คอลัมน์: กา@ครั้งหนึ่ง: พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อก่อนเสวยราชย์ (๑)

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2562 00:00:10 น.

พระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระราชโอรสที่ ๔ ของพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนางเธอ พระองค์เจ้ารำเพยภมราภิรมย์ ซึ่งปรากฏพระนามโดยพระเกียรติยศต่อมาว่า สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เป็นสมเด็จพระบรมราชชนนี พระองค์เสด็จสมภพเมื่อ ณ วันอังคาร เดือน ๑๐ แรม ๓ ค่ำ ปีฉลู เบญจศก จุลศักราช ๑๒๑๕ พ.ศ. ๒๓๙๖ เทียบปฏิทินทางสุริยคติ ตรงกับวันที่ ๒๐ กันยายน คริสต์ศักราช ๑๘๕๓ พระองค์มีพระขนิษฐาร่วมสมเด็จพระบรมราชินี ๓  พระองค์ คือ

๑.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑล ประสูติเมื่อ ณ วันอังคาร เดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำ  (ตรงกับวันที่ ๘ เมษายน) ปีเถาะ สัปตศก จุลศักราช ๑๒๑๗ พ.ศ. ๒๓๙๘ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๔  เมื่อ ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๖ แรม ๑๒ ค่ำ ปีกุน เบญจศก จุลศักราช ๑๒๒๕ พ.ศ. ๒๔๐๖ มาในรัชกาลที่ ๕ เฉลิมพระนามพระอัฐิเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงวิสุทธิกระษัตรีย์พระองค์ ๑

๒.สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนตรัศมี ประสูติเมื่อ ณ วันอังคาร เดือนยี่ แรม ๓ ค่ำ (ตรงกับวันที่ ๑๔ มกราคม) ปีมะโรง อัฐศก จุลศักราช ๑๒๑๘ พ.ศ. ๒๓๙๙ ในรัชกาลที่ ๕ เป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงฯ      แล้วเลื่อนเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระจักรพรรดิพงศ์ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ ณ วันพุธ เดือน ๕ ขึ้น ๑๒ ค่ำ (ตรงกับวันที่ ๑๑ เมษายน) ปีชวด โทศก จุลศักราช ๑๒๖๒ พ.ศ. ๒๔๔๓ พระองค์ ๑

๓.สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ ประสูติเมื่อ ณ วันพุธ เดือนยี่ แรม ๔ ค่ำ  (ตรงกับวันที่ ๑๓ มกราคม) ปีมะแม เอกศก จุลศักราช ๑๒๒๑ พ.ศ. ๒๔๐๒ ในรัชกาลที่ ๕ เป็นสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงภาณุพันธุวงศวรเดช แล้วเลื่อนเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าพระภาณุพันธุวงศวรเดช ต่อมาในรัชกาลที่ ๖ เลื่อนพระเกียรติยศเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศวรเดช ครั้นถึงรัชกาลที่ ๗  ทรงสถาปนาพระเกียรติยศเป็นสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข พระองค์ ๑

พระตำหนักเดิมอันเป็นมงคลสถานที่พระบรมราชสมภพ และที่พระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับอยู่ฝ่ายใน อยู่ตรงที่สร้างพระที่นั่งมูลสถานบรมอาสน์ พระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติและท้องพระโรงกลางข้างหลังพระที่นั่งจักรีมหาปราสาททุกวันนี้ พระตำหนักนี้เรียกกันว่า "ตำหนักตึก" เดิมพระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างขึ้นถวายเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีสุลาลัย พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ครั้นสมเด็จพระศรีสุลาลัยสวรรคตแล้ว จึงพระราชทานแด่พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าหญิงลม่อม อันเป็นพระขนิษฐภคินีร่วมเจ้าจอมมารดากับกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ เจ้าจอมมารดาเป็นพระญาติวงศ์ของสมเด็จพระศรีสุลาลัยได้ทรงบำรุงเลี้ยงพระเจ้าลูกเธอทั้ง ๒ พระองค์นั้นมาแต่ยังทรงพระเยาว์ ครั้นกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดให้รับบรรดาพระโอรสธิดา ซึ่งล้วนยังทรงพระเยาว์อยู่ทั้งนั้นเข้าไป ทรงทำนุบำรุงเลี้ยงไว้ในพระบรมมหาราชวัง อยู่ที่พระตำหนักตึกกับพระองค์เจ้าลม่อมโดยมาก

แต่สมเด็จพระบรมราชชนนีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ นั้น พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าบุตรี ทรงรับทำนุบำรุงอีกชั้นหนึ่ง ด้วยพระองค์เจ้าบุตรีเป็นพระราชธิดาพระองค์น้อย ได้ทรงรับหน้าที่ราชูปัฏฐากในพระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชชนนีฯ จึงได้เสด็จขึ้นไปช่วยทำการอุปัฏฐากสนองพระเดชพระคุณในสมเด็จพระบรมอัยกาธิราชตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ได้พระราชทานพระนามว่า "รำเพย" เพราะถวายอยู่งานพัด ต้องพระราชอัธยาศัยมาจนสิ้นรัชกาลที่ ๓ มาในรัชกาลที่ ๔ เมื่อได้เป็นพระนางเธอฯ พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีรับสั่งให้เสด็จมาประทับที่พระตำหนักตึก และต่อมาโปรดให้สร้างพระที่นั่งสีตลาภิรมย์เป็นที่เสด็จไปประทับในบริเวณพระตำหนักนั้น องค์ ๑

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชปิโยรสของสมเด็จพระบรมชนกนาถมาแต่ทรงพระเยาว์ โปรดให้เสด็จอยู่ใกล้ชิดติดพระองค์เสมอ ถึงแม้เวลาเสด็จประพาสหัวเมือง จะเป็นทางใกล้หรือไกลก็โปรดให้ไปโดยเสด็จทุกครั้ง พอทรงพระเจริญขึ้น ก็ได้รับหน้าที่ทรงใช้สอยการงานต่างพระเนตรพระกรรณมาจนตลอดรัชกาล ส่วนการศึกษาวิชาทั้งปวงนั้น

เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชันษาสมควรแก่การศึกษาอักขรสมัย ได้ทรงเล่าเรียนในสำนักพระเจ้าราชวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุตรี ซึ่งเป็นขัตติยราชนารีทรงรอบรู้อักขรสมัยและโบราณราชประเพณีเป็นต้น และทรงศึกษาวิชาการต่างๆ ซึ่งนับถือกันในสมัยนั้นว่าสมควรแก่พระราชกุมารทุกอย่าง เช่น ภาษามคธ พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้พระยาปริยัติธรรมธาดา (เปี่ยม เมื่อบวชเป็นพระครูวินัยธร ฐานานุกรมในพระองค์) เวลานั้นยังเป็นหลวงราชาภิรมย์ กรมราชบัณฑิตย์เป็นพระอาจารย์ เสด็จออกไปทรงศึกษาที่หอพระมนเทียรธรรมในวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นเวลา การยิงปืนไฟ ทรงศึกษาในสำนักพระยาอภัยศรเพลิง (ศรี) วิชามวยปล้ำ กระบี่กระบอง ทรงศึกษาต่อหลวงมลโยธานุโยค (รุ่ง) วิชาอัศวกรรม

พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงครอบพระราชทาน แล้วโปรดให้ทรงศึกษาในสำนักหม่อมเจ้าสิงหนาทในกรมพระพิทักษเทเวศรฯ ต่อมา คชกรรมทรงศึกษาในสำนักสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระบำราบปรปักษ์ (ต่อเมื่อเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว) แต่ส่วนวิชารัฏฐาภิบาลราชประเพณีและโบราณคดีทั้งปวงนั้น พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราโชวาทฝึกสอนเองตลอดมา

ถึงปีระกา ตรีศก จุลศักราช ๑๒๒๓ พ.ศ. ๒๔๐๔ สมเด็จพระชนนีทรงพระประชวรสวรรคต เมื่อ ณ  วันจันทร์ เดือน ๑๐ ขึ้น ๕ ค่ำ เวลานั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระชนมายุได้ ๙ พรรษา แต่นั้นพระองค์เจ้าลม่อมก็ทรงอุปการะทำนุบำรุงข้างฝ่ายในแทนสมเด็จพระชนนีสืบมา ตลอดจนถึงเวลาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกไปประทับข้างฝ่ายหน้า พระองค์ก็เสด็จออกไปอยู่ด้วย

ในปีระกา ตรีศกนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเจริญพระชันษาถึงกำหนดรับพระสุพรรณบัฏ เฉลิมพระนามตามจารีตเจ้าฟ้าในโบราณราชประเพณี พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้ตั้งการพระราชพิธีที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เมื่อ ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๔ แรม ๕ ค่ำ มีกระบวนแห่อย่างแห่โสกันต์กระบวนใหญ่ ตั้งแต่พระราชมนเทียรข้างในออกประตูราชสำราญ เดินกระบวนตามถนนริมกำแพงพระบรมมหาราชวังมาจนประตูวิเศษไชยศรี เลี้ยวเข้าประตูพิมานไชยศรี ไปยังพระมหาปราสาท ทรงสดับพระสงฆ์สวดพระปริตร กระบวนแห่ครั้งนั้นปรากฏในจดหมายเหตุว่าบรรดาข้าราชการซึ่งเป็นคู่เคียงพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเลือกสรรข้าราชการผู้ใหญ่ในตระกูล ซึ่งบรรพบุรุษได้เคยเป็นคู่เคียงครั้งพระองค์ทรงรับพระสุพรรณบัฏ เมื่อในรัชกาลที่ ๒ เท่าที่จะมีตัวอยู่ทุกตระกูล ครั้น ณ วันศุกร์ เดือน ๔ แรม ๖ ค่ำ เวลาเช้าแห่เสด็จมายังพระมหาปราสาทครั้นได้พระฤกษ์เสด็จสู่ที่สรง ทรงเครื่องแล้ว เสด็จประทับบัลลังก์ในที่มณฑลพิธี จึงพระศรีสุนทรโวหาร เจ้ากรมพระอาลักษณ์ อ่านประกาศพระบรมราชโองการ มีคำประกาศดังนี้

ศุภมัศดุ พระพุทธศาสนกาล เป็นอดีตภาคล่วงแล้ว ๒๔๐๔ พรรษา ลุศักราช ๑๒๒๓ ปัตยุบันกาลกกุฎสังวัจฉรผคุณมาส กาลปักษ์ฉัฐยดิถีศุกรวาร บริเฉทกาลกำหนด พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ ฯลฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า พระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าชายพระองค์ใหญ่ เมื่อเวลาประสูติใหม่ ท่านเสนาบดีทั้งปวงได้พร้อมกันกราบทูลขอยกย่องให้เป็นพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าฯ เพื่อจะรักษาแบบอย่างบุราณราชประเพณีไว้ไม่ให้เสื่อมสูญ แต่ยังหาได้พระราชทานพระสุพรรณบัฏจารึกพระนามไม่

ครั้งนี้จึงมีพระบรมราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสิวงหนาท ดำรัสสั่งให้เลื่อนเฉลิมพระนามพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่นั้น ให้เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า

"สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามกุฎ บุรุษยรัตนราชรริวงศ วรุตมพงศบริพัตร สิริวัฒนราชกุมาร ดังนี้ และให้เป็นเจ้าฟ้าต่างกรม มีนามกรมว่ากรมหมื่นพิฆเณศวรสุรสังกาศ ได้ทรงศักดินา ๔๐,๐๐๐ ตามพระราชกำหนดอย่างสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้า ขออาราธนาเทพยดาผู้มีมเหศวรศักดิ์อันประเสริฐ ซึ่งสถิตดำรงอยู่ในภูมิพฤกษอากาศ กาญจนรัตนพิมานทั่วทุกแหล่งหล้าเป็นอาทิ คือ เทพอันทรงนามสยามเทวาธิราชซึ่งเป็นอธิบดีได้บริรักษ์บำรุงกรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร มหินทรายุธยานี้ และเทพยเจ้าผู้อภิบาลรักษานพปฎลเศวตฉัตร สิริรัตนราชราไชสวริย และเทพอันรักษารัตนบัลลังก์พระที่นั่งบรมอาสน์ใหญ่น้อยในพระราชริเวศน์บรมมหาสถานทุกตำบล ทั้งเทพยเจ้าอื่น ๆ ผู้มีทิพยานุภาพมหิทธิฤทธิ์สิงสถิตในภูมิลำเนาแนวพฤกษบรรพตากาศพิมานทุกสถานทั่วพระราชอาณาจักรบรรดาซึ่งมีไมตรีจิตได้ผดุงบริรักษ์พระบรมราชวงศ์นี้สืบมาจนกาลบัดนี้ จงได้ทำนุบำรุงรักษาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์นี้ให้ทรงเจริญพระทฤฆชนมายุ พรรณ สุข พล ปฏิญาณ สิริสวัสดิพิพัฒนมงคลเกียรติยศ อิสริยศักดิเดชานุภาพทุกประการ ทำราชการสนองพระเดชพระคุณโดยสมควรแก่ความเป็นในพระราชตระกูลอันสูงศักดิ์ในพระบรมราชวงศ์นี้ ขอให้พระเกียรติคุณอดุลยศปรากฏไปสิ้นกาลนานเทอญ"

อนึ่ง เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระอิสริยยศเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมพระองค์หนึ่งแล้วดังนี้
ให้ทรงตั้งเจ้ากรม เป็นหมื่นพิฆเณศวรสุรสังกาศ ถือศักดินา ๘๐๐
ให้ทรงตั้งปลัดกรม เป็นหมื่นวรราชบุตรารักษ์ ถือศักดินา ๖๐๐
ให้ทรงตั้งสมุหบัญชี เป็นหมื่นอนุรักษพลสังขยา ถือศักดินา ๓๐๐
ให้ผู้ที่ได้รับตำแหน่งทั้ง ๓ นี้ ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณโดยผาสุกสวัสดิ์ทุกประการเทอญ
เมื่ออาลักษณ์อ่านประกาศแล้ว พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทาน

อภิเษกด้วยน้ำพระมหาสังข์ทรงเจิม แล้วจึงพระราชทานพระสุพรรณบัฏจารึกพระนาม และพระราชทานเครื่องยศอย่างเจ้าฟ้าต่างกรมอันเป็นพระอัครราชวโรรส ครั้นเวลาบ่ายแห่มาสมโภชและรับพระราชทานของขวัญที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทอีกเวลา ๑ จึงเป็นเสร็จการพิธี

การพระราชพิธีพระราชทานพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระนามเช่นนี้ ถ้าทำเต็มตำราทำพร้อมกับพิธีลงสรง ได้ทำเต็มตำราครั้งแรกในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ในรัชกาลที่ ๒ เมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๓๕๕ พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระชนมายุถึงกำหนดรับพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระนาม พระบาทสมเด็จฯ พระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชดำริว่า การพิธีใหญ่สำหรับราชประเพณีที่เคยทำสืบมาแต่โบราณ ตำรับตำราสูญหายไปเสียเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาเป็นอันมาก เมื่อในรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้โปรดให้สืบหาตำรับตำราเดิมและสอบถามผู้รู้แบบแผนการพระราชพิธีครั้งกรุงเก่า ทรงตั้งแบบแผนราชประเพณีตลอดจนพระราชกำหนดกฎหมายให้กลับมีขึ้นอย่างเดิม

ส่วนการพิธีใหญ่ได้ทำให้ปรากฏเป็นแบบแล้วแต่ในรัชกาลที่ ๑ บางอย่าง เป็นต้นว่าพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ทำเต็มตำราเมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๒๘ พิธีอุปราชาภิเษก ได้ทำเต็มตำราเมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๓๔๙ ครั้งพระองค์ทรงรับอุปราชาภิเษก พิธีโสกันต์เจ้าฟ้าได้ทำเต็มตำราเมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๕๑ ครั้งโสกันต์เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี แต่พิธีลงสรงเฉลิมพระนามเจ้าฟ้า เมื่อในรัชกาลที่ ๑ ยังหาได้ทำไม่ มีพระราชประสงค์จะให้ปรากฏแบบอย่างไว้สำหรับพระนคร จึงโปรดให้ทำพิธีลงสรงเฉลิมพระนามพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๓๕๕ ได้ทำเต็มตำรามาครั้งเดียวเท่านั้น

ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จฯ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวพระชนมายุครบกำหนดรับพระสุพรรณบัฏก็ไม่ได้ทำพิธีลงสรง เป็นแต่พระราชทานพระสุพรรณบัฏ ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่าเป็นด้วยพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า พระบาทสมเด็จฯ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้ลงสรง เมื่อในรัชกาลที่ ๒ ครั้งนี้จึงมิได้ทำพิธีลงสรง เนื่องในพิธีพระราชทานพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระนาม

ในปีระกา พ.ศ. ๒๔๐๔ นั้น พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวและพระเจ้าลูกเธอชายหญิงอีกหลายพระองค์ พระชันษาสมควรจะทรงเล่าเรียนความรู้ชั้นสูงขึ้นไปได้ ทรงพระราชดำริเห็นว่าความรู้ภาษาฝรั่งจะเป็นวิชาซึ่งจำเป็นสำหรับราชการบ้านเมืองต่อไปภายหน้า จึงมีรับสั่งให้สืบหาครูฝรั่งที่เมืองสิงคโปร์ ได้หญิงม่ายคนหนึ่ง ชื่อนางลิโอโนเวนซ์ เป็นครูสอนลูกผู้ดีอยู่ที่เมืองสิงคโปร์ รับจะเข้ามาสอนภาษาอังกฤษแก่พระเจ้าลูกเธอ จึงโปรดให้ว่าจ้างเข้ามาถึงกรุงเทพฯ เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๔๐๕ โปรดให้นางลิโอโนเวนซ์เข้ามาสอนที่พระที่นั่งทรงธรรมในพระบรมมหาราชวัง สอนเฉพาะเวลาก่อนเจ้านายเสด็จขึ้นเฝ้าฯ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเล่าเรียนภาษาอังกฤษในสำนักนางลิโอโนเวนซ์อยู่จนทรงผนวชเป็นสามเณร ครั้นเมื่อเสด็จออกไปอยู่ฝ่ายหน้าแล้ว พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้หมอจันดเลอเมริกันมาเป็นครู ทรงเล่าเรียนภาษาอังกฤษต่อมา จนสิ้นรัชกาลที่ ๔.

อ่านต่อสัปดาห์หน้า
อ้างอิง : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง