คอลัมน์: กา@ครั้งหนึ่ง: การอัญเชิญพระบรมอัฐิรัชกาลที่ ๗ กลับประเทศไทย

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม 2562 00:00:52 น.

แม้ว่าหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตใหม่ๆ รัฐบาลได้มีหนังสือกราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี อัญเชิญเสด็จฯ กลับมาก็ตาม แต่เนื่องจากขณะนั้นเป็นช่วงเวลาสงคราม สมเด็จฯ จึงมิได้เสด็จฯ กลับ

ต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองได้สงบลงทั่วโลกแล้ว พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ ๙ ได้มีพระราชหัตถเลขาถึงจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๑ ความบางตอนว่า "ถึงเวลาและเป็นการสมควรที่จะดำริจัดการให้ได้เชิญพระบรมอัฐิเข้ามาประดิษฐานเสียตามพระราชประเพณีที่มีมา...ถ้าจะเชิญเสด็จกลับมาประทับเสียในประเทศนี้และทูลขอให้เชิญพระบรมอัฐิในรัชกาลที่ ๗ เข้ามาด้วยก็จะดีหาน้อยไม่"

ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบด้วยและได้พิจารณาเห็นว่า แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จะได้สละราชสมบัติไปแล้ว จึงไม่ได้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์โดยนิตินัยตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาก็ตาม แต่ในทางพฤตินัย การถวายพระเกียรติยศเช่นองค์พระมหากษัตริย์ก็ทำได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย

สำหรับสมเด็จฯ นั้นการแต่งตั้งพระองค์เป็นสมเด็จพระบรมราชินีไม่ได้มีการเพิกถอน แต่บัดนั้นมิได้ทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชินีในพระมหากษัตริย์ที่ทรงราชย์ จึงให้ขนานพระนามว่า "สมเด็จพระบรมราชินี รัชกาลที่ ๗" คณะรัฐมนตรีจึงได้แจ้งมตินี้ให้สภาผู้แทนราษฎรรับทราบ

จากนั้นนายกรัฐมนตรีจึงได้มีหนังสือกราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี  ในรัชกาลที่ ๗ ลงวันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๙๑ ความบางตอนว่า "ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ดำเนินการถวายพระเกียรติโดยขออัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เข้าไปประดิษฐานไว้ในพระบรมมหาราชวัง เสมอด้วยพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมกษัตราธิราชเจ้า ในพระบรมราชวงศ์จักรี ให้ต้องตามพระราชประเพณี" นอกจากนั้น "ขอพระราชทานกราบบังคมทูลอัญเชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จกลับคืนสู่ประเทศไทย โดยรัฐบาลจักได้ถวายพระเกียรติตาม พระราชประเพณีสืบไป"

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงพอพระราชหฤทัยและทรงรับที่จะเสด็จฯ กลับพร้อมอัญเชิญพระบรมอัฐิกลับมาพร้อมกัน โดยทรงขอให้จัดส่งแต่นายรองสนิท (สมสวาท โชติกเสถียร) มหาดเล็กผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทมาแต่เดิมไปจากกรุงเทพฯ แต่ผู้เดียว เพื่อเป็นผู้อัญเชิญพระบรมอัฐิ ส่วนนางสนองพระโอษฐ์และราชเลขานุการนั้น โปรดที่จะให้คุณหญิงเนื่อง บุรีนวราช นางสนองพระโอษฐ์เดิม และ ม.ร.ว.สมัคสมาน กฤดากร ซึ่งถวายงานอยู่ที่อังกฤษอยู่แล้วทำหน้าที่ตามลำดับ ส่วนราชองครักษ์และเจ้าหน้าที่ภูษามาลานั้น แล้วแต่ทางราชการจะจัดสรร [๗] สำหรับนางพระกำนัลนั้น ต่อมาได้โปรดให้ ม.ร.ว.โพยมศรี สวัสดิวัตน์ (สุขุม ในภายหลัง) ซึ่งอยู่ที่อังกฤษอยู่แล้วเป็นผู้ทำหน้าที่

สำหรับพระราชพาหนะนั้น แม้ว่าเจ้าชายอักเซลแห่งเดนมาร์ก นายกกรรมการบริษัทอีสต์เอเชียติคจะได้ทรงเอื้อเฟื้อกับทางกรุงเทพฯ ว่าจะจัดเรือของ บริษัทฯ ดังกล่าวถวาย แต่โดยที่สมเด็จฯ ได้ทรงติดต่อกับบริษัทของประเทศฮอลันดา (เนเธอร์แลนด์) ไว้เรียบร้อยแล้ว สมเด็จฯ จึงทรงเสนอว่าให้บริษัทอีสต์เอเชียติคจัดเรือรับเสด็จฯ จากสิงคโปร์ไปเกาะสีชัง โดยทรงย้ำกับรัฐบาลว่าไม่ได้ต้องพระราชประสงค์จะให้เป็นการสิ้นเปลืองมากเกินควรมาตั้งแต่แรกแล้ว หากจะมีทางใดที่จะตัดรายจ่ายลงได้แล้ว ก็ทรงยินดีที่จะปฏิบัติตาม

ในวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๒ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗  ได้เสด็จฯ ออกจากพระตำหนักคอมพ์ตัน พร้อมกับอัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ คืนสู่ประเทศไทย โดยเรือวิลเฮ็ม ไรซ์ (WilheimRuys) ของบริษัท Royal Rotterdam  Lloyd ของเนเธอร์แลนด์ จากท่าเรือเมืองเซาแธมป์ตัน (Southampton) ไปยังสิงคโปร์ ภายในเรือได้จัดเตรียมที่และห้องพิเศษสำหรับประดิษฐานพระบรมอัฐิฯ ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ และในวันเสด็จฯ กลับนั้น มีข้าราชการสถานทูตไทยในกรุงลอนดอนและนักศึกษาไทยเป็นจำนวนมากไปส่งเสด็จฯ กันอย่างคับคั่ง อีกทั้งรัฐบาลอังกฤษได้จัดกองทหารเกียรติยศซึ่งได้บรรเลงเพลงพระบารมีส่งเสด็จพระบรมอัฐิ โดยมีผู้บัญชาการจังหวัดทหารบกซอลสเบอรี (Salisbury) นำสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงตรวจกองทหารเกียรติยศในพระอิริยาบถสง่างาม ในขบวน นายรองสนิทเป็นผู้เชิญพระพุทธรูป หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ ทรงอัญเชิญหีบพระบรมอัฐิลงเรือ

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เสด็จฯ พร้อมด้วยข้าราชบริพารซึ่งรัฐบาลจัดตามที่มีพระราชประสงค์ ถึงเกาะสิงคโปร์ในวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๒ กองทหารซอลสเบอรรี (Salisbury) และกองทหารแบล็ค วอทช์ (Black Watch) ซึ่งเป็นกรมทหารราบจากสกอตแลนด์ของอังกฤษ ตั้งแถวกองเกียรติยศรับเสด็จฯ มีธงไชยเฉลิมพล เมื่อเสด็จลงจากเรือวิลเฮ็ม ไรซ์ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี แล้วทรงตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ พลตรีหม่อมเจ้าปรีดิเทพย์พงษ์ เทวกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หม่อมทวีวงศ์ถวัลยศักดิ์ เลขาธิการพระราชวัง และสมุหราชองครักษ์ ได้มารับเสด็จฯ และนำเสด็จลงเรือ "ภาณุรังษี" ซึ่งรัฐบาลได้เช่าจากบริษัทอีสต์เอเชียติคเพื่อเสด็จฯ กลับประเทศไทย

เรือ "ภาณุรังษี" มาถึงเกาะสีชังในวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๒ เจ้าพนักงานภูษามาลาได้อัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ซึ่งประดิษฐานในกล่องหินอ่อน บรรจุพระโกศทองคำซึ่งกองกษาปณ์ กรมคลัง จัดทำตามแบบและขนาดเช่นเดียวกับพระโกศทองคำ ทรงพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ หากแต่ลวดลายและสีลงยาต่างกันเท่านั้น เสร็จแล้วได้เชิญลงเรือรบหลวง "แม่กลอง" แห่งราชนาวีไทยอีกครั้งเทียบท่าราชวรดิฐ กรุงเทพมหานคร เวลา ๑๕.๓๐ น. ณ ที่นั้น ได้มีการรับเสด็จพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างสมพระเกียรติยศแห่งองค์พระมหากษัตริย์ทุกประการ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้เสด็จไปรับพระบรมอัฐิในพระปรมาภิไธย พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ คณะรัฐบาล รวมทั้งข้าราชการ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนเป็นจำนวนมาก องค์ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เสด็จขึ้นไปบนเรือหลวง "แม่กลอง" ถวายสักการะพระบรมอัฐิ และในขณะนั้นทหารเรือยิงปืนใหญ่ถวายความเคารพ กองทหารเกียรติยศถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ชาวพนักงานประโคมมโหระทึก สังข์ แตร และกลองชัยชนะ พนักงานพระราชพิธีอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิลงจากเรือหลวงขึ้นประดิษฐานเหนือบุษบกราเชนทรรถ และอัญเชิญพระบรมอัฐิโดยพยุหยาตราใหญ่เข้าสู่พระบรมมหาราชวัง

พระราเชนทรรถเทียบเกยหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐานเหนือพระที่นั่งพุดตานถมบรมราชาอาสน์พระราชบัลลังก์ ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตรแวดล้อมด้วยเครื่องประกอบพระอิสสริยยศภายในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

จากนั้นตั้งแต่วันที่ ๒๕-๒๖ พฤษภาคม ได้มีการจัดงานพระราชพิธีกุศลทักษิณานุปทานของหลวงขึ้น (การที่ได้ประดิษฐานพระโกศพระบรมอัฐิ ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทนี้ เนื่องด้วยในขณะนั้นพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ ยังคงประดิษฐานอยู่ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท) แล้วเชิญพระโกศขึ้นสู่ที่ประดิษฐาน ณ หอพระบรมอัฐิที่ชั้นบนแห่งพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ร่วมกับพระโกศพระบรมอัฐิสมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์และพระโกศพระบรมอัฐิสมเด็จพระบูรพราชินี

ครั้นวันที่ ๑๓-๑๙ มิถุนายน ได้ประดิษฐานอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถวายสักการะระหว่างเวลา ๑๐.๐๐-๑๖.๐๐ น. ทุกวัน แล้วอัญเชิญขึ้นสู่หอพระบรมอัฐิอีกครั้ง

วันที่ ๓๐ มิถุนา ยน เวลา ๑๖.๓๐ น. ได้อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารไปประดิษฐานในพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม องค์ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทรงบรรจุผอบพระบรมราชสรีรางคารในพระพุทธบัลลังก์พระพุทธอังคีรส แล้วทรงวางพวงมาลาของหลวง จากนั้นสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ        ทรงวางพวงมาลา

เหตุการณ์เหล่านี้ได้รับการบันทึกไว้เป็นภาพยนตร์และภาพถ่ายโดยเจ้ากาวีละวงศ์ ณ เชียงใหม่  หม่อมเจ้าการวิกและหม่อมเจ้าหญิงผ่องผัสมณี จักรพันธุ์ กระทรวงศึกษาธิการ ธนาคารออมสิน และกรมโฆษณาการ เป็นต้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยและได้พระราชทานเข็มพระปรมาภิไธย ปปร. กะไหล่ทองลงยา ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สำนักพระราชวังจัดทำเป็นที่ระลึกแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เข้าริ้วขบวนพระราชอิสริยศด้วย [๑๕]

วันที่ ๑๖ กันยายน สมเด็จฯ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชการที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในงานนี้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับพระราชทานของที่ระลึก ณ ตำหนักที่ประทับขณะนั้นคือ "ตำหนักหอ" ในวังสระปทุม และต่อมาได้พระราชทานแหนบและเสมารัชกาลที่ ๗ ประเภทต่างๆ เป็นของที่ระลึกแก่ข้าราชสำนักที่ปฏิบัติงานรวม ๑๓ คนด้วย.

อ้างอิง : สถาบันพระปกเกล้า, รองศาสตราจารย์ ม.ร.ว.พฤทธิสาณ ชุมพล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง