พระครูอุดม วิริยกิจ (หลวงปู่แสง) เจ้าอาวาสวัดป่าอุดมฤกษ์ เทศนา ทางแห่งความฉิบหาย

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม 2562 00:00:56 น.
สนธยา ทิพย์อุตร

เมื่อวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเดินทางไปที่วัดป่าอุดมฤกษ์ บ้านฤกษ์อุดม ต.ลือ อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ เพื่อไปทำบุญทำทาน สร้างกุศล ซึ่งเป็นวัดสังกัดมหานิกาย พระครูปริยัติ อุดมกิจ อายุ 56 ปี เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าอุดมฤกษ์ และเจ้าคณะตำบลโนนงาม มีพระสงฆ์ 7 รูป มัคนายก 2 คน บนเนื้อที่ 42 ไร่ เป็นที่ตั้งของกุฏิ ศาลาการเปรียญ อุโบสถ และด้านหลังมีสระน้ำขนาดกลาง กำหนดเป็นเขตอภัยทาน เลี้ยงปลาหลายชนิดตามธรรมชาติ ท่ามกลางป่าไม้นานาพันธุ์ ทำให้สงบร่มรื่น เย็นสบาย เหมาะสำหรับปฏิบัติธรรมยิ่งนัก

ที่สำคัญ ก่อนเดินทางกลับ พุทธศาสนิกชน ญาติโยมทั้งหลายก็จะแวะฟังธรรมเทศนาจากพระครูอุดม วิริยกิจ หรือ หลวงปู่แสง อายุ 72 ปี บวช 55 พรรษา ซึ่งหลวงปู่แสงเป็นพระอยู่อย่างสันโดษ เรียบง่าย ไม่ยึดติดลาภยศ จึงไม่รับตำแหน่งใดๆ ในวัดป่าอุดมฤกษ์ ทำให้พุทธศาสนิกชน ญาติโยมมีความศรัทธามาก

พระครูอุดม วิริยกิจ หรือหลวงปู่แสง เทศนาแนะนำ พุทธศาสนิกชน ญาติโยม เรื่องทางแห่งความฉิบหายว่า ณ โอกาสต่อไปนี้ขอให้พวกเราจงตั้งใจฟังโดยความเคารพนอบน้อม ตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยการสำรวมกาย วาจา ใจให้สงบ เพื่อให้เกิดความรู้ เกิดปัญญา เพื่อให้เกิดบุญเกิดกุศลตามที่ตั้งใจไว้ กุศลคือ ความรู้ ความฉลาด พวกเราที่มาวัดปฏิบัติธรรมก็ได้พากันทำความเพียร ตั้งสัจอธิษฐาน

พระเณรก็สมาทานธุดงควัตรตามกำลังศรัทธาของเรา ญาติก็ตั้งสัจจะรักษาศีล 5 ศีลอุโบสถ หรือทำบุญตักบาตรไม่ให้ขาด พวกเราทั้งหลายนับว่ามีบุญวาสนา จึงได้เกิดมาพบพุทธศาสนา ก็อย่าให้นิ่งนอนใจ อย่าให้เสียทีที่เกิดมา เพราะบุญกุศลต้องทำอย่างต่อเนื่อง ถ้าเราไม่ทำก็จะหมดบุญ ตัวอย่างเราทำนาทุกปี ข้าวก็หมดทุกปี พอถึงเวลาทำก็ทำอีกเรื่อยไป ทำบุญถ้าเราหยุดทำ บุญกุศลก็หมดไป บุญจึงเป็นที่พึ่งพาอาศัยของเราทั้งหลายในปรโลกเบื้องหน้า ข้าวของทรัพย์ทั้งหลายพึ่งพาอาศัยได้เมื่อมีชีวิตอยู่เท่านั้น เวลาเราสิ้นลมหายใจลงไปเราต้องพึ่งบุญที่ทำไว้ อย่าพากันเกียจคร้าน เพราะเห็นเหตุแห่งความฉิบหายไม่ดี

พระครูอุดม วิริยกิจ หรือหลวงปู่แสง เทศนาต่อไปว่า ในครั้งหนึ่งพราหมณ์ผู้หนึ่งได้กราบเรียนถามปัญหากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอที่เป็นเหตุแห่งความฉิบหาย" พระพุทธองค์ทรงตอบปัญหาพราหมณ์ว่า "เหตุแห่งความฉิบหายคือ เกียจคร้าน 1 นอนตื่นสาย 1 ขี้เซา 1 เดินทางคนเดียว 1 เล่นชู้กับภรรยาเขา 1 เป็นคนใจอำมหิตโหดร้ายทารุณ 1 ดูก่อนพราหมณ์ ทั้ง 6 อย่างนี้เป็นเหตุแห่งความฉิบหาย

1.เกียจคร้านไม่ทำการทำงาน ก็เป็นคนฉิบหาย เพราะไม่มีอยู่มีกิน ทุกข์ ไม่เจริญ ขอให้พวกเราอย่าเกียจคร้าน ประกอบสัมมาอาชีพในการเลี้ยงชีพ

2.นอนตื่นสาย ก็ไม่ดี เป็นเหตุแห่งความฉิบหายเหมือนกัน ญาติโยมทางกรุงเทพฯ เล่าให้อาตมาฟังว่า ตื่นตั้งแต่ตี 4 ไปทำงานตั้งแต่ตี 5 กลับบ้านก็ 4-5 ทุ่ม แม่ค้าแม่ขายก็ต้องขยันตื่นนอนแต่เช้าเพื่อนำของไปขาย พระพุทธศาสนาสอนให้คนขยัน ไม่ให้เกียจคร้าน ไม่สอนให้วิงวอน อ้อนวอน บางคนมาวัดก็อธิษฐานอ้อนวอนให้ร่ำรวย ถ้าขี้เกียจนอนตื่นสายก็ไม่มีวันรวย 3.ชี้เซา คนขี้เซา คือคนตื่นสอนแล้วยังง่วงซึมอยู่ ไม่ยอมลุกออกจากที่นอน ไม่รีบลุกล้างหน้า ลุกขึ้นมาแล้วก็ซึมอยู่นั่นแหละ ลักษณะคนอย่างนี้ไปทำอะไรก็ไม่ทันเขา ไม่เจริญ เป็นเหตุให้เกิดความฉิบหายต่องานอาชีพ

4.เดินทางไกลคนเดียวไม่มีเพื่อน การเดินทางไกลคนเดียวไม่มีเพื่อน เมื่อมีอันตรายจากสัตว์ร้าย โจร หรือภัยจากธรรมชาติต่างๆ ไม่มีใครจะช่วยเหลือ เดินทางไกลคนเดียว จึงเป็นเหตุแห่งความฉิบหาย

5.เล่นชู้กับภรรยาเขา หรือผู้หญิงที่เล่นชู้กับสามีเขา สามีหรือภรรยาของใครก็ตาม เขาก็ย่อมหวงแหน ไม่อยากให้ใครประพฤติล่วงเกิน เมื่อใครล่วงเกินในข้อนี้มักจะเกิดอันตราย มีการฆ่ายิงกันตายมากมาย สังคมทุกวันนี้วุ่นวายเพราะไม่มีศีลธรรมข้อนี้ จึงเป็นเหตุแห่งความฉิบหายข้อหนึ่ง

6.เป็นคนใจอำมหิตเหี้ยมโหดดุร้ายทารุณ คนโหดร้าย คือคนที่ทำอะไรด้วยโทสะร้าย ไม่หักห้ามจิตใจ ผิดเล็กผิดน้อยก็ทำเป็นเรื่องใหญ่ เวลาโมโหขึ้นมาปากก็ร้าย มือก็ร้าย ขว้างปาทุบตีฝั่งตรงข้ามทันที หลบไม่ทันก็เจ็บตัว บุคคลเช่นนี้มักจะไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย ไม่มีใครอยากเป็นมิตร ไม่มีใครนับถือ ใครๆ ก็รังเกียจ ไม่อยากไปมาหาสู่ นิสัยของคนโหดร้ายท่านตรัสว่าเป็นความฉิบหาย

ถ้าญาติโยมผู้ใดไม่อยากฉิบหายก็ให้ละเว้นห่างไกลจากความฉิบหาย 6 ข้อที่กล่าวมาแล้วนี้ และประพฤติปฏิบัติในทางตรงกันข้าม ไม่เกียจคร้าน ไม่นอนตื่นสาย ไม่ขี้เซา ไม่เล่นชู้กับสามีหรือภรรยาเขา ไม่เดินทางไกลคนเดียว ไม่เป็นคนใจอำมหิตโหดร้ายทารุณ ให้มีเมตตา จงพิจารณาธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีกอย่างทางแห่งความฉิบหาย 6 อย่าง เรียกว่า "อบายมุข" มุขคือปากหรือทาง เรียกอีกอย่างว่า ปากแห่งความเสื่อม หรือปากแห่งความฉิบหาย มีดังนี้ 1.ดื่มน้ำเมา 2.เที่ยวกลางคืน 3.เที่ยวดูการละเล่น 4.เล่นการพนัน 5.คบคนชั่วเป็นมิตร 6.เกียจคร้านการทำงาน

ฉะนั้น ผู้หวังความสุขความเจริญในกาลข้างหน้าพึงเว้นอบายมุข 6 เหตุแห่งความฉิบหาย ผู้หวังในโภคทรัพย์สมบัติ พึงเว้นเหตุแห่งความฉิบหาย สิ่งไหนที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ดี พวกเราในฐานะพุทธบริษัทต้องประพฤติตามคำสั่งสอนของพระองค์ อย่าได้ประมาทในชีวิต สังขารของพวกเรา เพราะว่าเราจะอยู่ในโลกนี้ไม่นานก็จากไป หลังจากที่ฟังธรรมเทศนาจบ หลวงปู่แสงก็จะรดน้ำมนต์ แก่พุทธศาสนิกชน ญาติโยม พร้อมกับมอบด้ายสายสิญจน์ผูกข้อมือเพื่อความเป็นสิริมงคล ก้าวหน้าในการงาน ค้าขาย เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นนั่นเอง...

ข่าวที่เกี่ยวข้อง