คอลัมน์: เวทีสาธารณะ: อย่าทำลายรอยยิ้มของชาวนา

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2562 00:00:25 น.
ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ
อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.มหาสารคาม

5 มิถุนายน ถือเป็นวันสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ชาวนาหลายพื้นที่ได้เปลี่ยนแปลงไปสู่การทำเกษตรอินทรีย์และพัฒนาสายพันธุ์ข้าวจนได้รับรางวัลมากมาย สามารถส่งออกขายให้กับคนไทยและทั่วโลกได้กินอาหารปลอดสาร รวมทั้งได้รับสิทธิบัตรสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)

ขณะที่ชาวนาได้ต่อสู้ดิ้นรนจนสามารถลืมตาอ้าปากได้ และกำลังเห็นอนาคตที่สดใส แต่วันนี้อุตสาหกรรมกำลังรุกรานชาวนาอย่างหนัก เช่น พื้นที่ปลูกข้าวถูกประกาศให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ขณะที่ในภาคอีสานพื้นที่ปลูกข้าวและชาวนากำลังถูกรุกรานจากอุตสาหกรรมน้ำตาลทราย

ถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องร่วมกันปกป้องพื้นที่ปลูกข้าว และปกป้องวิถีชาวนาจากอุตสาหกรรม อย่าให้พื้นที่ปลูกข้าวต้องกลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรมและไร่อ้อยที่ใช้สารเคมีเข้มข้นและเผาอ้อยสร้างมลพิษในฤดูแล้ง

น่าภูมิใจที่ทุกวันนี้ชาวนาไทยมีนวัตนกรรมก้าวหน้าในการทำนา โดยที่เรียกกันในมาตรฐานที่เรียกว่า GAP คือ การปฏิบัติงานการเกษตรที่ดี (Good Practice Agriculture) ที่เป็นข้อกำหนดขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ที่ไทยนำมาปรับใช้อีกที กว่าชาวนาจะผลิตข้าวให้คนกิน ชาวนาจึงมีความพิถีพิถันและเอาใจใส่เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าจะได้กินข้าวที่มีคุณภาพและปลอดภัย

พันธุ์ข้าวแต่ละชนิดยังเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศที่แตกต่างกัน ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาอร่อยและหอม เพราะปลูกในพื้นที่ดินเค็ม จนได้รับการจดลิขสิทธิ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)

ขณะที่ข้าวอินทรีย์ที่ไพรบึง-ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ มีดินที่มีคุณสมบัติที่ทำให้ข้าวอร่อยก็คือ ดินภูเขาไฟ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของที่นี่

อย่าทำลายรอยยิ้มของชาวนาด้วยอุตสาหกรรมเลย เพราะกว่าเขาจะยิ้มได้เหมือนทุกวันนี้ เขาต้องต่อสู้มาอย่างยาวนาน อย่าทำลายชาวนาด้วยอุตสาหกรรมน้ำตาลทราย ทั้งนี้ ชาวนาบ้านตาจวน จ.ศรีสะเกษ สามารถพัฒนาการทำเกษตรจนมีแบรนด์เป็นของตนเอง และได้มาตรฐาน GAP โดยมีสินค้าที่สำคัญคือข้าวไรซ์  เบอรี่อินทรีย์

GAP คือการปฏิบัติงานการเกษตรที่ดี กว่าจะผลิตข้าวให้คนกิน ชาวนาจึงมีความพิถีพิถันและเอาใจใส่เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าจะได้กินข้าวที่มีคุณภาพและปลอดภัย

พันธุ์ข้าวแต่ละชนิดยังเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศที่แตกต่างกัน ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาอร่อยและหอม เพราะปลูกในพื้นที่ดินเค็ม ขณะที่ข้าวไรซ์เบอรี่ที่นี่มีดินที่มีคุณสมบัติที่ทำให้ข้าวอร่อยก็คือ ดินภูเขาไฟซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของที่นี่

วันนี้พื้นที่ปลูกข้าวไรซ์เบอรี่ที่ตาจวนกำลังถูกคุกคามจากอุตสาหกรรมน้ำตาลพ่วงโรงไฟฟ้าชีวมวล

โดยบริษัทที่ปรึกษามีการจัดทำเวทีรับฟังความคิดเห็นไปแล้ว 2 ครั้ง โดยที่คนส่วนใหญ่รวมทั้งชาวนากลุ่มข้าวอินทรีย์ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม แม้ว่าโรงงานจะมาตั้งใกล้ชุมชนและโรงเรียน

อันตรายของอุตสาหกรรมน้ำตาลไม่ได้มีแค่โรงงานเท่านั้น แต่จะมีการส่งเสริมการปลูกอ้อยด้วย ซึ่งจะนำไปสู่การใช้สารเคมีเข้มข้น และมีการเผาอ้อยในฤดูเปิดหีบสร้างมลพิษ PM 2.5 ที่ยังแก้ไขไม่ได้และเป็นปัญหาหลายพื้นที่

หากกระบวนการตัดสินใจและการทำอีไอเอขาดกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน และไม่เคารพสิทธิชุมชน ข้าวตาจวนก็คงถึงวันอวสาน พร้อมๆ กับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ชาวบ้านจะต้องเผชิญไปชั่วลูกชั่วหลาน

ร่วมกันปกป้องแหล่งผลิตอาหารเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหารกันในวันนี้เถิดครับ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง