คอลัมน์กาแฟดำ: นี่หรือ ครม.เรือเหล็ก?

ข่าวทั่วไป 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ให้ความมั่นใจว่าจะทำงานแก้ปัญหาบ้านเมืองที่กำลังหนักหน่วงขึ้นได้หรือไม่

คำตอบของผมคือไม่ได้ครับเพราะท่านเหล่านี้ไม่ได้ถูกคัดเลือกเพราะคุณสมบัติเหมาะกับกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย

เพราะหลายท่านมีประวัติสีเทาๆ ที่ไม่อาจจะทำให้ประชาชนมีความเลื่อมใสศรัทธา

เพราะปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่อย่างมากมายนั้นต้องการคนที่มีความสามารถเฉพาะทาง

เพราะประเทศกำลังเจอกับ "ความป่วน" หรือ disruption ที่รุนแรง จำเป็นต้องมีทั้งยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ที่ทันการณ์และมีประสิทธิภาพ แต่ผู้ที่มีรายชื่อในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ไม่ได้มีความรู้ความสามารถหรือประสบการณ์ที่ประเทศชาติต้องการแต่อย่างใด

วันเดียวกับที่เราเห็นรายชื่อคณะรัฐมนตรีใหม่อย่างเป็นทางการ เราก็เห็นพาดหัวในหน้าหนังสือเดียวกันว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังมีปัญหาน่าเป็นห่วงหลายประการ

อัตราโตทางเศรษฐกิจของประเทศของปีนี้อาจจะร่วงไปที่ 2.9-3.3%

การส่งออกปีนี้อาจติดลบรายได้การท่องเที่ยวจะชะลอตัวเงินบาทแข็งจะกระทบเศรษฐกิจและสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงได้ง่ายๆ

แต่ถึงวันนี้เราก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า 19 พรรคที่รวมกันเป็นรัฐบาลผสมชุดนี้มี "นโยบายร่วม" เพื่อแก้ปัญหาหนักหน่วงเหล่านี้อย่างไร

เรายังไม่รู้ว่าแต่ละพรรคที่หาเสียงเอาไว้กับประชาชนจะสามารถเอาส่วนไหนของนโยบายมาทำให้เป็นความจริงตามคำมั่นสัญญาได้หรือไม่

เรายังไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่นี้จัดลำดับความสำคัญของปัญหาบ้านเมืองอย่างไร

และมีแผนจะแก้ปัญหาอะไรก่อนหลังอย่างไร ใครจะทำ และจะทำอย่างไร อีกทั้งจะต้องบอกด้วยว่าจะทำให้เกิดขึ้นเป็นความจริงในกรอบเวลาใด

การจะวัดผลได้จะต้องมีเกณฑ์การประเมินหรือ KPI ที่ตอบได้ว่าเป้าที่วางไว้คืออะไร และแต่ละกระทรวงสามารถทำตามเป้าหมายนั้นอย่างไร

ทุกวันนี้เทคโนโลยีสามารถตรวจวัดความคืบหน้า (หรือถอยหลัง) ของโครงการต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพชนิด real time เพราะมีข้อมูล Big Data เพียงพอที่จะทำให้ประชาชนสามารถ "ตรวจการบ้าน" ของนักการเมืองและข้าราชการได้ตลอดเวลา

หากรัฐมนตรีใดทำไม่ได้ตามเป้า ประชาชนก็จะรู้ทันที

อยู่ที่ว่านายกรัฐมนตรีพร้อมที่จะจัดการกับรัฐมนตรีและข้าราชการที่ทำไม่ได้ตามเป้าเหล่านั้นหรือไม่

หากนายกฯ ไม่แสดงความสามารถในการบริหารบุคลากร ท่านเองก็จะถูกประเมินเช่นกัน

ทุกวันนี้ นักการเมืองไม่สามารถกลบเกลื่อนเรื่องจริงด้วยโวหารและวาทกรรมเอาตัวรอดไปวันๆ ได้อีกต่อไปมีการพูดกันว่า ครม.ชุดก่อนเป็น "เรือแป๊ะ" แต่ชุดใหม่เป็น "เรือเหล็ก"

นั่นก็เป็นวาทกรรมการเมืองที่ไม่มีตรรกะ ไม่มีเหตุผลสนับสนุน เป็นเพียงการพูดเปรียบเปรยให้ฟังดูดีเพื่อกลบภาพของ "รัฐบาลปริ่มน้ำ" เท่านั้น

เพราะหากดูจากพื้นภูมิของรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยแต่ละท่านในภาพรวมแล้วก็ยังไม่มีอะไรที่จะทำให้น่าเชื่อได้ว่าเรือไม้อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นเรือเหล็กได้

ตรงกันข้าม เรือลำนี้จะมีอาการโคลงเคลงหนักขึ้น เพราะการแก่งแย่งงบประมาณและผลงานของแต่ละพรรคการเมืองที่มารวมตัวกันเป็นรัฐบาลผสม โดยที่ไม่มีความกลมกลืนด้านความคิดและนโยบายแต่อย่างไรเลย ที่แกนนำรัฐบาลคนหนึ่งบอกว่าการเป็นรัฐบาลปริ่มน้ำนั้นจะเป็นผลดี ทำให้รัฐบาลอยู่ได้นาน เพราะทุกคนจะต้องตื่นตัว ต้องทำงานหนักขึ้น

นั่นก็เป็นวาทกรรมผิดเพี้ยนอีกประโยคหนึ่งที่ฟังแล้วดูหมิ่นดูแคลนปัญญาประชาชนอย่างยิ่ง

คะแนนเสียงในสภาที่สนับสนุนรัฐบาลนั้นมีความผันผวนแปรปรวนสูง ดังนั้นทุกความเคลื่อนไหว ทุกครั้งที่ต้องมีการลงมติในสภาในร่างกฎหมายสำคัญๆ รวมถึงงบประมาณและมติไว้วางใจ ก็จะเกิดการต่อรองของนักการเมือง

การต่อรองหมายถึงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ซึ่งส่วนใหญ่หมายถึงผลประโยชน์ของพรรคการเมืองมากกว่าการมองประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนเป็นหลัก

เมื่อเป็นเช่นนี้ ไฉนเลยเราจึงจะเชื่อว่าการมีรัฐบาลปริ่มน้ำจึงเป็นเรื่องที่ดีสำหรับประเทศไทย

ยิ่งเมื่อมีศรีธนญชัยออกมาปกป้องรัฐมนตรีสีเทาบางคนว่าแม้จะมีหลายคนที่เคยถูกร้องเรียนเรื่องรับสินบน, เกี่ยวพันกับยาเสพติด, และคดีทุจริต แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาทางกฎหมายวันนี้แต่ประการใด เราก็พอจะเห็นความเสื่อมทรามแห่งมาตรฐานจริยธรรมของคนในระดับสูงของรัฐบาล

เราในฐานะประชาชนจะร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกัน ไม่ให้ความเหลวแหลกของการเมืองแบบเก่าๆ ทำลายประเทศชาติได้อย่างไร ต้องว่ากันต่ออีกวันครับ.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ