ข่าวอินโฟเควสท์
12:50 "โนมูระ"ปรับลดอันดับความน่าลงทุนของหุ้นในตลาดฮ่องกง จากผลกระทบการประท้วง,สงครามการค้า   โนมูระ ซึ่งเป็นบริษัทโบรกเกอร์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ได้ปรับ…
12:48 DRT ปันผลในอัตรา 0.20 บ./หุ้น XD 06 ก.ย.   เรื่อง : จ่ายปันผลเป็นเงินสด วันที่คณะกรรมการมีมติ : 26 ส.ค. 2562 ชนิดการปันผล : จ่ายปันผลเป็นเงินสด…
12:46 บอร์ด PPP เห็นชอบหลักการ 2 โครงการเชิงสังคมเข้าถึงบริการทางการแพทย์-รองรับผู้สูงอายุ มูลค่ากว่า 13,000 ลบ.   นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนัก…
12:43 ภาวะตลาดหุ้นไทย: ปิดเช้าดิ่ง 34.91 จุด เผชิญแรงกดดันจากสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น-กระทบสินทรัพย์เสี่ยงเกิดความผันผวน   ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิ…
12:36 "สมคิด" เตือนอย่าตระหนกตลาดหุ้นร่วงแรงเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก   นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีดัชนีตลาดหุ้นไทยช่ว…

คอลัมน์: กระจกไร้เงา: ความท้าทายของรัฐบาลชุดใหม่

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน 2562 00:00:59 น.
ศรยุทธ เทียนสี

หลังจากที่รัฐสภาได้มีการออกเสียงเพื่อเลือกนายก รัฐมนตรี โดยผลปรากฏออกมาว่า นายกรัฐมน ตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ถูกเสนอชื่อโดยพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีจากขั้วการเมืองเดิมก่อนการเลือกตั้ง

เป็นที่แน่นอนว่าการได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ทำ ให้ความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลงได้บางส่วน เนื่อง จากเป็นสัญญาณที่ดีว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อเข้ามาบริหารประเทศได้ในไม่ช้า จึงมีแนวโน้มส่งผลให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้นอย่างน้อยในระยะสั้น โดยหากพิจารณาสถานการณ์ในตลาดหุ้นพบว่า ดัชนีจากตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีการปรับเพิ่มขึ้นถึง 33.19 จุด โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความชัดเจนของสถาน การณ์การเมืองที่มีมากขึ้น

ทั้งนี้ นายพนันดร อรุณีนิรมาน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส สถาบันอีไอซี ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหา ชน) ได้กล่าวถึงผลการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ว่า มีโอกาสทำให้การสานต่อนโยบายมีความต่อเนื่องมากขึ้น โดยนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ ที่เน้นลงทุนด้านระบบขนส่ง รวม ถึงโครงการสร้างและพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ที่จะเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

อย่างไรก็ดี แม้จะได้นายกฯ คนใหม่จากขั้วการ เมืองเดิม แต่สถานการณ์ด้านการเมืองในระยะข้างหน้าก็ยังมีความท้าทายอยู่อีกหลายประการ ได้แก่ เสียง ส.ส. ระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมีจำนวนใกล้เคียงกัน สะท้อนจากเสียงในการเลือกนายกฯ ซึ่งการที่ทั้ง 2 ฝ่ายมีเสียงใกล้เคียงกัน อาจจะทำให้การผลักดันนโยบายหรือ การผ่านร่างกฎหมายของฝ่ายรัฐบาลมีความยากลำบาก

อีกทั้งการที่ฝ่ายรัฐบาลเป็นรัฐบาลผสมจากหลายพรรคการเมือง ก็อาจทำให้การประสานผลประโยชน์ระ หว่างพรรคทำได้ยาก จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลอาจไม่มั่นคงในระยะข้างหน้า โดยจากการสำรวจของสวนดุสิตโพลพบว่า ประชาชนที่ตอบคำถามกว่า 73.65% เชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ไม่ครบวาระ 4 ปี และมากถึง 34.07% คิดว่ารัฐบาลจะมีอายุไม่เกิน 1 ปี

ขณะที่การประสานแนวนโยบายต่างๆ ของพรรค ร่วมรัฐบาลก็จะเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ เนื่อง จากแต่ละพรรคมีนโยบายที่ต่างกันในช่วงการรณรงค์หาเสียง หรือในบางนโยบาย แม้ว่าจะมีจุดประสงค์คล้ายกัน แต่วิธีการในการดำเนินนโยบายก็มีความแตกต่างกัน ดังนั้นการคัดเลือกและประสานผลประโยชน์ของนโย บายจากหลายพรรคจึงไม่ใช่งานที่ง่าย

ทั้งนี้ จากโครงสร้างและสถานการณ์เศรษฐกิจของ ไทยในปัจจุบัน อีไอซีประเมินแนวนโยบายสำคัญที่รัฐ บาลใหม่อาจพิจารณาดำเนินการได้ ได้แก่ 1.หากรัฐบาลใหม่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ควรเป็นนโยบายที่ผสมผสานระหว่างการช่วยเหลือผู้ที่กำลังประสบปัญหาและการกระตุ้นการใช้จ่ายในภาพรวม 2.รัฐบาล ใหม่ควรเร่งรัดการเบิกจ่ายด้านก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ขนาดใหญ่ให้เป็นไปตามแผน ทั้งในส่วนของโปรเจ็กต์ที่กำลัง ดำเนินการและโปรเจ็กต์ในแผนงานที่ยังไม่ได้มีการประมูล

3.ปฏิรูปการศึกษาให้มีคุณภาพและเพิ่มความสามารถ ของแรงงานในปัจจุบัน เนื่องจากในปัจจุบันสังคมไทยมีกำลังแรงงานลดลง ขณะที่มีประชากรวัยชรามากขึ้น ดังนั้นหนึ่งในทางออกที่ยั่งยืนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะต่อไปก็คือ การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน และ 4.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอี

ดังนั้นรัฐบาลใหม่จึงควรมีนโยบายเพิ่มขีดความสามารถของเอสเอ็มอี เนื่องจากเป็นภาคธุรกิจที่มีการจ้าง งานในระดับสูง โดยควรพิจารณาส่งเสริมการใช้เทคโน โลยีแก่เอสเอ็มอีเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และมีการส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม ลดการกระจุกตัวของตลาด.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง