หลวงปู่ไม อินทรสิริ เจ้าอาวาสวัดป่าภูเขาหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา แนะนำให้ใช้ธรรมะชำระทุกข์

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน 2562 00:00:43 น.
สราวุฒิ ศรีธนานันท์

ด้วยตัวของผู้เขียนเองเคยบวชพระสายธรรมยุตมาก่อน จึงมีความศรัทธาพระสายธรรมยุตว่าเป็นพระที่เคร่งครัดเรื่องการรักษาศีล มีระเบียบและวินัย ยิ่งเฉพาะพระธรรมยุตสายวิปัสสนากรรมฐาน ส่วนใหญ่จะเป็นพระธรรมยุตสายอีสานที่ยึดเอาวิชาวิปัสสนากรรมฐานและการนั่งสมาธิเป็นที่ตั้งในการปฏิบัติ ในการสอนธรรมะให้กับพระและฆราวาสซึ่งเป็นผู้ชื่นชอบการปฏิบัติธรรม ต้องการปฏิบัติเพื่อนำธรรมะมาชำระทุกข์

แต่มิใช่ว่าพระสายมหานิกายในภาคอีสานจะไม่มีพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและยึดวิชากรรมฐานเป็นหลัก ยังมีพระสายวิปัสสนากรรมฐานจากวัดมหานิกายในภาคอีสาน เช่น หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ พระอริยสงฆ์สายอีสานที่ท่านเป็นพระปฏิบัติซึ่งพระธรรมยุตบางวัดยังปฏิบัติอย่างท่านไม่ได้มีถมไป เหมือนอย่างคติธรรมที่ว่า ดีชั่วอยู่ที่ตัวเองเป็นผู้ปฏิบัติ มิใช่ผู้ใดกำหนด

การเดินสายศึกษาธรรมของผู้เขียนจึงรู้จัก หลวงปู่ไม อินทรสิริ เจ้าอาวาสวัดป่าภูเขาหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เมื่อ 5 ปีที่แล้ว สมัยนั้นไม่มีใครรู้จักหลวงปู่ไม ท่านไม่โด่งดังเหมือนสมัยนี้ มองเผินๆ เหมือนพระธรรมดาเท่านั้น ถ้าเทียบกับครูบาอาจารย์สมัยนั้นท่านเทียบไม่ติดเลย เพราะคุณวิเศษขององค์ท่านยังไม่เป็นที่รู้จักเหมือนสมัยนี้ และทางพรรษาถือว่าท่านยังห่างจากครูบาอาจารย์สมัยนั้นมาก เช่น หลวงปู่คำพอง หลวงปู่จันทร์โสม หลวงปู่เหรียญ หลวงปู่หลอด หลวงปู่ท่อน หลวงปู่ต้น ที่ผู้เขียนรู้จักก็เพราะหลวงปู่บุญมาบอกผู้เขียนว่าให้ไปกราบหลวงปู่ไม เพราะท่านมีคุณวิเศษ มีเมตตาธรรมมาก

เพื่อนของผู้เขียนพาไปกราบหลวงปู่ไม ครั้งแรกดูเหมือนท่านจะดุกับเพื่อนผู้เขียนเป็นพิเศษในเรื่องข้อปฏิบัติในการเข้าหาครูบาอาจารย์ แต่เมื่อเพื่อนไปกราบท่านบ่อยๆ จนคุ้นกับท่านดี ทำให้ท่านคุ้นเคยและสนิทกับเพื่อนผมมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเพื่อนผมมีความรู้เรื่องนวดแผนไทย จึงนวดถวายท่าน ในระหว่างนั้นท่านก็ได้เล่าเรื่องราวของตัวท่านเองให้เพื่อนผมฟัง จับใจความได้คือ เรื่องการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ยึดหลักธรรมของพระพุทธเจ้า นำคติธรรมในพระพุทธศาสนามาเป็นที่ตั้งในการปฏิบัติธรรม ที่สำคัญคือ ต้องเดินสายกลาง อย่ายึดมั่นถือมั่น

หลังท่านสอนธรรมะเบื้องต้นให้แล้ว ท่านก็เล่าถึงชีวิตที่ผ่านมา จุดผกผันของชีวิตจากการเป็นฆราวาสสู่การเป็นพระภิกษุคือ ตัวท่านเป็นผู้มากไปด้วยฤทธิ์เดชขณะยังเป็นฆราวาส หลวงปู่ไมได้เล่าว่า สมัยเป็นฆราวาสท่านมีแฟนตอนอายุใกล้ 20 ปี น้า

ชายที่บวชเป็นพระอยากให้หลานบวช แต่ท่านไม่อยากบวช อยากเบียดก่อนบวช ก็บ่ายเบี่ยงไปเรื่อยๆ จนหลวงน้าบังคับ ท่านก็เลยบวชตามใจหลวงน้า คิดว่าบวชแป๊บเดี่ยวเดี๋ยวก็สึก บวชไปอย่างนั้นแหละ เหมือนที่เขาว่ากันว่า บวชตามเพื่อน บวชตามประเพณี บวชหนีสีกา บวชหาลาภ มีอยู่วันหนึ่งท่านได้พบกับหลวงปู่ศรี มีพระสายปฏิบัติถามท่านว่า ไม่อยากได้ตาทิพย์และหูทิพย์หรือ ท่านก็ตอบไปว่า อยากได้ จะต้องปฏิบัติอย่างไรจึงได้

หลวงปู่ศรีก็บอกว่า ให้ท่านนั่งบำเพ็ญศีลภาวนา พร้อมนั่งวิปัสสนา ปฏิบัติกรรมฐานให้เป็นนิจ เป็นกิจวัตร ไม่นานท่านจะมีดวงตาเห็นธรรม มีตาทิพย์ หูทิพย์ ท่านก็รับปากหลวงปู่ศรีว่าจะลองดู ตอนท่านนั่งภาวนาใหม่ๆ มันไม่ง่ายอย่างที่คิด เหน็บชากินตั้งแต่ปลายเท้าไปจนถึงศีรษะ มันทรมานมากๆ จนมีอยู่วันหนึ่งท่านเร่งความเพียร นั่งภาวนาจนจิตตก หมายถึงจิตใจที่ฟุ้งซ่านเริ่มคลายไปตามลำดับ

ท่านเล่าต่อไปว่า ทุกครั้งที่นั่งวิปัสสนากรรมฐานทำให้จิตใจสงบ เหมือนได้ตาทิพย์ตามที่หลวงปู่ศรีบอก จึงเลิกคิดเรื่องจะสึกจากพระ เลิกคิดเรื่องแฟน มุ่งสนใจแต่การปฏิบัติธรรม และการนั่งวิปัสสนากรรมฐาน บางครั้งเหมือนมีหูทิพย์ ได้ยินเสียงแปลกๆ บางครั้งหลับตาเห็นสิ่งแปลกๆ เช่นเดียวกับหู นี่เราอยู่ในโลกไหนกัน จึงสวยงาม หรือว่าเรามาถึงสวรรค์ จึงได้เห็นเหมือนมีตาทิพย์ ได้ยินเสียงไพเราะเหมือนมีหูทิพย์ ในขณะที่คิดอยู่นั้นจิตท่านไม่ตก แต่พอจิตตก หรือที่เรียกกันว่า "ตะบะแตก" ก็เกิดทุกข์ขึ้นมาทันที มันเป็นอย่างนี้เอง

ท่านเล่าต่อไปอีกว่า เรื่องตาทิพย์ หูทิพย์ หยั่งรู้ว่าจิตใจตนเองคิดอะไร จะทำอย่างไรจะสามารถมองเห็นเหตุการณ์ข้างหน้าได้บ้าง เพราะเรายังไม่บรรลุในเรื่องนั่งสมาธิภาวนาและวิปัสสนากรรมฐาน ต้องฝึกปฏิบัติให้ลึกกว่านี้ ส่วนเรื่องพระบางองค์ไปหยั่งรู้เรื่องญาติโยมที่นั่งอยู่ในวัด หรือเรื่องมองเห็นเปตวัตถุ นรก และเรื่องอะไรๆ อีกมากมาย.... ท่าน ใช้การเทศนาให้ญาติโยมที่มาถือศีลภาวนาในวัดนอกวัดฟัง ตลอดจนผู้ที่มาปฏิบัติธรรม ฟังกันทุกวันพระของวัด บางครั้งเทศนาธรรมถึง 2-3 ชั่วโมง ญาติโยมก็ฟังไม่เบื่อ ไม่ง่วงนอน

เทศนาสอนธรรมะให้ญาติโยม ท่านผสมเรื่องราวของท่านคละกันไปกับเรื่องราวประวัติของตัวท่าน แนวเดียวกับหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน ยกตัวอย่างให้ญาติโยมฟังว่า ตัวท่านมาจากศูนย์ ไม่มีทรัพย์สมบัติติดตัวมา ตั้งแต่ถูกบังคับ ให้บวชเพื่อตอบแทนบุญคุณของหลวงน้าที่ท่านบวชจนเป็นพระผู้ใหญ่ในสายกรรมฐานเหมือนกัน นอกจากหลวงน้าบังคับให้บวชแล้ว ยังมีหลวงลุงที่บวชเป็นพระอีกเช่นกัน ก็บอกให้ท่านที่อยู่ในวัย 20 ปีบริบูรณ์ บวชเสียก่อนตอนอายุ 20 ปี เพราะท่านกลัวจะไปเบียดเสียก่อน จะไม่ได้บวช

หลวงปู่ไม อินทรสิริ ท่านเทศนาธรรมสรุปให้ฟังว่า การนั่งบำเพ็ญศีลภาวนาและการนั่งวิปัสสนากรรมฐานว่าลำบากมากแล้ว พอเปลี่ยนอิริยาบถมาลองเดินจงกรมบ้างมันยิ่งเจ็บปวดทรมานมาก ร่างกายปวดร้าวไปหมด แต่มันก็ผ่านไปได้ด้วยดี แต่พอหันกลับไปนั่งสมาธิอีกครั้งมันกลับเห็นทุกข์ขึ้นมาอีก คือ อาการเจ็บหลัง ปวดเอว แต่มันก็ผ่านพ้นไปได้  โดยใช้ขันติ คือ ความอดทน พอผ่านไปได้เหมือนหมดทุกข์ ล่วงทุกข์ ด้วยการใช้ธรรมะมาชำระทุกข์อย่างที่หลวงปู่ศรีสอน

หลวงปู่ไมเทศนาต่อไปอีกว่า หลังจากฝึกปฏิบัติ นั่งสมาธิภาวนาและวิปัสสนากรรมฐาน ตลอดจนการเดินจงกรมปฏิบัติธรรมทุกขั้นตอน ทุกวิชาที่หลวงปู่ศรีสอน หลวงปูศรีก็ชวนเดินธุดงค์ขึ้นไปจำศีลบนภูเขา ก็ตอบว่าไปก็ไปครับหลวงพ่อ คือคำที่หลวงปู่ไมเรียกหลวงปู่ศรี บางครั้งท่านก็เรียกพระอาจารย์ ตามความเหมาะสมและสถานการณ์ แต่ส่วนใหญ่จะเรียกพระอาจารย์ เพราะท่านสอนวิชาต่างๆ ให้ครบถ้วนกระบวนความ

การเดินธุดงค์ขึ้นภูเขา 2-3 ลูกมันทุกข์ทรมานมาก ทุกข์ กว่าการเดินจงกรม กว่าการฝึกอื่นๆ ทั้งหมด เพราะตอนเดินก็ลำบากอยู่แล้ว และเดินแบบใช้เท้าเปล่า เดินธุดงค์ต้องแบกกลด (หมายถึงมุ้งพระสีดำ) สะพายบาตร สะพายย่าม พกยารักษาโรคและสูติบัตร กระติกน้ำดื่ม ล้วนของจำเป็นที่ต้องนำไปใช้ หากเป็นการเดินทางราบระยะทางคงประมาณ 20 กิโลเมตร แต่นี่ต้องเดินขึ้นบนไหล่ภูเขา ผ่านซอกหิน ซอกผา โขดหิน เถาวัลย์พันขา ล้วนเจอกับมารผจญทั้งสิ้น

และเมื่อข้ามภูเขามาถึง 3 ลูกก็จะตั้งกลดแล้วพักผ่อนบนเขาลูกที่ 3 พักผ่อนพอให้ร่างกายแข็งแรงดีแล้ว กำลังวังชากลับมา ก็เริ่มนั่งสมาธิวิปัสสนากรรมฐาน แผ่เมตตาเพื่อโปรดสัตว์ หลวงปู่ไมก็ถามหลวงปู่ศรีว่า คำว่า โปรดสัตว์ หมายถึง

การขึ้นภูเขามาอยู่ที่สูงๆ มองลงไปข้างล่างแล้วนั่งเพ่งพลังจิต หลักสูตรของหลวงปู่ศรีคือ ตาทิพย์ หูทิพย์ จะเห็นทุกข์ของผู้อยู่ด้านล่าง เห็นทุกข์ของมนุษย์ เห็นทุกข์ของสัตว์ ก็ต้องมาพิจารณาว่าจะช่วยอย่างไร จะให้คนข้างล่างพ้นทุกข์ สัตว์ข้างล่างหมดทุกข์ ให้ฝึกให้เห็นเหมือนมีตาทิพย์ มีหูทิพย์ เพื่อเห็นและหาหนทางดับทุกข์โดยใช้ธรรมะชำระล้าง ด้วยการแผ่เมตตาให้ผู้อยู่เบื้องล่างคลายจากทุกข์ จนหมดทุกข์

หลวงปู่ศรีท่านเทศนาธรรมเหมือนอุปมาอธิษฐาน ท่านนั่งตั้งจิตเพ่งไปยังทิศเบื้องล่าง เหมือนดวงตาท่านเป็นดวงตาทิพย์ ท่านกล่าวว่ามิใช่แค่ตาทิพย์ ท่านยังมีหูทิพย์อีกด้วย ท่านเห็นเวไนยสัตว์ข้างล่างกำลังประสบทุกข์ที่แตกต่างกัน มีทุกข์มาก ทุกข์น้อย และไม่มีทุกข์เลย ผู้ที่ไม่มีทุกข์เลยมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นผู้บำเพ็ญศีลภาวนา นั่งสมาธิ เป็นผู้ที่ถือศีลเป็นกิจวัตร

แต่อย่าบังอาจกล่าวกับผู้ใดว่า "เรามีดวงตาเห็นธรรม เห็นทุกขเวทนา" ถ้ายกตัวเองอย่างนั้นจะเป็นการเสื่อมเสีย และอาจผิดศีลในข้ออวดอุตริมนุสธรรม ถึงกับต้องอาบัติปาราชิก เป็นอาบัติร้ายแรงถึงขั้นต้องสึกจากพระ เพราะผู้ที่มีดวงตาเห็นธรรมคือผู้ที่ตรัสรู้แล้ว ผู้ที่ตรัสรู้แล้วมีดวงตาเห็นธรรม เห็นทุกข์ของมนุษย์และสัตว์ มีที่เห็นเด่นชัด 100 เปอร์เซ็นต์ คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้นในโลกที่หยั่งรู้ฟ้าดินและนรกสวรรค์ได้ มีองค์เดียวในโลกจริงๆ

สำหรับระดับพวกเราเอาแค่เล็งเห็นทุกข์ข้างหน้า ทุกข์ในอนาคตก็เพียงพอแล้ว เช่น เรากำลังเล่นกับไฟด้วยความประมาท ไม่คาดคิดว่าไฟจะไหม้ลุกลามถึงตัวเอง ถ้าเราคิด ในใจว่า เมื่อไฟไหม้เพราะความประมาทของเรา ทุกข์ข้างหน้าเราก็จะเผชิญมัน เช่น ไร้ทรัพย์สิน ไร้ที่อยู่อาศัย ป่วยไข้ ไม่มียารักษา เมื่อเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าได้เราก็ไม่ไปเล่นกับไฟ ไม่ประมาทในชีวิต นี่คือธรรมะเบื้องต้นที่ง่ายๆ.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง