุปกรณ์สื่อสารของหัวเว่ย

ตรงกันข้ามเขาพบว่า บริษัทสัญชาติอเมริกัน เช่น Cisco ต่างหากที่เจอ "ช่องโหว่" มากมายและบ่อยครั้ง
เขาประเมินว่ามีการ "รั่วไหล" จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม อย่างน้อย 10 กรณีนับตั้งแต่ปี 2013 ถึงวันนี้

นั่นย่อมแปลว่า สิ่งที่อเมริกามาบอกกล่าวและกดดันประเทศต่างๆ เรื่องอย่าไว้ใจหัวเว่ยนั้นเป็นเรื่องพึงต้องตรวจสอบกันให้ถ้วนถี่ว่ามีหลักฐานและเค้าความเป็นจริงมากน้อยเพียงใดหรือไม่ ก่อนที่จะกระโจนลงไปวางนโยบายตามแรงกดดันนั้น

ข่าวชิ้นนั้นอ้างผู้บริหาร German Federal Network Administration ของเยอรมัน ที่ชื่อ Jochen Homann ว่าจะต้องใช้กฎเดียวกันกับทุกบริษัท ไม่ว่าสัญชาติใดก็ตาม

เขาตอกย้ำว่า ในประเด็นเรื่องความปลอดภัยและโครงสร้างของสัญญาณ 5G นั้นควรจะต้องถกแถลงด้วยข้อเท็จจริงอย่างมืออาชีพ ไม่ใช้ความขัดแย้งทางการค้าใดหรือการเมืองมามีส่วนในการตัดสินเพื่อกำหนดนโยบาย

เขายืนยันว่าทางเยอรมันไม่กีดกันหัวเว่ยหัวเว่ยต่อสู้กับแรงกดดันจากอเมริกาด้วยการส่งจดหมายแจ้งไปยังลูกค้าทั่วโลก อ้างว่าระบบการจัดการของธุรกิจยังคงดำเนินต่อไป

เมื่อการเมืองและผลประโยชน์ทางธุรกิจเข้ามาพัวพันกัน มืออาชีพจะต้องใช้มาตรฐานสากลที่ผู้บริโภคได้ประโยชน์สูงสุดเป็นตัวกำหนดเท่านั้น!.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง