คอลัมน์กาแฟดำ: ซีอีโอหัวเว่ยกำลังบอก 'มะกัน กูไม่กลัวมึง'!

ข่าวทั่วไป 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ภาพนี้เห็นชัดเจนว่านายเหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสูงสุดของหัวเว่ย มีความสนิทสนมกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นเมื่อหัวเว่ยเจอศึกหนักจากกูเกิล ก็ย่อมแปลว่านั่นเป็นสงครามของสี จิ้นผิงกับโดนัลด์ ทรัมป์ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ตั้งแต่ลูกสาวของเหริน เจิ้งเฟย ที่ชื่อ "เมิ่ง หวั่นโจว" ถูกเจ้าหน้าที่แคนาดาจับตามคำร้องขอของสหรัฐฯ เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เขาก็ปรับท่าทีต่อสื่ออย่างเห็นได้ชัด ออกมาตอบคำถามของนักข่าวโดยเฉพาะสื่อตะวันตกอย่างร้อนแรง

ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ผู้บริหารสูงสุดของธุรกิจยักษ์จีนมักจะเก็บเนื้อเก็บตัว ยกเว้นแจ็ก หม่าแห่งอาลีบาบา ที่กลายเป็นโฉมหน้าของมหาเศรษฐีจีนที่โลดแล่นอยู่ในเวทีระหว่างประเทศอย่างคึกคักมาตลอด

ล่าสุดเมื่อ Google ประกาศตัดสัมพันธ์กับ Huawei เหริน เจิ้งเฟยก็ออกมาสำทับว่าอเมริกา "ประเมินจีนต่ำไป"

และยืนยันว่าอย่างไรเสียจีนก็จะไม่มีทางยอมก้มหัวให้สหรัฐฯ หากยังใช้วิธีการ "ข่มเหงรังแก" จีนเช่นนี้

คำประกาศของเขาดุดันกว่าผู้นำจีนหลายเท่า และร้อนแรงกว่าที่สื่อจีนออกมาปะฉะดะกับสหรัฐฯ ด้วยซ้ำ

เหริน เจิ้งเฟยปีนี้อายุ 74 แต่ยังบริหารหัวเว่ยวันต่อวันอย่างไม่ลดละ ยิ่งมีเรื่องตึงเครียดกับสหรัฐฯ เขาก็ยิ่งออกโรงอย่างไม่เกรงใจมะกันมากขึ้น

"ผมได้เสียสละส่วนตัวและครอบครัวเพื่อบรรลุเป้าหมายของการไปยืนตระหง่านอยู่บนยอดโลก และการจะบรรลุเป้าหมายนี้ ความขัดแย้งกับสหรัฐฯ จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้" เขาบอกนักข่าวจีนกลุ่มหนึ่งเมื่อวันก่อน

ทรัมป์ได้ใช้อำนาจบริหารประกาศห้ามบริษัทสหรัฐฯ ค้าขายและมีปฏิสัมพันธ์กับหัวเว่ย เพราะบริษัทนี้ "มีกิจกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ"

เขาบอกว่าการที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศให้เวลา "หายใจ" 90 วันนั้น "ไม่มีความหมายอะไรสำหรับเรา"

อีกทั้งยังสำทับว่าหัวเว่ยได้ตระเตรียมการเพื่อตั้งรับสถานการณ์นี้มาแล้ว ด้วยการสต็อกชิ้นส่วนสำหรับอุปกรณ์ของหัวเว่ยจากสหรัฐฯ และแหล่งอื่นๆ มาอย่างน้อยหนึ่งปีก่อนหน้านี้

ฟังน้ำเสียงของซีอีโอหัวเว่ยอย่างนี้ก็ต้องเชื่อว่าได้รับไฟเขียวจากรัฐบาลจีนให้ลุยต่อ ขณะที่ทางการก็พยายามรื้อฟื้นการเจรจาระดับรัฐมนตรีต่อไปเพื่อไม่ให้เสียศักดิ์ศรีของชาติ

สี จิ้นผิงส่งสัญญาณถึงอเมริกาชัดเจนว่าจะตอบโต้ทุกวิถีทาง...เช่นเดินทางไปตรวจงานที่เหมืองสินแร่หายากที่เรียกว่า rare earth ที่มณฑลจีนแห่งหนึ่งในจังหวะที่การเผชิญหน้ากับอเมริกากำลังร้อนแรงอยู่

สินแร่หายากประมาณ 17 ชนิดเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ที่สหรัฐฯ ใช้ แม้ว่าจะมีหลายประเทศที่ผลิตสินแร่ที่ว่านี้ แต่จีนเป็นแหล่งวัตถุดิบประเภทนี้มานาน ดังนั้นหากจีนระงับการส่งขายให้สหรัฐฯ ก็ย่อมจะทำให้อุตสาหกรรมไอทีของอเมริกาสะดุดได้เช่นกัน

ที่น่าสนใจคือ คนที่เดินเคียงคู่ไปกับสี จิ้นผิงในการตรวจเหมืองสินแร่ครั้งนี้คือ รองนายกฯ หลิว เฮ่อ ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมการเจรจากับสหรัฐฯ ในการหาทางลงจากสงครามการค้าด้วย

ข่าววงในบอกว่าสาเหตุที่การเจรจาระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่งล้มเหลว ก็เพราะจีนไม่ยอมรับเงื่อนไขเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาและการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สหรัฐฯ ต้องการให้ระบุไว้อย่างชัดเจนในร่างข้อตกลง

ร่างแรกที่อเมริกาส่งมามีความยาวถึง 150 หน้า แต่พอส่งไปถึงฝ่ายจีน ร่างแก้ไขที่ส่งกลับไปวอชิงตันถูกฝ่ายจีนหั่นลงเหลือเพียง 105 หน้า

ทรัมป์จึงกริ้ว เขียนข้อความขึ้นทวิตเตอร์ สั่งดับเครื่องชนจีนทันที...จนลามไปถึงการสั่งให้ Google ตัดญาติขาดมิตรกับ Huawei

แต่ผมเชื่อว่านี่เป็นเพียงกลยุทธ์ของทรัมป์ในการกดดันจีนให้ยอมตกลงสงบสงครามการค้า และยอมลดราวาศอกเรื่องการพัฒนา 5G ที่กำลังทำท่าว่าจะแซงหน้ามะกันไปหลายขุมมากกว่า

เกมนี้เพิ่งเริ่มต้นจึงต้องเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด ต้องดูกันยาวๆ ครับ เพราะไม่มีใครได้แต่เพียงฝ่ายเดียว และไม่มีใครยอมเสียหายเกินกว่าที่ตนจะยอมรับได้!

เมื่อซีอีโอหัวเว่ยออกมาตอกย้ำว่าเมื่อเขามีเป้าหมายเป็นเบอร์หนึ่งของโลก ความขัดแย้งกับสหรัฐฯ จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น ถ้าพูดแบบภาษาชาวบ้านก็คือเขากำลังประกาศว่า

"กูไม่กลัวมึง"!

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ