คอลัมน์ท่านขุนน้อย: แก้ปากท้องก่อนชำเรา รธน.

ข่าวทั่วไป 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ณ ลีลาแห่งบุปผากระบี่

ก็ต้องถือว่าเหมาะแล้ว...ชอบแล้ว สำหรับการประชุมพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อหลอมรวมนโยบาย เบี้ยหัวแตก ของพรรคการเมืองเกือบจะ 20 พรรค ให้กลายมาเป็นหนึ่งเดียว ด้วยการหยิบเอาปัญหาปาก-ท้อง การแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น ระยะยาว การลดความเหลื่อมล้ำ ฯลฯ เอาไว้ก่อนเป็นเบื้องแรก ส่วนเรื่องของรัฐธรรมนง รัฐธรรมนูญ ค่อยไปว่ากันทีหลัง เหมือนอย่างพาดหัว ไทยโพสต์ ฉบับวันวานนั่นแหละว่า แก้ปากท้องก่อนชำเรา รธน. อะไรประมาณนั้น...

และที่ ไทยโพสต์ เขาพาดหัวเอาไว้ทำนองนั้น...ก็มาจากผลสำรวจ ความคิด ความเห็นของผู้คน ของบรรดาสำนักวิจัยต่างๆ นั่นเอง หรือพูดง่ายๆ ว่า...อาจถือเป็นเสียงสะท้อนถึงความปรารถนา ความต้องการ ของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง ที่ต่างเห็นพ้องต้องกัน ว่าภาระหน้าที่เบื้องแรกของรัฐบาล น่าจะหันมาวุ่นๆ กับเรื่องประเภทการหาทางทำให้ราคาสินค้าต่างๆ มันไม่ถึงกับขึ้นเอาๆ หาทางทำให้ค่าแรง เงินเดือน รายได้ของผู้คนพอจะวิ่งไล่กวด ไล่ตาม ภาวะความเป็นไปทางเศรษฐกิจได้บ้าง หาทางทำให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่ต่างๆ นอกจากจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ถ้าหากสามารถ กระจาย แรงกระตุ้นให้เป็นไปได้อย่างทั่วถึง ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ส่วนการโกง หรือการทุจริตคอร์รัปชันนั้น ถ้า หัวไม่ส่าย-หางก็กรุณาอย่ากระดุกกระดิก ก็จะเป็นพระคุณยิ่ง ฯลฯ โดยรวมๆ ของผลสำรวจวิจัยต่างๆ ก็น่าจะประมาณนี้...

ซึ่งก็น่าจะตรงกับนโยบายของรัฐบาล ที่หยิบเอาเรื่องความ เหลื่อมล้ำ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น-ระยะยาว การยก ระดับราคาพืชผลการเกษตร การส่งออก ฯลฯ และอะไรต่อมิอะไรเป็นด้านหลัก ส่วนปัญหาเรื่อง ลูกชายพระยาพหลฯ หรือเรื่อง รัฐธรรมนูญ นั้น ค่อยไปพูดจาว่ากล่าวกันตอนน้ำใกล้ๆ จะท่วมหลังเป็ด ก็คงไม่น่าจะสายเกินไป เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว โดยสีสัน บรรยากาศ โดยแนวโน้มความเป็นไปของโลกในช่วงนี้ ก็น่าจะเป็นเรื่อง เศรษฐกิจ หรือเรื่องปาก เรื่องท้อง ผู้คนนั่นแหละ ถือเป็นปัญหาหลัก และเป็นปัญหาที่ออกจะแก้ยาก แก้เย็น ชนิดแก้ผิด แก้พลาด ขึ้นมาเมื่อไหร่ มีสิทธิ์ เจ๊ง...กับ...เจ๊ง เอาง่ายๆ หรือระดับถึงไม่ตาย...ก็เลี้ยงไม่โตไปอีกนาน...

พูดง่ายๆ ว่า...เผลอๆ เป็นปัญหาที่ อันตราย ซะยิ่งกว่าการไล่บด ไล่บี้ ไล่โค่นรัฐบาล ของฝ่ายค้าน ฝ่ายตรงกันข้าม ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า เพราะบรรดาฝ่ายค้าน ฝ่ายตรงกันข้าม ช่วงนี้ น่าจะลดอันตรายลงไปเยอะแล้ว แม้แต่ฝ่ายค้านที่ออกจะเร่าร้อน รุนแรง แบบประเภท คนรุ่นใหม่ ก็เถอะ ที่หันไปออกอ่าว ออกทะเล หันไปว่ากันเรื่อง เสื้อ-ผ้าหน้า-ผม กันซะเป็นหลักใหญ่ ไม่ก็ออกไป เดินสาย อยู่ตามประเทศโน้น ประเทศนี้ พร่ำบ่นเรื่องเสรีภาพ ประชาธิปไตย แบบนกแก้ว-นกขุนทองไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่แต่ละประเทศโดยส่วนใหญ่ คงแทบไม่มีเวลาสนใจเรื่องทำนองนี้มากมายซักเท่าไหร่ ด้วยเหตุเพราะแต่ละราย ล้วนแล้วแต่ กรอบเป็นข้าวเกรียบ เพราะเรื่อง เศรษฐกิจ ไปด้วยกันทั้งสิ้น...นั่นแล...

การหลอมรวม ผนึกกำลังให้เป็นหนึ่งเดียว ไปสู่การเดินหน้าเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ จึงถือเป็นสิ่งที่เหมาะแล้ว ชอบแล้ว ด้วยประ การทั้งพวง แม้ว่าโดยรูปร่าง หน้าตา ของรัฐบาล อาจดู อัปลักษณ์ อยู่บ้าง ตาม รสนิยม ของพวกที่ชอบ แบรด พิตต์ กันเป็นหลัก แต่นั่นก็ไม่น่าจะถึงกับเป็นปัญหาอะไรมากมาย แค่ เขี่ยผ้าห่มปิดหน้า หรือ ดับไฟให้สนิท ก่อนมุดเข้ามุ้ง ก็น่าจะพอ ทำใจ ได้มั่ง เพราะว่าไปแล้ว...สิ่งซึ่งถือเป็นหลักสำคัญในการเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ มันอาจไม่ได้เกี่ยวกับ ตัวบุคคล มากมายซักเท่าไหร่นัก แต่น่าจะอยู่ที่ ทิศทาง หรือ แนวทาง นั่นแหละเป็นสำคัญ...

คือถ้าหากยังมุ่งแต่จะคิด ส่งออก ให้เยอะๆ เข้าไว้ มุ่งจะเป็น ฮับ โน่น ฮับนี่ ทั้งๆ ที่ฮับแต่ละฮับมันโดน ถอดชิ้นส่วน กระจัดกระจายไปโน่น ไปนี่ กันไปหมดแล้ว หรือถ้ายังมัวแต่หนักไปทาง กระตุ้น อัดถั่งเช่า อัดไวอะกร้าเป็นกำๆ มือ ชนิดกำแล้วกำเล่า การแข็งโด่ แข็งเด่ ไปเป็นพักๆ แต่เดี๋ยวใจก็เหี่ยว ก็หดลงมาอีก ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้นี่แหละ มันคงต้องหันมาใคร่ครวญ หวนคิด หันมาพิจารณา ทบทวน ให้จงหนัก โดยไม่น่าจะมีอะไรดีไปกว่า การนำเอามาชั่งน้ำหนัก เทียบเคียง ไปกับแนวคิด หรือแนวทาง ที่ อภิมหานักคิด ผู้ถือเป็น ปราชญ์แห่งแผ่นดิน หรือ ภูมิปัญญาแห่งแผ่นดิน อย่างล้นเกล้าในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านได้วางแบบ วางแนว เอาไว้ให้ขณะที่ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ นั่นก็คือ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง นั่นเอง...

อะไรก็ตาม...ที่มันฉูดฉาด ที่มันสุดสวิง ริงโก้ ไปซักหน่อย แม้ว่าอาจเป็นอะไรที่ตรงตาม หลักเศรษฐศาสตร์ (กระแสหลัก) ก็ตาม แต่ถ้ามันขาดเหตุ ขาดผล ขาดความพอเพียง พอประมาณ ก็คงต้องหันมา กระตุก แทนที่จะ กระตุ้น ส่วนอะไรก็ตามที่มันสอดคล้องรองรับกับคุณลักษณะ อุปนิสัย พฤติกรรมของคนไทย หรือ ความเป็นไทย อันนั้นนั่นแหละ...ที่ควรจะ หลั่นล้า ให้หนักๆ เข้าไว้ หรือให้กลายเป็น หลั่นล้า-อีโคโนมี หรือไม่ อย่างไร ก็แล้วแต่ อย่าไปยึดมั่น ถือมั่น แต่เฉพาะการดึงดูด นักลงทุน เพื่อหวังจะได้มาซึ่งเงินกระสอบ เงินถัง แต่เพียงเท่านั้น เพราะแม้แต่ เศษเงิน แค่ไม่กี่ดอลลาร์ กี่หยวน กี่ยูโร ฯลฯ โดยบรรดา นักท่องเที่ยว ทั้งหลายนั้น นับไป-นับมา...มันก็กลายเป็น รายได้หลัก ของประเทศทั้งประเทศนับเป็นทศวรรษๆ เข้าไปแล้ว...

สรุปรวมความแล้ว...ก็เอาเถอะ คงต้องอาศัยสติ ปัญญา ของบรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ว่ากันไปตามสภาพ แต่อย่างน้อยก็อย่าลืม คาถาศักดิ์สิทธิ์ ที่ท่องบ่นกันมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงกับ มีผลในทางปฏิบัติ แบบจริงๆ จังๆ ซะที นั่นก็คือคาถาว่าด้วย เศรษฐกิจพอเพียง นั่นเอง ที่น่าจะถือเป็นคาถาที่เหมาะสม สอดคล้องกับโลกเศรษฐกิจในยุคนี้ หรือในอนาคตอันใกล้เอามากๆ เพราะนี่คือ ทางออก และ ทางรอด ที่ดีที่สุด สำหรับโลกซึ่งกำลังถึงจุดเปลี่ยนแปลงกันในระดับถึงราก ถึงโคน...

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Epictetus (อีกครั้ง...และอีกครั้ง)... Fortify yourself with contentment, for this an impregnable fortress.- จงสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ตัวท่านเองด้วยความสันโดษ (พอเพียง) เพราะนี่คือป้อมปราการที่ไม่มีผู้ใดจะตีแตก...


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ