คอลัมน์: ปักธงธรรม: วิถีแห่งสังคม .. หากขาดสติ!!

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม 2562 00:00:52 น.
โดย.. พระ อ.อารยวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีสติปัญญา พระพุทธศาสนาของเรามุ่งพัฒนามนุษยชาติอย่างมีระเบียบแบบแผนและจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนเป็นหนึ่ง มีการศึกษาปฏิบัติเพื่อยกระดับจิตวิญญาณ ด้วยการพัฒนาสติปัญญาให้เกิดขึ้นในจิตหนึ่งนั้น จนสามารถ ประกอบความเพียรชอบ ตรงประโยชน์ เป็นธรรม ได้แท้จริง

การพัฒนาการตามแนววิถีพุทธเป็นไปในลักษณะพื้นฐานของความเป็นสัตว์ประเสริฐ ซึ่งมีคุณสมบัติพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการศึกษาปฏิบัติตามหลักธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา ที่วางไว้ ๓ หลักการศึกษาอย่างชัดเจน เรียก  ไตรสิกขา (ศีล, สมาธิ, ปัญญา)

การพัฒนาการจึงเป็นไปอย่างสะอาดดีงามทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด คำนึงถึงประโยชน์และความเหมาะควรเป็นจุดประสงค์หลัก ก่อนที่จะเข้าสู่แบบแผนการปฏิบัติที่คำนึงถึงการสร้าง กุศลกรรม ให้เกิดขึ้นได้จริง ทั้งทางกาย วาจา ใจ ด้วยการสรรค์สร้าง บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ อย่างมีระเบียบแบบแผนกุศลกรรม จึงเป็นจุดมุ่งหมายที่ต้องคำนึงถึงในการเร่งรัดพัฒนาการชีวิตของความเป็นมนุษย์ที่สามารถกระทำได้ ด้วยอุปการธรรมอันสำคัญยิ่งที่มีอยู่ในจิตวิญญาณของมนุษย์ คือ สติ ปัญญา และวิริยะ

เมื่อนำ สติ ปัญญา และวิริยะ ประกอบเข้าไปในจิตใจ การขับเคลื่อนทางจิตวิญญาณ เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายอย่างมีแบบแผน จะ เกิดขึ้นได้จริงและเป็นจริงได้ พระพุทธองค์จึงตรัสให้ความสำคัญกับ สติ ซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการพัฒนาจิตใจว่า "การเจริญสติปัฏฐาน เป็นทางสายเดียวที่สามารถพัฒนาจิตใจของสัตว์ทั้งหลาย ให้เข้าถึงความบริสุทธิ์ ล่วงซึ่งความโศกเศร้าปริเวทนาการ ดับสิ้นซึ่งทุกข์โทมนัส ด้วยการบรรลุถึงอริยมรรคอันมีองค์ ๘ ประการ ที่สามารถทำพระนิพพาน (ความดับทุกข์) ให้เกิดปรากฏได้จริง..."

สติ จึงเป็น ธรรมโอสถ อันสำคัญยิ่ง ในการขจัดโรคภัยและความทุกข์ที่คุกคามชีวิตของสัตว์โลก โดยเฉพาะในมนุษยชาติให้สิ้นไปได้แท้จริง ด้วยการเจริญสติอย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน (สติมา) ในทุกขณะแห่งการดำรงชีวิต ตั้งแต่ตื่นนอน จนถึงแม้พักกายนอนหลับ

การเจริญสติในจิตหนึ่ง จนสามารถเข้าถึงหนึ่งอารมณ์ที่เป็นกุศลธรรมได้นั้น ย่อมก่อเกิด พลังงานจิตที่สร้างสรรค์ ที่สามารถควบคุมจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในความสงบได้อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ซัดส่ายซัดซ่านไปดังที่เคยเป็น ก่อเกิดอำนาจความตั้งมั่น ที่เรียกว่า สมาธิ...หากเปรียบ สติประกอบจิต เหมือนการทำงานของการสีไม้อย่างต่อเนื่อง สมาธิ คือ ไฟที่เกิดจากความร้อน ที่ได้จากการสีไม้นั้น และด้วยการกระทำดังกล่าวจึงเกิดองค์คุณของไฟขึ้นเพื่อนำไปใช้งาน ได้แก่ ความสว่าง ...ชีวิตของคนเรา หรือสัตว์ทั้งหลาย แท้จริงย่อมต้องการความสว่าง เพื่อนำไปสู่ความรู้ ความเข้าใจในธรรม ถูกต้องตรงธรรม ก่อเกิดสัมมาทิฏฐิขึ้น เพื่อนำชีวิตไปสู่จุดมุ่งหมาย คือ ความดับทุกข์ ได้จริงการสรรค์สร้างชีวิตให้เป็นไปตามแบบแผนของการ เจริญสติปัฏฐาน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพื่อการปฏิบัติชอบบนเส้นทางแห่งชีวิต อันจะนำไปสู่การพัฒนาจิตใจให้บริสุทธิ์ ด้วยหลักไตรสิกขาได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งมีความเชื่อมโยงต่อกัน ทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด จนบรรลุผลความดับทุกข์หรือพระนิพพาน สมดังพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า

..สมาธิที่อบรมด้วยศีล ...ปัญญาที่อบรมด้วยสมาธิ ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก เพื่อจิตที่อบรมด้วยปัญญา อันเป็นไปเพื่อการหลุดพ้นจากอาสวะโดยชอบ

หันกลับมามองดูสังคมมนุษยชาติในยามนี้ ที่ก้าวไปสู่ยุคไอที ให้ออกอาการน่าเป็นห่วง เรื่องการดำเนินชีวิตที่มุ่งไปผิดทาง และการเรียนรู้ที่ไม่เป็นไปเพื่อสรรค์สร้างชีวิตให้มีสติปัญญา จนก่อเกิดกระแสความคิดหลากหลายที่เป็นไปตามอำนาจจิตปรุงแต่งด้วยกิเลส .. จึงเห็นแผนความคิดของคนรุ่นใหม่ที่ออกไปในแนวเป็น อคติ ต่อการสืบเนื่องสังคมประเทศชาติมายาวนาน

สุภาพสตรีท่านหนึ่งได้กล่าวสรุปแนวคิดไว้อย่างน่าสนใจ จากกรณีพฤติจิตของคนในสังคมปัจจุบันที่กำลังมัวเมากับเทคโนโลยีระดับสูงส่ง .. จนสติอ่อนล้า ปัญญาเบาบาง ให้เกิดภาวะความฟุ้งซ่านอันเป็นอกุศล จนนำไปสู่การดำริที่ไม่ชอบ.. ดังนี้

"..เรื่องของคนรุ่นใหม่ในสมัยนี้ มักจะเต็มไปด้วยการจินตนาการ ที่สังคมใช้คำว่า "มโนกันไป" อย่างขาดการวิเคราะห์แยกแยะในเรื่องราวนั้นๆ ที่สำคัญคือ การไม่รู้จัก วิธีคิด อันถูกต้อง จนนำไปสู่โรคคิดไม่เป็น แยกแยะไม่ออก ว่าอะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล... แม้ใน

สภาวธรรมเรื่องราวทั่วไป..

ความคิดหรือทิฏฐิของหมู่ชน ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด ไม่ว่าจะเป็นแนวลัทธิประชาธิปไตย หรือ ลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นไปตามความเชื่อทางการเมืองในสังคมนั้นๆ ของสมาชิกในสังคม ว่าควรใช้ระบอบใด เพื่อการพัฒนาสังคมของตนไปสู่ประโยชน์และความเหมาะควร

ดังเช่น คนในสังคมไทย ที่ควรรู้ซึ้งถึงซึ่งระบอบอันเหมาะควรกับสภาพสังคมไทย โดยรู้จักการคิดพิจารณาให้เห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริงของความเป็น ชาติไทย ที่ย่อมผิดแผกแตกต่างออกไปจากสังคมประเทศต่างๆ จึง ควรรู้จักคุณลักษณะของความเป็นชาติไทยที่แท้จริง...

...การที่คนรุ่นใหม่ ที่ไปร่ำเรียนวิชาความรู้ถึงเมืองนอก โดยเฉพาะจากยุโรปหรืออเมริกา จนก่อเกิดแนวความคิดเชิง ปฏิวัติสังคม ด้วยการเสนอความรู้มาอย่างขาดสติปัญญา จึงเป็นเรื่องที่น่าขำและน่ากลัว ต่อการก่อเกิด ทิฏฐิ (ความเห็น) ไปในลักษณะผิดธรรมชาติ ขัดแย้งกับความเป็นจริงที่อ้างว่าทันสมัย ดังที่พูดว่า "น่าขำ" คือ แท้จริงเป็นการเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์ทางการเมืองสังคมผ่านมาหลายชั่วทศวรรษ ซึ่งไม่ใช่ข้อมูลใหม่อะไรเลย เป็นความรู้เชิงประวัติศาสตร์ในสังคมประเทศนั้นๆ ที่ไม่ได้มีลักษณะเดียวกับสภาพสังคม การเมือง การปกครอง ของบ้านเราและจิตวิญญาณของชาวไทยเรา ดังการนำเรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ฝรั่งเศส มาสวมเรื่องใส่อารมณ์ เพื่อปรุงแต่งให้เป็นเรื่องประชาธิปไตยแบบไทยๆ ในบ้านเรา ... เพื่อชวนเชื่อชี้นำไปสู่การปฏิวัติสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อการทำลายสถาบันหลักของประเทศชาติ ที่ควบคู่กับความเป็นชาติไทยมายาวนาน ด้วยการชี้ให้เห็นความเป็นสังคม วรรณะ ศักดินา วัฒนธรรม ประเพณี ในระบอบสังคมไทยที่สวยงาม สร้างสรรค์ มายาวนานของสังคมไทย ว่า นี่คือจุดปัญหาแท้จริงของสังคม ที่ขวางกั้นต่อการพัฒนาไปสู่ความเจริญตามแนวทางของนานาประเทศ...

จึงมีการพยายามจับกลุ่มรวมตัวก่อตั้งพวกมีแนวคิดไปในเชิงปฏิวัติสังคมขึ้น จนเกิดกรณี คณะราษฎร พ.ศ.๒๔๗๕ ขึ้น และแม้ว่าประเทศชาติจะเปลี่ยนผ่านระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย (แบบไทยๆ) แต่กระแสดังกล่าวก็ยังคงมีการจุดต่อไปจนเข้าสู่ ยุคสงครามเย็น ซึ่งประเทศเราก็ได้รับผลกระทบเต็มๆ ในสมัยที่ผ่านมา เมื่อมีการพยายามนำลัทธิคอมมิวนิสต์แบบ เหมาฯ เข้ามาสู่ประชาชนในประเทศ โดยมีการนำเงื่อนไขเรื่องชนชั้น วรรณะ ที่เป็นไปในวิถีสังคมวัฒนธรรมแบบไทยๆ มาเป็นตัวจุดประกายการขับเคลื่อนอีกเช่นเดียวกัน

จนเข้าสู่สมัยปัจจุบันที่สังคมไทยเผชิญผลพิษทางการเมือง สังคม ก่อเกิดการปฏิวัติ การปฏิรูปการเมือง สังคม มากครั้ง เพื่อนำประเทศชาติไปสู่จุดหมายตาม ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันเป็นความสวย งามในอารยธรรมของสังคมไทยวิถีพุทธ  แต่ด้วยความอ่อนแอทางจิตวิญญาณของกลุ่มคนในยุคสมัย จึงนำมาสู่จุดอ่อนเปราะบางต่อการพัฒนาประเทศ จนเกิดเป็นเงื่อนไขให้นำไปสู่การคิดก่อการปฏิวัติทางสังคมที่ยังกล่าวอ้างอิงเงื่อนไขเดิมอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

จึงไม่แปลกที่สังคมไทยไม่เคยจบสิ้นเรื่องปัญหา แม้ว่าประเทศไทยจะเดินผ่านเรื่องราวต่างๆ มายาวนาน การจุดประกายแบบเดิมๆ ของบุคคลบางกลุ่ม พรรคการเมืองบางพรรค โดยอ้างการสืบเจตนารมณ์คณะราษฎร ๒๔๗๕ จึงยังก่อเกิดขึ้น เพื่อการหวังอำนาจการปกครองแผ่นดินผ่านระบอบกฎหมายที่ถูกตราขึ้น เพื่อเอื้อต่อการเข้าไปใช้อำนาจแทนประชาชนในการปกครองบริหารจัดการแผ่นดิน เพื่อการแสวงหาประโยชน์บนแผ่นดินไทย โดยอาศัยความชอบธรรมทางสังคม ประชาชนจึงเป็นเป้าหมายหลักต่อการถูกโน้มน้าวชักนำไปในทิศทางความคิดของตนและหมู่คณะ โดยสารพัดวิธีที่ถูกขุดขึ้นมาใช้ มีการแปรจุดแข็ง ความสวยงามทางสังคม ให้เป็นจุดอ่อน จนหมู่ชนที่ขาดสติปัญญาชักจะคล้อยตาม..

ดังนั้น การช่วยกันแนะนำสั่งสอนให้คนในสังคมมีสติปัญญา จึงเป็นหนทางที่ดีที่สุดในวิถีสังคมที่ผันผวนไปจากความจริงแบบนี้ ก็ได้แต่ขอให้ทุกคนได้ช่วยกันให้สติซึ่งกันและกัน... โดยเฉพาะองค์กรทางด้านศาสนาที่ควรนำศาสนิกชนเข้าสู่การปฏิบัติธรรม ด้วยการเจริญสติให้มากยิ่งขึ้น เพื่อการมีปัญญารู้แจ้งเข้าใจในธรรม สามารถพัฒนาจิตใจให้ปลอดจากภัยแห่งกิเลสตัณหาได้จริง.... และเพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มบุคคลที่กระหายอยากได้อำนาจการปกครองแผ่นดินมาสนองตัณหาตนและหมู่คณะ..."

เจริญพร
dhamma_araya@hotmail.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง