คอลัมน์เกาะติดเศรษฐกิจ: เมื่อการเมืองนำเศรษฐกิจ (อีกครั้ง)

ข่าวเศรษฐกิจ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ธนวรรธน์ พลวิชัย

ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

และรองอธิการบดีฝ่ายอาวุโสวิชาการและงานวิจัย

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เป็นเรื่องที่ผูกพันอย่างใกล้ชิดแยกกันไม่ออกเป็นระยะเวลายาวนานในทุกประเทศในโลกนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่มีสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอน ไม่มีเสถียรภาพ หลายครั้งหลายคราก็ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจและสังคมมีความผันผวนทุกครั้ง

ในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ที่การเมืองไทยขาดเสถียรภาพจนทำให้เกิดการประท้วงทางการเมืองและสังคมมีความคิดเห็นที่แตกแยกเป็นกลุ่มคนออกเป็นสีเสื้อต่างๆ จนทำให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารถึง 2 ครั้ง 2 ครา และประเทศไทยก็มีวาระแห่งชาติที่สำคัญคือ "การสร้างความสมานฉันท์สามัคคีเกิดขึ้นในประเทศ" สะท้อนให้เห็นว่า "การเมืองนำเศรษฐกิจและสังคมไทยมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน"

ณ วินาทีนี้ การเมืองครอบงำทิศทางการเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจและสังคมอีกครั้ง ไม่เฉพาะแต่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น แต่สถานการณ์การเมืองชี้นำเศรษฐกิจเกิดขึ้นทุกหนแห่งในโลกใบนี้ เริ่มต้นที่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเศรษฐกิจโลกตอนนี้ นั่นคือ สงครามการค้า หรือ Trade War ระหว่างสหรัฐกับประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของโลกที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ที่ยังคงมีปัญหาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันและลุกลามใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ จากปัญหาเศรษฐกิจระหว่างประเทศไปจนถึงธุรกิจต่างๆ และธุรกิจโทรศัพท์มือถือและเทคโนโลยีของสหรัฐและจีน ซึ่งอาจทำให้เกิดการเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจและธุรกิจของทั้ง 2 ประเทศ ลามไปจนถึงการเสื่อมถอยของเศรษฐกิจโลกได้ในระยะเวลาอันใกล้ แม้ว่าผู้คนทั่วโลกแอบมีความหวังบ้างว่าผู้นำของสหรัฐและจีนอาจหันหน้าเข้ามาเจรจาพูดคุยไกล่เกลี่ยปัญหาสงครามการค้าให้คลี่คลายลงในเดือนมิถุนายนนี้ ในการประชุมสดยอดผู้นำกลุ่มประเทศ G-20 ที่ประเทศญี่ปุ่นตามข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นในสื่อสารมวลชนทั่วโลก

แต่ท่าทีที่สหรัฐและจีนมีมาตรการตอบโต้ทางการค้าและตอบโต้ทางวาจาผ่านสื่อต่างๆ นั้น ในขณะนี้ส่ออาการให้เห็นว่าความหวังที่สงครามการค้าของโลกใบนี้จะคลี่คลายลงในระยะเวลาอันใกล้นั้น ดูจะกลายเป็นความหวังที่เลือนรางลงไปทุกที และมีความเป็นไปได้สูงมากที่เศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอีกครั้ง

จุดเริ่มต้นของ Trade War เกิดขึ้นจากนโยบายการหาเสียงของประธานาธิบดี Trump กับนโยบาย "Americans Come First" และ "Make America First Again" และ "Buy AmericanHire American" ที่มุ่งเน้นการลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกโดยเฉพาะการลดปัญหาการขาดดุลการค้ากับประเทศจีน เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ของสหรัฐกลับมาบนเวทีการค้าโลกและเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง หลังจากที่สหรัฐเคยพ่ายแพ้สงครามเศรษฐกิจต่อประเทศญี่ปุ่นมาแล้วในช่วง 30-40 ปีที่แล้ว เพื่อสร้างงานให้กับคนอเมริกัน ที่สูญเสียงานและความยิ่งใหญ่ในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ

ดังนั้น การทำสงครามการค้ากับจีน สหรัฐจึงมุ่งเน้นผลลัพธ์ในการเจรจาเพื่อลดปัญหาการขาดดุลการค้ากับจีนให้ได้ตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เพื่อแสดงให้อเมริกันชนเห็นว่าประธานาธิบดี Trump เอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ ซึ่งมีผลต่อคะแนนเสียงการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปลายปีหน้า ตราบใดที่ลดการค้ายังไม่ลดน้อยถอยลง ประธานาธิบดี Trump ก็ยังมีความจำเป็นทางการเมืองที่ต้องกดดันจีนให้เปิดตลาดสินค้าและบริการโดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศให้มากที่สุด เพราะสหรัฐยังคงขาดดุลการค้ากับจีนมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีที่แล้ว แม้ว่าจะดำเนินการขึ้นกำแพงภาษีจากจีนไปแล้วก็ตาม

สหรัฐจึงยังทำสงครามการค้ากับจีนอย่างต่อเนื่องและรุนแรงขึ้นโดยไม่สนใจกระแสคัดค้านจากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน นักธุรกิจ นักวิชาการ ตลอดจนที่ไม่เห็นด้วยกับการที่สหรัฐทำสงครามการค้ากับจีนและประเทศต่างๆ เพราะคำเตือนของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับสงครามการค้าเห็นว่าสงครามการค้ารอบนี้จะทำให้เศรษฐกิจโลกซึมตัวลงและจะส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจของสหรัฐในที่สุดก็ตาม แต่ประธานาธิบดี Trump ยังคงเดินหน้าทำสงครามการค้าต่อไปตราบใดที่เป้าหมายที่หาเสียงเอาไว้ว่าจะลดการขาดดุลการค้ากับจีนและทั่วโลกยังไม่บรรลุผล แน่นอนครับว่า นี่คือสถานการณ์ที่การเมืองนำเศรษฐกิจอย่างชัดเจน และมีผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยที่ภาคการเมืองสหรัฐยังละเลยคำเตือนของนักการเมืองและผู้คนทั่วโลกว่า การเดินหน้าโดยใช้พลังทางการเมืองอย่างนี้อาจนำความหายนะมาสู่เศรษฐกิจโลกก็ตาม

เช่นเดียวกับปัญหาอื่นของโลก เช่น ปัญหา Brexit ปัญหาข้อพิพาทในอิหร่านหรือตะวันออกกลางอื่นๆ และปัญหาความบาดหมางในคาบสมุทรเกาหลีที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่มีรากเหง้าของปัญหามาจากสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้น เข้ากับสถานการณ์ "การเมืองนำเศรษฐกิจ" อีกครั้ง

สำหรับประเทศไทย ในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่เราจะได้เห็นละครทางการเมืองไทย ที่มี Drama และความวุ่นวายในสภากับการเปิดประชุมสภาในวันแรกกับการเลือกประธานรัฐสภา พร้อมๆ กับแนวทางการจัดตั้งรัฐบาลที่เต็มไปด้วยบรรยากาศต่อรองทางการเมืองและกลเกมทางการเมืองต่างๆ ซึ่งเป็นปกติที่เกิดขึ้นกับเวทีทางการเมืองทั่วโลกที่ประเทศอื่นๆ ทำเหมือนกับประเทศไทย แต่การเมืองในวินาทีนี้ของไทย ก็เป็นช่วงเวลาครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งว่า การเมืองไทยจะนำเศรษฐกิจไทยไปในทิศทางไหน ระหว่าง "ราบเรียบ ร่วงโรย หรือรุ่งโรจน์" กับการทำงานของรัฐบาลที่มีเสถียรภาพหรือไม่ ส.ส.และ ส.ว. ที่ทำหน้าที่เพื่อประชาชนและเพื่อประเทศ หรือเพื่อพวกพ้อง" อนาคตของประเทศอยู่ในมือของนักการเมืองครับ หลังการเลือกตั้ง นักการเมืองจะฟังประชาชนอย่างพวกเราหรือไม่ว่าพวกเราต้องการความเจริญทางเศรษฐกิจและความสามัคคีในบ้านเมือง แต่นักการเมืองจะพูดเสมอว่าได้รับการไว้วางใจและรับการเลือกตั้งเป็นผู้แทนของประชาชนอย่างพวกเรา หวังว่าการเมืองไทยจะนำเศรษฐกิจและสังคมไทยไปสู่ยุครุ่งโรจน์ครับ.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ