คอลัมน์กาแฟดำ: เมื่อหญิงเหล็กเยอรมันเรียกร้องให้บัณฑิตฮาร์วาร์ด 'ทลายกำแพงอวิชชา'

ข่าวทั่วไป 14 มิถุนายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

เมื่อนายกฯ หญิงเหล็กแห่งเยอรมันมีเหยียบอเมริกาและประกาศให้คนที่นั่น “ทลายกำแพงแห่งอวิชชาและจิตใจที่คับแคบ” นั่นเท่ากับเป็นการตบหน้าโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไม่เกรงอกเกรงใจกันอีกต่อไป
                เพราะคำว่า “กำแพง” มีความหมายทางการเมืองสำหรับเธอมาก
                เธอเติบโตที่เยอรมันตะวันออก ซึ่งขณะนั้นถูก “กำแพงเบอร์ลิน” ขวางกั้นจากเยอรมันตะวันตก
                กำแพงเป็นสัญลักษณ์แห่งการแบ่งแยก, ขัดแย้งและกดขี่
                เธอสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งนั้นได้หลังจากกำแพงเบอร์ลินถูกทลาย จนเธอขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้
                มาวันนี้เมื่อทรัมป์ต้องการจะสร้าง “กำแพง” ระหว่างสหรัฐกับเม็กซิโก คำพูดของผู้นำเยอรมนีจึงมีความสำคัญต่อการเมืองระหว่างประเทศยิ่ง
                ผมกำลังจะพูดถึงคำปราศรัยของอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี 3 สมัย ที่ไปกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีรับปริญญามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประจำปี 2019 เมื่อ 30 พฤษภาคม 2019
                แมร์เคิลตั้งใจตอกย้ำให้บัณฑิตฮาร์วาร์ดที่เป็นคนยุคใหม่ ‘ทลายกำแพงแห่งอวิชชา (ignorance) และจิตใจที่คับแคบ’ ที่หล่อเลี้ยงลัทธิชาตินิยมและการอยู่โดดเดี่ยว รวมทั้งเตือนว่า “อย่านึกว่าประชาธิปไตยเป็นของตาย ไม่ต้องปกปักรักษามันก็จะดำรงอยู่ตลอดไป” (take it for granted)”
                เธอเตือนถึงอันตรายของกระแสชาตินิยม
                แม้ไม่ได้เอ่ยชื่อทรัมป์ แต่ทุกคนที่ได้ยินได้ฟังก็เข้าใจได้ทันทีว่าเธอหมายถึงใคร
                เพราะเธอเตือนว่า “ถ้าเราทำอะไรเพียงลำพัง เราทำอะไรสำเร็จไม่ได้มากนัก”
                แล้วเธอก็เรียกร้องให้บัณฑิตใหม่ ‘ทลายกำแพง’ ซึ่งจะตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากว่าเธอหมายถึงนโยบายสร้างกำแพงของทรัมป์
                แมร์เคิลใช้ “กำแพง” เล่าเรื่องชีวิตในเยอรมันตะวันออก ซึ่งเป็นการอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการ
                เธอยอมรับว่าเคยคิดเอาเองว่าคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้ เพราะกำแพงนั้นช่างแข็งแกร่งและทนทาน
                เธอบอกว่าทุกวันที่เธอเดินทางจากบ้านไปที่ทำงาน ก็คิดจะเดินทะลุกำแพงคอนกรีตเหล็กที่ตั้งตระหง่านออกไปได้อย่างไร
                 “กำแพงเบอร์ลินจำกัดโอกาสของฉัน มันตั้งอยู่ตรงทางเดินของฉัน เลยแต่มีสิ่งที่กำแพงเบอร์ลินทำไม่ได้ นั่นคือมันไม่สามารถจำกัดความคิดของฉันได้ ตัวตน ความฝันและจินตนาการของฉัน ข้อห้ามต่างๆ ไม่สามารถจำกัดสิ่งเหล่านี้ได้”
                เมื่อกำแพงถูกทลายลงในปี 1989 ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ความต้องการสิทธิและเสรีภาพแพร่ไปทั่วยุโรป หนุ่มสาวออกมาเดินขบวนในหลายประเทศเพื่อเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงสู่ชีวิตที่ดีกว่า
                เธอบอกบัณฑิตฮาร์วาร์ดว่าไม่มีอะไรที่ดำรงคงอยู่ได้ตลอดไป
                แล้วเธอก็ประกาศว่า
                “ฉันขอบอกว่าทุกอย่างที่ดูเหมือนจะถูกทำให้เป็นหิน หรือดูเหมือนจะเปลี่ยนไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วมันเปลี่ยนได้ ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายเกิดได้จากความคิด”
                ว่าแล้วเธอก็ซัดหมัดตรงถึงลัทธิกีดกันและคุ้มครองทางการค้าที่เป็นนโยบายหลักของทรัมป์
                เธอเน้นถึงความขัดแย้งทางการค้าว่าเป็นอันตรายต่อการค้าเสรีของนานาชาติ
                “สงครามและลัทธิก่อการร้ายก่อให้เกิดการไร้ถิ่นฐานและทำให้มีผู้อพยพที่ไร้ทางเลือก การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามต่อทรัพยากรของโลก เราทำได้ และต้องทำทุกอย่างที่มนุษย์พึงทำได้เพื่อจัดการกับความท้าทายที่มนุษย์เผชิญอยู่ขณะนี้”
                เท่านั้นแหละ ผู้ฟังก็ลุกขึ้นปรบมือกึกก้องยาวนาน
                โดยเฉพาะตอนที่เธอย้ำว่า
                “เราต้องซื่อสัตย์ต่อตัวเองและผู้อื่น นั่นหมายความว่า ไม่บอกว่าการโกหกเป็นความจริง และไม่ให้ความจริงโกหก”
                แมร์เคิลยังโยงต่อถึงความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ของเยอรมนี ด้วยการเน้นว่าการให้อภัยเป็นหัวใจของการแก้ปัญหา
                 “ความสัมพันธ์ระหว่างเยอรมนีและสหรัฐอเมริกาก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ศัตรูก็กลายมาเป็นมิตรได้”
                ผมชอบมากตอนที่เธอบอกว่า
                “คนรุ่นใหม่ที่รัก พวกคุณมีโอกาสทำสิ่งเหล่านี้มากกว่าคนรุ่นฉัน สมาร์ทโฟนของพวกคุณมีระบบประมวลผลที่ดีกว่าคอมพิวเตอร์ไอบีเอ็มปลอมที่เคยผลิตในสหภาพโซเวียตตอนที่ฉันใช้ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกปี 1986 ที่เยอรมันตะวันออก”
                และแน่นอนเธอเตือนว่า “ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับพวกคุณแล้วว่าจะใช้โอกาสนี้อย่างไรเพื่อเปลี่ยนแปลง
                “ฉันคิดว่าเราต้องเตรียมพร้อมต่อการสิ้นสุดของสิ่งต่างๆ เพื่อให้รู้สึกถึงความมหัศจรรย์ของการเริ่มต้นใหม่ และเพื่อให้มีโอกาสที่ดี เป็นประสบการณ์จากการเป็นนักเรียนและนักการเมืองของฉัน”
                ผมจินตนาการว่าถ้าผมเป็นนักศึกษาฮาร์วาร์ดจบปีนี้และได้ยินคำปราศรัยของ “หญิงเหล็ก” ที่กำลังจะก้าวลงจากตำแหน่งหมายเลขหนึ่งของประเทศตัวเอง ผมจะมีความรู้สึกขนลุกและจะเดินออกไป “ทลายกำแพงแห่งอวิชชา” ที่หน้าทำเนียบขาวหรือไม่!.

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ