คอลัมน์สมาธิชาวบ้าน: จิต

ข่าวทั่วไป 16 มิถุนายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

อ.บูรพา ผดุงไทย www.a-burapa.com โทร. 02-517-4224 ความจริงของจิตนั้นเป็นนามธรรม หากเราจะค้นพบความจริงนี้ได้ เราต้องอบรมจิตผ่านเลยกายไปสู่จิตให้ได้เสียก่อน จนถึงความเดิมแท้ของธาตุรู้ ก็จะรู้ความจริงเดียวกับที่พระพุทธเจ้าค้นพบ เราก็จะเห็นความจริงของการเกิด เห็นความจริงของสรรพสิ่งทั้งหลายว่าเป็นไปตามจิตครอบคลุมทั้งหมด หากจิตมีสภาวะที่จิตเป็นนาย หรือจิตอยู่เหนือสมมุติบัญญัติทั้งมวลได้ เราก็จะสามารถสั่งกายสั่งสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ให้เป็นไปตามจิตได้ พลังทุกอย่างที่มีอยู่ในโลก จิตสามารถสั่งได้หมด สามารถควบคุมธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ได้ แต่จิตจะเป็นนายได้นั้นไม่ใช่แค่นึกๆ เอาก็จะเกิดธาตุรู้ได้ มันต้องมีวิธีการในการฝึกฝนอบรมจิตให้ถูกต้องและใช้เวลา

อย่างคนที่ไม่เคยฝึกสมาธิมาก่อนก็ต้องมีวิธีการในการใช้เครื่องรู้มาช่วยในการฝึกอบรมจิต เพื่อให้จิตได้อยู่แนบแน่นกับเครื่องรู้ ไม่ถูกความคิดชักจูงไปและมีกำลังมากพอ ที่จิตจะข้ามพ้นอำนาจจากความคิดได้ ก็จะเข้าสู่ความเดิมแท้ของจิต ซึ่งเหลือแต่ธาตุรู้เฉยๆ มีแต่ความสว่างไสวในจิต

ธาตุรู้ที่ว่านั้นเป็นอาการปกติของจิต เมื่อมันข้ามพ้นจากการครอบงำของกลุ่มความคิด มันก็จะเกิดธาตุรู้ขึ้นมา แล้วสิ่งที่รู้มันก็จะรู้แจ้ง หากไม่มีอาการอะไรให้มันรู้มันก็เป็นเพียงรู้ว่างเฉยๆ อาการอย่างนี้กับอาการจิตของพระนิพพานมันมีความคล้ายๆ กัน แต่เป็นแค่อาการของจิตเท่านั้น แต่จิตยังไม่สำเร็จ ในพระนิพพานจริงๆ เพียงแต่ว่าจิตมันกลับไปสู่อาการของจิตเดิมแท้เหมือนกันเท่านั้นเอง

อาการรู้นี้ตอนแรกมันก็จะค่อยๆ รู้ทีละนิด แล้วก็จะค่อยๆ พัฒนารู้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทุกแง่ทุกมุมที่เราไม่เคยรู้มาก่อน รู้อะไรก็จะเป็นธรรมะไปหมดไม่จบไม่สิ้น สิ่งที่รู้นั้นมีความเชื่อมโยงกันและกันในทุกมิติมุมมอง จนกลายเป็นรู้รอบที่เรียกว่ารู้แจ้ง แต่เป็นเพียงรู้เรื่องโลกรู้เรื่องธรรมเท่านั้นนะ ยังไม่ถึงปรมัตถ์

บางครั้งรู้มันไม่จบไม่สิ้นมันเยอะมาก จิตพอว่างนิดหน่อยมันก็เริ่มรู้ไปเรื่อยๆ อีก เรื่องของโลกนี้มันเยอะมากและมันรู้เชื่อมโยงกันไปหมด จิตมันเดินไม่หยุด รู้เรื่องผู้คน รู้เรื่องจิตวิญญาณ รู้เรื่องโลกไม่สิ้นสุด จนจิตต้องชะลอและหยุดรู้ไปเอง เพื่อจิตมันจะได้ข้ามไปรู้ปรมัตถ์ และเลยก้าวพ้นโลกไปถึงได้รู้ของจริง ส่วนรู้แจ้งในเรื่องโลกเรื่องธรรมนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบที่นำไปสู่รู้ที่เป็นปรมัตถธรรมเท่านั้น เมื่อไรถึงปรมัตถธรรมจึงจะรู้หนทางแห่งพระนิพพานแท้จริง

การจะรู้ไปถึงปรมัตถ์ได้นั้นต้องอาศัยญาณต่างๆ มาประกอบด้วย เช่น หูทิพย์ ตาทิพย์ จิตรู้อดีต อนาคต มาประกอบเพื่อให้สิ่งที่รู้นั้นรู้แจ้ง แต่กว่าจะรู้ได้อย่างนั้นต้องอบรมจิตให้เป็นสมาธิ ซึ่งสมาธิแท้ที่จริงก็คือการเข้าสู่จิตเดิมแท้นั่นแหละ

จิตในปรมัตถ์นั้นไม่มีภาษา ไม่ต้องคิด เป็นสมมุติบัญญัติก็เข้าใจ หากมีโอกาสเราต้องเร่งอบรมพัฒนาจิตไว้ เพราะพ้นจากยุคนี้ไปแล้ว ก็จะเป็นยุคพลังจิตแล้ว ในยุคพลังจิตนั้นจะเป็นยุคที่เราติดต่อกับมหาจักรวาลได้ แต่ไม่ใช่ด้วยคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยี แต่ติดต่อกันได้ด้วยจิต จิตที่ฝึกไปถึงระดับของโทรจิต จึงจะใช้งานได้ ซึ่งจิตแบบนี้เป็นจิตก่อนที่จะเป็นภาษา หรือก่อนแปรเป็นสมมุติบัญญัติ เราถึงจะติดต่อกันได้ เพราะมันไม่มีภาษา เราจึงติดต่อกันได้หมด ทั้งมนุษย์ สัตว์ หรือเทวดา จิตต้องฝึกและพัฒนาไปจนถึงขั้นเริ่มกระบวนการของจิตก่อนเกิดความคิดให้ได้เสียก่อน เมื่อถึงจุดนั้น เราก็จะติดต่อกันได้หมด โดยไม่ต้องคิดเป็นภาษาอะไรอีก จิตในขั้นของปรมัตถ์นั้นมันละเอียดแบบนี้

แต่อันดับแรกเราต้องฝึกให้ถึงความเดิมแท้ของจิตให้ได้เสียก่อน เราถึงจะรู้ความจริงแบบเดียวกับที่พระพุทธเจ้ารู้ คือ รู้เพื่อยกระดับจิตสู่ความแจ้งโลกแจ้งธรรม เมื่อธาตุรู้มันพร้อมเมื่อไรมันก็รู้แจ้งเอง พอนั่งสมาธิไปมันก็จะมีปัญญาใหม่ๆ แวบเข้ามาไม่จบไม่สิ้นให้รู้ไปหมด ทั้งๆ ที่สิ่งที่รู้นั้นเป็นสิ่งใหม่ที่เราไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน เมื่อฌานวิปัสสนามันเดินไปมันก็จะรู้แจ้งไปเรื่อย เพื่อให้จิตมันได้ยกภูมิขึ้นไปสู่ขั้นปรมัตถ์

ธรรมะของจริงมันอยู่ในปรมัตถภูมิ ผู้ที่อบรมจิต หากเคยเดินในภูมิวิปัสสนามา เมื่อได้มาคุยกัน ไม่มีใครเถียงกัน เพราะภูมิรู้พอถึงจุดนั้นแล้วก็จะรู้สิ่งเดียวกันหมด สามารถอธิบายอาการของจิตได้คล้ายคลึงกันหมดไม่ต่างกัน.

สามารถติดตาม อ.บูรพา ได้ที่ช่อง Youtube "burapa84000" หรือ search หา "อ.บูรพา ผดุงไทย"


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ