หลวงพ่อแดง วัดอินทาราม อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ช่วยเกษตรกรสู่เกษตรกรรม ในหัวข้อธรรม พุทธเกษตร

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม 2562 00:00:32 น.
สราวุฒิ ศรีธนานันท์

หลวงพ่อแดง หรือพระครูพิสิฐ ประชานาถ เจ้าอาวาสวัดอินทาราม เจ้าคณะตำบลเหมืองใหม่ ผู้ช่วยเจ้าคณะอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นพระนักพัฒนาที่หาพระรูป อื่นๆ มาเปรียบได้ยาก เพราะมิได้พัฒนาแต่ทางธรรม แต่หลวงพ่อแดงพัฒนาทางโลกควบคู่กันไป เป็นพระที่ทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารด้านการบ้านและการเมือง ที่หลวงพ่อแดงจะรู้ก่อนพระรูปอื่นๆ ในทางโลกก็เช่นกัน ท่านติดตามตลอด เทคโนโลยีสมัยใหม่ ออกมารุ่นไหนหลวงพ่อแดงทราบตลอด ด้วยเหตุนี้ท่านจึงพัฒนาวัดได้รวดเร็วกว่าวัดอื่นๆ

ในขณะที่สังคมมีปัญหาเรื่องยาเสพติด หลวงพ่อแดงก็คิดโครงการเปิดค่ายเลิกยาเสพติด หรือค่ายบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด มีผู้ปกครองนำบุตรหลานที่ติดยามารักษาที่ค่ายของหลวงพ่อแดงเป็นจำนวนมาก แต่ควบคุมไม่ได้เพราะผู้ติดยาเสพติดบางรายแฝงตัวมาเข้าค่าย มาสร้างเครือข่ายในวัดอินทาราม เพราะผู้ที่มาเข้าค่ายบางรายปิดบังสถานะของตัวเองและครอบครัว เมื่อข่าวรั่วออกไปก็เกิดความเสียหายกับวัดและหลวงพ่อแดงเป็นอย่างมาก

แต่หลวงพ่อแดงก็ยังไม่ปิดค่าย จนมาเกิดปัญหาผู้ที่แฝงตัวเข้ามาจดจำหน้าตาและสถานะผู้ติดยาด้วยกันเพราะต้องการเครือข่ายเพิ่มขึ้น หลังจากกลับจากค่ายบำบัดแล้วก็ยังเลิกขาดไม่ได้ เพราะกลุ่มคนพวกนี้ยังตามผจญ รังควาน เพราะต้องการได้เครือข่ายและลูกค้าต่อยอดต่อไป ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางสังคม เพราะผู้ติดยาเสพติดส่วนใหญ่เป็นเยาวชนเกิน 70 เปอร์เซ็นต์ จึงต้องระวังการเปิดเผยตัว

ปัญหาอีกประเด็นคือ ผู้ติดยาบางรายชอบหนีออกไปนอกค่ายบำบัด แล้วไปเดินตามชุมชนใกล้วัดอินทาราม หรือในเรือกสวนไร่นาของชาวบ้านที่อยู่ใกล้วัด ชาวบ้านโดยเฉพาะสาวๆ กลัวจะไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จึงร้องเรียนไปทางปกครอง และทางคณะสงฆ์ผู้ใหญ่ ในที่สุดหลวงพ่อแดงก็ต้องปิดค่าย ยกหน้าที่ให้ฝ่ายปกครองที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไปดำเนินการแทน ปัญหายาเสพติดจึงยังไม่หมดจากเมืองไทย เพราะเป็นปัญหาละเอียดอ่อนดังกล่าวมา

หลังเลิกจับงานด้านบำบัดยาเสพติด หลวงพ่อหันมาดำเนินการเรื่องตลาดน้ำตามกระแสตลาดน้ำอัมพวา และต้องการต่อยอดจากอัมพวา แต่ก็ไม่สำเร็จผล เพราะสู้อัมพวาไม่ได้ หลวงพ่อแดงจึงเปลี่ยนจากตลาดน้ำมาทำตลาดบกแทน ใช้พื้นที่หน้าวัดที่ติดลำคลองกระทิง หรือคลองแควอ้อมในปัจจุบัน จากริมน้ำขึ้นมาถึงบริเวณวัดสร้างเป็นโดมกันฝนกันแดด แบ่งพื้นที่เป็นล็อกๆ สำหรับให้ร้านค้าตั้งขายสินค้า สินค้าของหลวงพ่อแดงคือพืชผลทางการเกษตร เช่น ลิ้นจี่ ส้มโอ และผลไม้ในชุมชนชาวบ้านในบริเวณวัดอินทาราม นอกจากนี้บริเวณหน้าวัดยังมีร้านอาหารพื้นบ้าน เช่น หอยทอด ผัดไทย บริการในราคาที่ไม่เกินจานละ 30 บาท ส่วนใหญ่ก็จะขายเพียงจานละไม่เกิน 25 บาท

ในระหว่างนั้น หลวงพ่อแดงก็ทำโครงการสร้างห้องสมุดประชาชน เพื่อถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระยศในขณะนั้น ใช้เวลาสร้างประมาณเกือบ 10 ปี ที่ล่าช้าเพราะเป็นช่วงเศรษฐกิจขาลงของไทย และการดำเนินการของทางราชการที่รับผิดชอบ (กศน.) ล่าช้าเช่นกัน จนต้องมีการกระตุ้นจากหลายฝ่ายจึงประสบความสำเร็จ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระยศในขณะนั้น เสด็จฯ ทรงเป็นประธานเปิดเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา

หันกลับไปทางด้านพุทธเกษตรของหลวงพ่อแดงบ้าง หลวงพ่อแดงยังเดินหน้าช่วยชาวสวนในด้านการเกษตร เพราะช่วงนั้นลิ้นจี่ติดดอกออกผลมาก จนไม่มีที่จำหน่าย ทางราชการเองก็ออกอาการไม่ไหว หลวงพ่อแดงจึงโดดรับหน้าที่แทนหน่วยข้าราชการที่รับผิดชอบ จัดตลาดนัดซื้อขายลิ้นจี่ที่วัด ช่วยชาวสวนลิ้นจี่อีกทางหนึ่ง ส่วนทางราชการก็ช่วยส่งเสริมอีกทางหนึ่ง ทำให้ชาวสวนลิ้นจี่พ้นภาวะวิกฤติไปได้

มาคราวส้มโอก็เช่นกัน ปีไหนส้มโอติดดอกออกผลมากจนไม่มีที่จำหน่าย ขายไม่หมด หลวงพ่อแดงก็เปิดตลาดจำหน่ายส้มโอในโครงการพุทธเกษตรของท่านที่บริเวณวัดอินทาราม จนเกิดคำขวัญว่า "ไหว้พระวัดอิน กินส้มโอขาวใหญ่" บางครั้งลิ้นจี่และส้มโอติดดอกออกผลพร้อมๆ กัน หลวงพ่อแดงก็จัดงานกินส้มโอดี ลิ้นจี่หวาน ช่วยเกษตรกร ในเรื่องการจัดจำหน่าย จนหลายคนคิดว่าทำไมหลวงพ่อแดงจึงต้องมาข้องเกี่ยวกับการทำเกษตรและการจัดจำหน่าย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรคลายทุกข์หรือพ้นทุกข์

หลวงพ่อแดงกล่าวเป็นทางธรรมว่า พระพุทธศาสนามิได้ต้องเข้มข้นในการปฏิบัติมากเกินไป ไม่ใช่ให้หย่อนยานทางการปฏิบัติตัวของสงฆ์ เพราะพระสงฆ์มีศีลเป็นข้อกำหนด ให้เป็นระเบียบ เหมือนกับการอยู่ในกรอบ กรอบแห่งศีลแห่งธรรม และการปฏิบัติ ถ้าออกนอกกรอบ จากบทบัญญัติของพระพุทธเจ้าก็ถือว่าเป็น "กบฏ" ต่อพระพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่พระสงฆ์ไม่ควรกระทำ ไม่ควรปฏิบัติ

บทบาทของพระสงฆ์ใช่มีหน้าที่ทางปฏิบัติธรรมอย่างเดียว บางครั้งก็ต้องหันไปทางโลกบ้าง เช่น เห็นคนตกทุกข์ได้ยากก็ต้องช่วย ช่วยให้พ้นทุกข์ พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า หนทางแห่งการดับทุกข์ พ้นทุกข์ มิใช่บำบัดได้ด้วยทางธรรมอย่างเดียว ทางโลกก็ได้ ใช้หลักเมตตาธรรม เช่นเดียวกับการถือศีล เพราะศีลบางข้อกำหนดให้ผู้ปฏิบัติลำบากใจ เช่น พระภิกษุเดินไปรับบาตร เห็นผู้หญิงตกน้ำ ถ้าจะช่วยก็กลัวศีลขาด เพราะไปแตะต้องอิสตรี ถ้าไม่ช่วยชีวิตหญิงที่ตกน้ำ กำลังจมน้ำ ก็เป็นอาบัติ ขาดเมตตาธรรม

ในขณะที่กำลังสับสนใจอยู่คิดขึ้นมาได้ว่า เราไม่จำเป็นต้องลงไปช่วยหญิงตกน้ำด้วยตนเอง เราตะโกนให้คนช่วย แต่จะช้าหรือไม่นะ คิดในใจ ก็นึกขึ้นได้เมื่อมองไปเห็นต้นกล้วยที่อยู่ริมน้ำ ตัดสินใจวางบาตรและปิ่นโต โยนต้นกล้วยลงไปให้หญิงจมน้ำ ให้รอดตายได้โดยใช้ปัญญา ในระหว่างนั้นก็เรียกญาติโยมในบริเวณนั้นมาช่วยอีกแรงหนึ่ง หญิงตกน้ำก็รอดตาย ตัวเองก็พ้นทุกข์ เพราะถ้าไม่ช่วยหญิงจมน้ำตัวเองก็เป็นทุกข์ การณ์สำเร็จในครั้งนี้เพราะใช้ปัญญาแก้ปัญหาความทุกข์ได้

มีหลายคนถามหลวงพ่อแดงว่า ทำไมต้องไปยุ่งกับเรื่องของการทำเกษตรกรรม เหมือนเป็นเกษตรกร ไม่ใช่พระที่ต้องปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ไปปลูกผักปลูกหญ้าตามชาวบ้าน เหมือนไม่ใช่พระ หลวงพ่อแดงกล่าวว่า มันก็จริงอยู่ แต่ลองคิดดูว่าชาวสวนมีผลไม้เพื่อขายเลี้ยงชีพ วันใดวันหนึ่งขายไม่ได้ ถ้าจะกล่าวว่าเป็นเรื่องของโยม ไม่ใช่เรื่องของพระ ถ้ากล่าวเช่นนั้นมันก็โหดเกินไป คนมีทุกข์ แทนที่จะทำให้พ้นทุกข์ กลับไปสร้างทุกข์ให้ชาวบ้านเพิ่มไปอีก จึงต้องหลีกเลี่ยงทางอื่นเป็นคำตอบให้โยม

วิธีของหลวงพ่อแดงคือ แนะนำให้ว่าลิ้นจี่และส้มโอแปรรูปได้ไหม หากแปรรูปได้ก็แปรรูป เช่น เอาลิ้นจี่มาทำน้ำดื่ม แบบน้ำดื่มผลไม้บรรจุขวด ทำการขอ อย.ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าเป็นส้มโอก็แกะเอาแต่เนื้อไปกวน แล้วทำเป็นส้มโอแก้ว เอาเปลือกส้มโอไปแช่อิ่ม เป็นเปลือกส้มโอเชื่อม ขายได้อีก มีทางออกให้ญาติโยมพ้นทุกข์ได้บ้างระดับหนึ่ง แล้วถ้าเราไปเทศน์โปรดบอกชาวสวนว่า อยู่ในบ้านแล้วถือศีลกินเจจะดีเอง เชื่อว่าโยมคงหยุดใส่บาตรพระไปตลอดกาล การพัฒนาสังคมต้องพัฒนาพร้อมๆ กันทั้งทางโลกและทางธรรม จะพัฒนาเพียงสิ่งเดียวไม่ได้ในยุคปัจจุบัน.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง