ข่าวอินโฟเควสท์
17:03 เกาหลีใต้เสนอกฏหมายลงโทษสมาชิกสภานิติบัญญัติกระทำผิดข้อหาคอร์รัปชั่น   เว็บไซต์ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและสิทธิพลเมืองของเกาหลี…
16:13 สภาแห่งรัฐของจีนเล็งออกมาตรการรักษาเสถียรภาพภาคการเงิน   สภาแห่งรัฐของจีนเปิดเผยแถลงการณ์ในวันนี้ระบุว่า จีนจะดำเนินมาตรการที่กำหนดเป้าหมายเพื่…
13:42 ประธานเฟดบอสตันเผยภาวะเศรษฐกิจสหรัฐขณะนี้เหมาะสม ยังไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ย   นายเอริค โรเซนเกรน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาบอสตันเปิดเผยว…
12:39 ทำเนียบขาวเรียกประชุมผู้บริหารบริษัทผลิตชิป,ซอฟท์แวร์ คาดหารือเรื่อง"หัวเว่ย"วันจันทร์ที่จะถึงนี้   แหล่งข่าวเปิดเผยว่า นายลาร์รี คุดโลว์ ที่ปร…
11:28 สหรัฐเล็งส่งทหารไปซาอุดีอาระเบียหวังสกัดกั้นภัยคุกคามในตะวันออกกลาง   กองทัพสหรัฐเปิดเผยว่า กระทรวงกลาโหมเตรียมส่งบุคคลากรและทรัพยากรทางทหารไปย…

คอลัมน์: เขียนให้คิด: ประเทศไทยจากนี้ไป

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 17 มิถุนายน 2562 00:00:57 น.
บัณฑิต นิจถาวร
ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

ในที่สุด การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่ประชาชนรอคอย   ก็เกิดขึ้น จากการเมืองในระบบเผด็จการทหารไปสู่การเมืองในระบบเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา ได้รับคะแนนเสียงข้างมากจากการประชุมร่วมของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง และรัฐสภาที่มาจากการแต่งตั้งให้กลับมาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีก เป็นขั้นตอนแรกของการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ขั้นตอนต่อไปคือการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ร่างนโยบายและการเข้ามา บริหารประเทศ พร้อมกับการยุติบทบาทของคณะ คสช. และการใช้อำนาจพิเศษของนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 44 เป็นจุดเริ่มต้นของการบริหารประเทศตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ

สำหรับประชาชนทั่วไปที่ติดตามการเมือง การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่เกิดขึ้น ได้ให้ข้อคิดที่สำคัญหลายอย่างเกี่ยวกับการ เมืองของประเทศขณะนี้ รวมถึงบทบาทของนักการเมืองในช่วงเลือกตั้งและช่วงจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งมีอย่างน้อยสามประเด็นที่ชัดเจนมาก

หนึ่ง การเมืองในบ้านเรายังจมอยู่กับการเล่นการเมืองของนักการเมืองเพื่ออำนาจและผลประโยชน์มากกว่า การเมืองที่จะเป็นคำตอบให้กับประชาชนในการแก้ไขปัญหาประเทศ และผลักดันการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าตามระบอบประชาธิปไตย ที่เป็นการเมืองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน นักการเมืองที่เข้ามาเล่นการเมืองส่วนใหญ่ยังเป็นคนกลุ่มเดิมที่ต้องการอำนาจ ตำแหน่ง และโอกาสที่จะหาประโยชน์จากการเมือง ไม่มีอุดมการณ์ชัดเจนที่จะสร้างประเทศให้ก้าวหน้า ยังเป็นนักฉวยโอกาสที่มุ่งหาประโยชน์จากโอกาสที่มากับการเลือกตั้ง พร้อมจะอยู่กับใครหรือฝ่ายไหนก็ได้ที่จะช่วยให้ชนะเลือกตั้ง ให้ได้ตำแหน่งในรัฐบาล ให้มีอำนาจ เป็นการเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตัวอย่างแท้จริง เหมือนกับที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้พูดไว้ตอนลาออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าเป็นการเมืองที่ปราศจากหลักการ หรือ Politics without principle ที่มหาตมะ  คานธี เคยพูดว่า เป็นหนึ่งในเจ็ดบาปใหญ่ของสังคม

สอง ในการเปลี่ยนผ่านการเมืองที่เกิดขึ้น ชัดเจนว่าการเมืองเปลี่ยนผ่านได้จากระบบหนึ่งไปอีกระบบหนึ่ง แต่อำนาจทางการเมืองเปลี่ยนมือไม่ได้ หมายถึงคณะบุคคลที่คุมอำนาจอยู่ยังต้องการมีอำนาจทางการเมืองต่อไปหลังการเปลี่ยนผ่าน ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นความพยายามของคณะบุคคลเดิม ในการวางแผนสร้างกลไกเพิ่มเติม รวมถึงจัดระเบียบและวางตัวบุคคลในระบบราชการและองค์กรต่างๆ เพื่อให้สามารถรักษาอำนาจทางการเมืองไว้หลังการเลือกตั้ง ตั้งแต่การแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดที่สอง เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2558 การทำประชามติรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง การตั้งพรรคการเมือง การแต่งตั้งคณะกรรมการเลือกตั้ง การแต่งตั้งและต่ออายุตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และการแต่งตั้งสมาชิกรัฐสภา

ทั้งหมดมาจากการใช้อำนาจของคณะบุคคลเดิม ซึ่งต้องถือว่าทำได้อย่างสำเร็จ เป็นตัวอย่างการรักษาอำนาจที่มีอยู่อย่างเต็มความสามารถ ไม่สนใจคำวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ สนับสนุนโดยภาคธุรกิจ คือ บริษัทธุรกิจและรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่ใกล้ชิดรัฐบาลและได้ประโยชน์จากการบริหารงานของรัฐบาล ถือเป็นแรงประสานของกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเมืองปัจจุบันที่อยากรักษาอำนาจและประโยชน์ของการมีอำนาจทางการเมืองให้มีอยู่ต่อไป ประเด็นเหล่านี้ชัดเจนมากสำหรับประชาชนที่ติดตามการเมือง

สาม ประชาชนแสดงความเบื่อหน่ายต่อพรรคการเมืองเดิมๆ สะท้อนได้จากคะแนนนิยมและความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองใหญ่สองพรรคระดับผู้นำของประเทศ ที่คะแนนเสียงสนับสนุนลดลงมากในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ขณะที่ประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดพร้อมที่จะสนับสนุนนักการเมืองและคนรุ่นใหม่ที่มีอุดมการณ์การเมืองชัดเจน ให้เข้ามามีบทบาทในสภาและในการเมืองของประเทศมากขึ้น เช่น จุดยืนต่อต้านเผด็จการและต่อต้านการสืบทอดอำนาจ ซึ่งเป็นอุดมการณ์ที่ประชาชนจำนวนมากอยากเห็น และต้องการสนับสนุนเพื่อให้ประเทศมีการพัฒนาของระบอบประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้เราจะเริ่มเห็นการเมืองใหม่โดยนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีอุดมการณ์ มีพลังงานสูง มี passion หรือความปรารถนาที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องให้กับประเทศ มีให้เห็นเกือบทุกพรรค เป็นความหวังที่ต่างกับนักการเมืองรุ่นเดิมที่ไม่น่าเชื่อถือ ทำการเมืองเป็นธุรกิจครอบครัว และมุ่งแต่จะหาประโยชน์

นี่คือสิ่งที่คนไทยทั้งประเทศเห็นจากการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่เกิดขึ้น ทำให้ประเทศยังมาไม่ได้ไกลในแง่การพัฒนาของการเมือง แต่ก็มีความหวังที่คนรุ่นเก่าๆ จะค่อยๆ ล้มหายหรือหมดหน้าที่ไป ทดแทนด้วยคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาเป็นกำลังและเป็นทางเลือกให้กับประชาชน เป็นความหวังว่าการเมืองของประเทศจะดีขึ้นจากนี้ไป

คำถามสำคัญขณะนี้คือ รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศจะสามารถแก้ไขปัญหาและนำประเทศให้ก้าวหน้าอย่างที่คนในประเทศส่วนใหญ่ต้องการและอยากเห็นหรือไม่

เรื่องนี้ถ้าย้อนกลับไปก่อนการเลือกตั้งช่วงหาเสียง เราคงได้ยินได้ฟังว่าปัญหาของประเทศมีมาก อย่างน้อยพรรคการเมืองที่ออกไปหาเสียงก็เจอกับสามเรื่องที่ชาวบ้านบ่นมากและอยากให้แก้ไขมากที่สุด เรื่องแรก คือ เศรษฐกิจตกต่ำ รายได้คนส่วนใหญ่ไม่พอกับรายจ่าย ชีวิตความเป็นอยู่ไม่ดีอย่างที่ควร ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กไม่มีรายได้ ไม่มีธุรกิจ เพราะประชาชนขาดกำลังซื้อ สอง คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ประเทศมีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก จากที่การเติบโตของเศรษฐกิจไม่ได้กระจายไปสู่คนระดับต่างๆ อย่างทั่วถึง บริษัทใหญ่คนมีฐานะได้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจมากกว่าคนส่วนใหญ่ จำนวนคนจนเพิ่มขึ้น และคนในประเทศมีปัญหามากเรื่องความเหลื่อมล้ำของโอกาส ไม่ว่าจะเป็นโอกาสของการเข้าถึงการศึกษาที่ดี การมีงานทำ การเข้าถึงสินเชื่อและทุน และการรักษาพยาบาล ทำให้คนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถพัฒนาตนเอง หรือสร้างฐานะความเป็นอยู่ของตนได้อย่างที่ควร สาม คือ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่รุนแรง ภาพลักษณ์ของประเทศในเรื่องนี้แย่ลงโดยตลอด ช่วงสิบปีที่ผ่านมาไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล และขณะนี้ปัญหาได้ลุกลามและลึกจนกระทบชีวิตและความเป็นอยู่ประจำวันของประชาชนในทุกภาค เป็นเรื่องที่ทำให้การพัฒนาประเทศชะงักงัน คนในประเทศลำบากและไม่มีความสุข

สำหรับภาพรวมของเศรษฐกิจเทียบกับนานาประเทศ ประเทศไทยช่วงห้าปีที่ผ่านมาก็เป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวต่ำกว่าระดับเฉลี่ยของอาเซียน บางปีขยายตัวต่ำที่สุดในอาเซียน แม้จะถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง แต่ปัจจุบันศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไม่สูง ส่วนหนึ่งเพราะการดำเนินนโยบายยังไม่สามารถปลดล็อกและแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศได้อย่างที่หวัง

ที่สำคัญในสายตานักลงทุนต่างประเทศ ประเทศไทยมีหลายปัญหาที่กำลังบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพระยะยาวของประเทศ เช่น การปฏิรูปเศรษฐกิจ ที่ไม่ได้มีการดำเนินการจริงจังในช่วงที่ผ่านมา ปัญหาผลิตภาพของระบบเศรษฐกิจที่ต่ำ (Productivity) คุณภาพการศึกษา ความสามารถในการแข่งขัน           ธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในภาครัฐ ปัญหาชายแดนภาคใต้ และเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น จุดอ่อนเหล่านี้ทำให้ประเทศขาดพื้นฐานและสถาบันในระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็งที่จะสนับสนุนการขยายตัวและการพัฒนาประเทศในระยะยาว

สิ่งเหล่านี้ภาคธุรกิจรู้ดี แต่ส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่พูด หรือยุ่งกับงานของภาครัฐ ทำให้ช่วงที่ผ่านมาภาคเอกชนจึงลงทุนน้อยและจะเสาะหาโอกาสลงทุนในต่างประเทศ ขณะที่ฐานะและความสำคัญของประเทศในระดับภูมิภาคก็ลดถอยลงเพราะประเทศเสียโอกาสที่ไม่สามารถใช้เวลาที่ผ่านมาพัฒนาประเทศได้ตามศักยภาพที่มีอยู่ กระทบโอกาสและการเติบโตของภาคธุรกิจ ล่าสุด การจัดอันดับบริษัทขนาดใหญ่ของเอเชีย 50 อันดับแรก ปรากฏว่าไม่มีบริษัทไทยติดอันดับเลย ต่างกับในอดีต ขณะที่เวียดนามติดอันดับสองบริษัท ผลคือ เศรษฐกิจไทยกลายเป็นเศรษฐกิจที่มีความสำคัญน้อยลงในภูมิภาค ไม่มีใครพูดถึง สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศเสียโอกาสอย่างน่าเสียดาย

แล้วเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร

ถ้ารัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งคงจะเป็นกลุ่มผลคนเดิม คือ คณะทหาร ประสานกับกลุ่มข้าราชการประจำและบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นกลุ่มอีลีธของสังคม ยังอยู่ในตรรกะความคิดเดิมของการรักษาอำนาจและใช้อำนาจดูแลกลุ่มมากกว่าที่จะมุ่งพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างจริงจัง เพื่อให้มาตรฐานความเป็นอยู่ของคนทั้งประเทศดีขึ้น บวกกับนักการเมืองจากพรรคร่วมที่จะเข้ามาเอาตำแหน่งและใช้โอกาสทางการเมืองหาประโยชน์แบบที่ผ่านมา ถ้าเป็นเช่นนี้พูดได้ว่าอนาคตประเทศไทยทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง คงจะเป็นแบบเดิมไม่สดใส คือ การเมืองเป็นเวทีของการใช้อำนาจที่ไม่จริงจังกับการสร้างและพัฒนาประเทศ ทำให้ประเทศจะเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ  และคนส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์อย่างที่ควร ซึ่งทำให้ประเทศจะเสียโอกาสขณะที่ปัญหาต่างๆ ที่ประเทศมีก็จะรุนแรงมากขึ้น เช่นการทุจริตคอร์รัปชัน ยิ่งไปกว่านั้นการแก่งแย่งอำนาจระหว่างพรรคการเมืองในรัฐบาลก็จะทำให้การเมืองขาดเสถียรภาพเป็นช่วงๆ นำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุน ในความสามารถของระบบการเมืองของประเทศและรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศ นี่คือสิ่งที่ไม่ควรให้เกิดขึ้น

ดังนั้น ถ้าจะทำให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งนี้เป็นโอกาส เป็นการเริ่มต้นใหม่ที่สำคัญของประเทศ หลายสิ่งหลายอย่างจะต้องเปลี่ยนเพื่อให้ประเทศหลุดออกจากวังวนเดิมของความไร้เสถียรภาพของการเมือง และการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ที่กระทบโอกาสและอนาคตของคนทั้งประเทศ

การเปลี่ยนต้องเริ่มจากผู้นำ ที่ต้องเข้าใจประชาชน เข้าใจปัญหาที่ประชาชนประสบ เข้าใจความรู้สึกและการคาดหวังของประชาชน ไม่ใช่ทำตามอำเภอใจ หรือทำตามสิ่งที่พรรคการเมืองต้องการ หรือตามที่ระบบราชการและบริษัทขนาดใหญ่อยากให้ทำ เพื่อประโยชน์ของพวกเขา เพราะถ้าความเข้าใจนี้ไม่มี คือ รัฐบาลไม่เข้าใจประชาชน รัฐบาลก็จะอ่อนแอในสายตาประชาชนเพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาและบริหารประเทศได้ตามที่ประชาชนคาดหวัง ซึ่งผลที่จะเกิดขึ้นก็คือ หลักความถูกต้องต่างๆ ของสังคมที่รัฐบาลควรต้องปกป้อง และควรรักษาไว้จะถูกทำลายลงโดยรัฐบาลเอง เพราะรัฐบาลอ่อนแอเกินไปที่จะดูแลผลประโยชน์ของส่วนรวม

นี่คือข้อคิดที่อยากฝากไว้.

"สำหรับภาพรวมของเศรษฐกิจเทียบกับนานาประเทศ ประเทศไทยช่วงห้าปีที่ผ่านมาก็เป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวต่ำกว่าระดับเฉลี่ยของอาเซียน บางปีขยายตัวต่ำที่สุดในอาเซียน แม้จะถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง แต่ปัจจุบันศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไม่สูง ส่วนหนึ่งเพราะการดำเนินนโยบายยังไม่สามารถปลดล็อกและแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศได้อย่างที่หวัง"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง