คอลัมน์สมาธิชาวบ้าน: ปัจจัยของการอบรมจิต

ข่าวทั่วไป 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

อ.บูรพา ผดุงไทย

www.a-burapa.com โทร. 02-517-4224

ธรรมชาติของคนที่เกิดมาท่ามกลางความวุ่นวาย เป็นธรรมดาที่หากไม่ได้ฝึกฝนอบรมจิต แล้วจิตย่อมมีแต่ความคิดฟุ้งซ่าน ปรุงแต่งขึ้นเป็นธรรมดา ยิ่งอยู่ในวัยที่กำลังเป็นหนุ่มเป็นสาว หรือวัยที่ทำแต่งาน ก็มีโอกาสที่ทำให้จิตฟุ้งซ่านได้ง่ายๆ แม้แต่เรื่องอาหารการกิน และการดูแลร่างกาย ก็ล้วนมีผลต่อสภาวะและสุขภาพจิตของเราทั้งสิ้น หากเราได้ศึกษาธรรมทางโลกมาบ้าง เราก็พอจะรู้ว่า จิตของเรานั้นมันอยู่เฉยๆ ไม่ได้ เพราะอาหารของจิต คือความคิด จิตและความคิดจึงเป็นของคู่กัน

จิตหากไม่สามารถแนบแน่นกับเครื่องรู้ได้ หรือปฏิบัติอบรมจิตแล้วความกำหนัดและอารมณ์ในจิตมันไม่ได้จางลง จึงอาจจะมาได้จากหลายสาเหตุและปัจจัย แต่ทั้งหมดนี้มันก็เป็นแค่เฉพาะช่วงเริ่มตนของผู้ปฏิบัติใหม่เท่านั้น เมื่อได้ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมออาการต่างๆ มันก็จะน้อยลงไปเอง สำหรับคนที่ทำได้ถูกต้องแล้วอาการทางกายจะเหมือนกันหมด อาการต่างๆ มันก็จะเบาลงแม้แต่ตัวเรา ลมหายใจของเรามันก็เบาบางลงจนหายไปจนไม่เหลืออะไรเลย นอกจากตัวรู้ที่ยังคงทำงานอยู่

แต่ถ้าหากในช่วงระหว่างที่เราปฏิบัติอยู่นั้น เกิดอาการความคิดจรปรากฏขึ้นมาในหัวของเรา แม้แต่จะอยู่ในขั้นของฌานสมาธิแล้วก็ตาม สิ่งที่เราต้องทำคือ เราก็เป็นเพียงแต่ผู้เฝ้าดูปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น ไม่ต้องไปคิดต่อยอดปรุงแต่งมัน เพราะบางครั้งอาการปรากฏการณ์ความคิดที่เกิดขึ้นนั้น มันเกิดจากพลังงานที่อยู่นอกตัวเรา มันเพียงแต่เข้ามาอาศัยสมองของเราเกิดเป็นมวลความคิดขึ้นมาเท่านั้น ตราบใดก็ตามที่เรายังมีตัวรู้ที่ยังเห็นความคิดอยู่ ไม่ว่าความคิดนั้นจะเกิดขึ้นมาอย่างไรก็ตาม หากเราเป็นเพียงแต่ผู้เฝ้าดูมันไปเฉยๆ มันก็จะหายไปเองไม่เป็นอะไร

เมื่อไรที่รู้กับความคิดมันทันกัน คือมันเห็นแม้กระทั่งสภาวะก่อนที่จะเกิดปรากฏการณ์ความคิดขึ้น ความคิดที่ผ่านเข้ามามันก็จะหมดไปเอง เราเรียกวิธีนี้ว่า การดูจิตดูความคิด

แต่การดูความคิดมันก็มีวิธีดูหลายอย่าง บางคนที่ดูเขาดูไม่เห็นถึงขั้นกระแสความคิดก่อนที่มันจะเกิดปรากฏการณ์มวลความคิดขึ้น แต่เขาดูแค่ความคิดที่มันเกิดขึ้นแล้วภายในจิตของเขาเท่านั้น เช่น ดูอารมณ์ในใจ ว่ามันโกรธ มันรัก หรือมันปรุงแต่งเป็นผลอย่างไร ดูแค่ว่ามันเกิดปรากฏการณ์อะไรขึ้นในความคิดของเขา การดูแบบนี้มันยังลึกไม่พอที่จะเห็นปรากฏการณ์ความคิด เห็นแค่อารมณ์หยาบๆ ที่มันเกิดขึ้นจากการปรุงแต่งภายในใจแล้วเท่านั้น เพียงเพื่อให้เท่าทันอารมณ์และให้สลายไปได้เร็ว

แต่ลึกกว่านั้นมันเป็นปรมัตถ์ คือดูปรากฏการณ์ในจิตก่อนที่จะปรุงแต่งเป็นอารมณ์ หากเราภาวนาไปเรื่อยๆ จนถึงจิตเดิมแท้แล้ว เราก็จะเห็นว่าแต่เดิมจิตมันไม่เคยมีเจ้าของก่อนที่มันจะมาเป็นจิตของเรา รู้ของเรา หรือสิ่งต่างๆ ที่ไปกำหนดว่าเป็นของเรานี่แหละทำให้เราเกิดมีกรรมที่เป็นของเราขึ้นมา มีชาติ มีภพต่างๆ เป็นของเราขึ้นมา ซึ่งความเป็นจริงในสภาวะจิตเดิมแท้นั้น ไม่มีอาการรู้ใดๆ ปรากกฏเลย เป็นความสว่างเฉยๆ คือเป็นอาการธาตุรู้เดิมก่อนที่จะมาเป็นของของเรา หรือเป็นอาการของพระนิพพานนั่นแหละ แต่ไม่ใช่ว่าสำเร็จพระนิพพานนะ เป็นอาการที่เราฝึกจนไปเจอจิตเดิมแท้เท่านั้น แต่ยังไม่ได้ถอดถอนเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะผู้รู้มันยังอยู่ อัตตาในตัวเรามันยังไม่ได้ถูกถอดถอนไปไหน ถ้าเราภาวนาไปแล้วไม่เจอสภาวะนี้มันก็เหมือนกับเรายังฝันอยู่ เราจะไปเอาอะไรกับความจริงในความฝัน

จะเจอความจริงได้เราต้องตื่นจากความฝันให้ได้เสียก่อน คือการภาวนาอบรมจิตจนกระทั่งถึงจิตเดิมแท้ ไม่ใช่แค่เห็นว่าจิตเดิมแท้เป็นอย่างไรนะ หากถึงขั้นนี้ได้เมื่อไรก็เหมือนกับเราเริ่มต้นตื่นจากความฝัน หากเราตื่นจากความฝันได้แล้ว ต่อไปมันก็จะรู้จริง คือรู้ที่มันพ้นอำนาจความคิดของสมมุติบัญญัติที่ติดอยู่ในปัจจุบัน ฝันมันไม่ได้มีแค่ชั้นเดียว แต่มันมีซ้อนกันเป็นชั้นๆ ไปหมด จนกว่าจะถึงอาการว่างจากความรู้สึกนึกคิดนั่นแหละ เหลือแต่เพียงแสงโอภาสสว่างไสวที่ไม่มีความคิดอะไรไปปรุงแต่งมัน มันถึงจะพบจิตเดิมแท้

แต่บางคนเข้าใจผิด พอเกิดอาการอย่างนี้คิดว่าเราสำเร็จธรรมแล้ว ก็เลยติดอยู่ตรงนี้ไปต่อไม่ได้ เพราะคิดว่าบรรลุแล้ว ไม่มีความคิดความเห็นอะไรแล้ว จริงๆ แล้วมันแค่พบเห็นความเดิมแท้ของจิตเท่านั้น แต่ยังไม่ถึงจึงยังไม่ใช่นิพพาน ถ้าผ่านอาการว่างตรงนี้ได้ ปัญญามันก็จะค่อยๆ เกิดขึ้นเพื่อถอดถอนตัวเราจากสมมุติโลกสู่ปัญญาที่เป็นปรมัตถ์ จึงจะเป็นหนทางที่จำถอดถอนจิตสู่พระนิพพานได้แท้จริง.

สามารถติดตาม อ.บูรพา ได้ที่ช่อง Youtube "burapa84000" หรือ search หา "อ.บูรพา ผดุงไทย"


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ