ข่าวอินโฟเควสท์
09:56 ธปท.เผยผลตอบแทนพันธบัตร ธปท.มูลค่า 4 หมื่นลบ.ที่ 1.72233%   ประมูล ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 ThaiBMA CB19806A ISIN CODE TH0655J7T884 CFI Code D…
09:55 (เพิ่มเติม)กลยุทธ์การลงทุนรอบเช้าวันที่ 19 กรกฎาคม 2562   โบรกเกอร์ แนวรับ แนวต้าน กลยุทธ์ จากบทวิเคราะห์ KINGSFORD 1,714 1,720 1,727 1,730 ระย…
09:52 เกียวโดเผยมือเผาสตูดิโอแอนิเมชั่นอ้างสตูดิโอขโมยแนวคิดเขียนนิยาย   สำนักข่าวเกียวโดรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า ผู้ที่ก่อเหตุเผาสตูดิโอแอนิเมชั่นท…
09:50 โบรกฯเล็ง MACO-W2 เข้าข่ายใช้เกณฑ์ Cash Balance คาดเริ่มใช้ 22 ก.ค.นี้   โบรกเกอร์ คาดว่าใบสำคัญแสดงสิทธิในการจองซื้อหุ้นสามัญของบมจ.มาสเตอร์ แ…
09:49 ทูตเกาหลีใต้วิจารณ์มาตรการควบคุมการส่งออกระหว่างเจรจารมว.ตปท.ญี่ปุ่น   นายนัม กวาน พโย เอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ได้วิจารณ์การที่ญี่ปุ่นได้ควบคุมกา…

คอลัมน์: อีโคโฟกัส: ไทยยุคเปลี่ยนผ่านประชากร กับแนวทางการรับมือ'สังคมสูงวัย'

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 25 พฤษภาคม 2562 00:00:35 น.

"แนวทางสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุนั่นคือ "เงิน" ซึ่งประเทศไทยมีการดำเนินการเรื่องนี้ผ่านรูปแบบการให้สินเชื่อ กับโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage) ถือเป็นอีกสินเชื่อที่ออกมาเกาะเทรนด์การปรับเปลี่ยนโครงสร้างประชากรของประเทศไทยที่ก้าวเข้าสู่การเป็น "สังคมสูงวัย" มากขึ้น"

"ประเทศไทย" ได้ก้าวเข้าสู่การเป็น สังคมผู้สูงวัย มาตั้งแต่ปี 2548 โดยมีประชากรผู้สูงอายุ 10.4% ของประชากรทั้งประเทศ และมีการคาดการณ์กันว่า ประ เทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ในช่วงปี 2567-2568 และเป็นประเทศสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ (Superaged Society) ภายในปี 2580 ซึ่งแน่นอนว่าสถานการณ์การมีประ ชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น จะกลายเป็น "ภาระ" ของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณในระยะยาวเพื่อดูแลประชากรกลุ่มนี้ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีคุณภาพตามสมควร

ที่ผ่านมา เราจะได้เห็นมาตรการต่างๆ จากทางรัฐบาลที่ผลัก ดันออกมาเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว เช่น การลดภาษีให้ลูก กตัญญูที่เลี้ยงดูพ่อแม่ การพัฒนาโครงการ Senior Complex โดย หน่วยงานของภาครัฐ โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage) มาตรการภาษีสำหรับการจ้างงานผู้สูงอายุ กอง ทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องยอมรับว่า "ประเทศ ไทย" ยังมีประสบการณ์ในการจัดการกับภาวะสังคมผู้สูงอายุน้อย จึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้จากประเทศที่เป็นสังคมผู้สูงอายุมาก่อน เช่น ประเทศญี่ปุ่น

โดย "ตุรกี" ก็ถือเป็นอีกประเทศหนึ่งในโลกที่มีจำนวนประชากร ผู้สูงอายุค่อนข้างมาก โดยจากข้อมูลประชากรโลกในปี 2017 พบว่าตุรกีถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 66 จาก 167 ประเทศ ที่มีประชากรสูงอายุมากที่สุด ส่วน 3 ประเทศที่มีประชากรสูงอายุมากที่สุด ได้แก่ 1.โมนาโก อยู่ที่ 32.2% 2.ญี่ปุ่น อยู่ที่ 27.9% และ 3.เยอรมนี อยู่ที่ 21.1%

มาดูในรายละเอียดของ "ตุรกี" พบว่า ในปี ค.ศ.2017 ตุรกี มีผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป อยู่ที่ 6.89 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง 17% จากปี ค.ศ.2013 ซึ่งมีประชากรในกลุ่มดังกล่าวอยู่ที่ 5.89 ล้านคน และมีการคาดการณ์ว่า ภายในปี ค.ศ.2023 ตุรกีจะมีประชากร ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอีก 10.2% และในปี ค.ศ.2030 เพิ่มขึ้น 12.9% ปี ค.ศ.2040 เพิ่มขึ้นเป็น 16.3% ปี ค.ศ.2060 เพิ่มเป็น 22.6% และภายในปี ค.ศ.2080 ตุรกีจะมีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 25.6% ของประชา กรทั้งหมดในประเทศ

แนวทางบริหารจัดการกับกลุ่มประชากรผู้สูงอายุของ "ประ เทศตุรกี" นั้น ส่วนหนึ่งได้ดำเนินการผ่าน "สถานสงเคราะห์ผู้ยากไร้ DARULACEZE" ตั้งอยู่ในเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี ซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1877 ในช่วงสงครามระหว่างอาณาจักรออตโตมัน-รัสเซีย ซึ่งผลจากสงครามในครั้งนั้นทำให้มีผู้อพยพเข้ามาในอิสตันบูลจำนวนมาก และในปี ค.ศ.1877-1879 ประชากรผู้อพยพในนครอิสตันบูลมีมากถึง 4 พันคน เมื่อรวมกับจำนวนผู้ยากไร้ ผู้ป่วยและเด็กกำพร้าทำให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นอย่างมาก

สำหรับสถานสงเคราะห์ผู้ยากไร้ DARULACEZE แห่งนี้ อยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงพัฒนาครอบครัวและบริการสังคม โดยงบประมาณของสถานสงเคราะห์ผู้ยากไร้แบ่งเป็นส่วนกลางและส่วนย่อย ในส่วนกลางนั้นได้มาจากรัฐบาล และในส่วนย่อยได้มาจากผู้บริจาคและเงินค่าเช่าทรัพย์สินของสถานสงเคราะห์ งบประมาณจากเทศบาลนครอิสตันบูล 10% จากงบประมาณบริหารทั้งหมด และรายได้จากส่วนอื่นๆ โดยสถานสงเคราะห์ผู้ยากไร้แห่งนี้ได้เปิดทำการบนพื้นที่ 2.7 หมื่นตารางกิโลเมตร และอยู่ระหว่างการขยายพื้นที่การให้บริการเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี ค.ศ.2023

โดยตั้งแต่วันที่เปิดให้บริการจนถึงปัจจุบัน สถานสงเคราะห์ผู้ยากไร้ DARULACEZE แห่งนี้ เป็นที่พักพิงของเด็กกำพร้าแล้ว 3 หมื่นคน จากจำนวนผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือทั้งสิ้น 7.2 หมื่นคน โดยไม่มีการแบ่งแยกศาสนา นิกาย ภาษี เชื้อชาติหรือเพศแต่อย่างใด และปัจจุบันได้มีผู้สูงอายุและเด็กกำพร้าใช้บริการอยู่ประมาณ 500-560 คน

ภายในพื้นที่สถานสงเคราะห์แห่งนี้ ประกอบด้วย มัสยิด โบสถ์ และศาสนสถานอื่นๆ รวมทั้งยังมีอาคารบริหาร 1 อาคาร สถานเลี้ยงเด็ก 1 อาคาร บ้านพักผู้ยากไร้ 7 อาคาร สถานอนามัย 1 อาคาร อาคารห้องครัว ห้องซักล้าง ร้านตัดเสื้อ โรงพิมพ์ โรงไม้ ร้านซ่อมรองเท้า และร้านเชื่อมเหล็ก เป็นต้น  พร้อมทั้งยังมีการฝึกอาชีพให้กับผู้สูงอายุอีกด้วย ซึ่งถือเป็นการให้บริการที่ครบวงจรแห่งหนึ่ง ภายใต้ปณิธานที่ว่า ให้เกียรติแก่เพื่อนมนุษย์เพื่อผู้ที่ทรงสร้างมนุษย์ตัดภาพมาที่ประเทศไทย ซึ่งได้เข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุมาพักหนึ่ง แล้ว ที่ผ่านมาไม่เพียงมาตรการรองรับและสนับสนุนจากรัฐบาลในการ เตรียมความพร้อมรับมือด้านต่างๆ เท่านั้น แต่อีกเรื่องที่ถือเป็นประเด็น สำคัญคือ "ที่อยู่อาศัย" ปัจจุบันประเทศไทยมีการดำเนินโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุในรูปแบบต่างๆ ผ่านทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ กลุ่มบ้านพักหรือโรงแรมดูแลผู้สูงวัย กลุ่ม Retirement Community หรือกลุ่ม Wellness and Health Complex ที่ให้บริการแบบผสมผสานในการดูแลสุขภาพเชิงฟื้นฟูสุขภาพ บริการแพทย์ทางเลือก บริการรักษาเฉพาะทาง ซึ่งมีการจัดบริการที่พักทั้งในระยะสั้นและยาว โดยเน้นกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มที่ใส่ใจสุขภาพทั้งคนไทยและต่างชาติ เพื่อเป็นการตอบรับต่อการที่ประเทศไทยมีบทบาทเป็น Medical Hub ของภูมิภาค โดยโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ณ ไตรมาส 1/2562 พบว่าตั้งอยู่ใน 11 จังหวัด มีจำนวน 37 โครงการ แบ่ง เป็นโครงการภาครัฐหรือมูลนิธิ 15 โครงการ และเอกชน จำนวน 22 โครงกร มากกว่า 7.65 พันหน่วย

และอีกหนึ่งจึงไม่แปลกที่อาจจะยังไม่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเท่าใดนัก เพราะไม่เพียงแต่การขาดความรู้ความเข้าใจ แต่ด้วยวัฒน ธรรมของคนไทยที่ลูกจะต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ก็เป็นอีกเรื่องที่เข้ามากดดัน

แต่ในมุมกลับกัน สินเชื่อนี้ถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมทางการเงินที่ดี ที่จะช่วยต่อยอดการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยของประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยหลักการเบื้องต้นของสินเชื่อดังกล่าวนี้ คือ ผู้สูงอายุที่สามารถนำที่อยู่อาศัยปลอดภาระมาจำนองเพื่อขอวงเงินกู้กับสถาบันการเงินได้ ซึ่งจะได้รับเงินกู้เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธอส. ระบุว่า ธนาคารจะมีการดำเนินการจัดทำสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ วงเงิน 1 พันล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยของตัวเองและ ปลอดภาระหนี้ สามารถนำมาจำนองกับธนาคารเพื่อรับเงินเป็นรายเดือน โดยกำหนดพื้นที่นำร่องที่อยู่อาศัยต้องตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และกำหนดให้กู้สำหรับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 80 ปี วงเงินให้กู้สูงสุดไม่เกิน 50% ของราคาประเมิน และสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยไม่พิจารณารายได้ของผู้กู้ อัตราดอกเบี้ย 6.25% ต่อปีตลอดอายุสัญญากู้ ระยะเวลาขอรับเงินได้นานสูงสุด 25 ปี หรือจนถึงผู้กู้อายุ 85 ปี ธนาคารจะจ่ายเงินให้ผู้กู้เป็นรายเดือน อาทิ วงเงินกู้ 2 ล้านบาท หากผู้กู้อายุ 65 ปี ระยะเวลาการกู้ 20 ปี จะได้รับเงินจากธนาคารเดือนละ 8.3 พันบาท ขณะนี้มีผู้สนใจมาสอบถามกับธนาคาร 4-5 ราย.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง