คอลัมน์กรองสถานการณ์: ความกังวล 'อำนาจค้างท่อ' 'คสช.' หลอน 'ประชาธิปไตย'

ข่าวทั่วไป 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

กลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตถึง "อำนาจค้างท่อ" ที่ยังไม่หลุดจากมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน ที่ถูกส่งต่อมาจากการนั่งเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีมาตรา 44 เป็นเครื่องมือในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเบ็ดเสร็จ แต่ถูกถ่ายโอนไปยังกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ประเด็นหลักที่มีความกังวลคือ อำนาจของ "ทหาร" จะยังครอบคลุมเหมือนเดิมหรือไม่ หลังจากที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ออกมา ยอมรับว่า คำสั่ง คสช.3/2558 ที่ครอบจักรกาล เป็น 1 ในคำสั่ง 10 ฉบับที่ยังไม่ถูกยกเลิก

กระนั้น นายวิษณุก็ระบุว่า ถึงจะยกเลิกคำสั่งฉบับดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่ได้มีผลต่อการเรียกตัวปรับทัศนคติ เพราะในแง่ของการกระทำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย มี พ.ร.บ.ความมั่นคง โดยกลไกของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ดำเนินการได้อยู่แล้ว

สอดคล้องกับที่ พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ยืนยันว่า คสช.ไม่ได้โอนอำนาจดังกล่าวให้ กอ.รมน.สามารถเรียกบุคคลมาพูดคุย เพราะในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้ แต่กฎหมายที่ กอ.รมน.ใช้อยู่คือ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ในการดูแลความเรียบร้อย เมื่อมีสถานการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงเกิดขึ้นก็จะประกาศเป็นพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 15 ของ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เมื่อมีการประกาศแล้วก็จะต้องมีการใช้กำลังตามมาตรา 16 กอ.รมน.เลือกว่าจะใช้อำนาจหน้าที่อย่างไรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงสอดคล้องกับหน่วยงานที่จะต้องเข้ามารับผิดชอบคือทหารหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยผู้ที่จะตัดสินใจเลือกใช้กำลังจะต้องเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ที่ถูกแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ในส่วนที่มีการเชิญตัวก็อยู่ในมาตราที่ 13/1 ในข้อที่ 7 ใน พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ก็มีอยู่ก่อนแล้ว โดยคณะกรรมการระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น ผอ.กอ.รมน.จังหวัด และจะมีเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงเป็นคณะกรรมการด้วย เช่น กรณีมีโครงการจัดทำฝายระบายน้ำที่เสนอผ่านจังหวัดเข้ามา ทางคณะกรรมการชุดนี้ก็จะมาช่วยพิจารณา หากมีจุดไหนที่ไม่เรียบร้อยหรือต้องขอข้อมูลเพิ่มเติมก็จะเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูล แต่ไม่ใช่การเรียกตัว ต้องใช้คำให้ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม ความกังวลที่เกิดขึ้นเพราะฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตย (ปชต.) และฝ่ายตรงข้าม คสช.กังวลว่า คสช.จะซ่อนดาบอำพรางให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐสามารถเรียกตัวผู้มีความเห็นต่างเข้าค่ายทหารปรับทัศนคติ

อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่า เดิมมีแนวคิดว่าคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความสงบเรียบร้อย มีข้อเสนอว่าควรจะยกเลิกไปทั้งหมด เพราะการคงไว้แค่ฉบับเดียว หรือทั้งหมด ก็มีค่าไม่ต่างกัน เนื่องจากจะเป็นประเด็นให้โจมตีว่าเป็นมรดก คสช. แต่ปรากฏกว่า คำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ยังไม่ได้ถูกยกเลิกไป จึงเป็นเรื่องที่ชวนให้เกิดข้อกังขา

จากรายละเอียดของคำสั่ง คสช.ฉบับดังกล่าว ถือว่ามีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างแท้จริง แต่เมื่อ คสช.สิ้นสภาพ และกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารทำหน้าที่ก็จะสิ้นสภาพไปด้วย ซึ่งคำสั่งดังกล่าวก็จะหมดสภาพไปโดยอัตโนมัติ ดังนั้น คำสั่งในการเชิญตัวบุคคลจึงหมดไปด้วย ซึ่งเป็นคนละส่วนกับนัยของการ "เชิญตัว" ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ภายใต้กรอบของ กอ.รมน. ที่ได้ระบุไว้ข้างต้น

หลักการเดิมที่ คสช.มีเป้าหมายเรื่องการทำงานให้เกิดความต่อเนื่อง หรือพอ "ปิดจ๊อบ" คสช.แล้ว สิ่งที่ทำมาก็กลับเข้าสู่สภาพเดิม จึงได้มีแนวคิดว่า งานของ คสช.ที่ไม่ใช่อำนาจทหารก็จะถูกโอนไปให้หน่วยงานปกติมารับผิดชอบในโครงการต่างๆ เช่น โครงการพัฒนาคลองลาดพร้าว การแก้ไขประมงผิดกฎหมาย ฯลฯ ขณะที่งานบางอย่างก็จะโอนไปที่ กอ.รมน. เช่น งานจัดระเบียบสังคม การดูแลแก้ไขปัญหาให้ประชาชน รวมถึงเรื่องความสงบเรียบร้อย ฯลฯ เพราะบทบาทจะเปลี่ยนแปลงไป เดิม คสช.เป็นผู้ปฏิบัติ เมื่อ คสช.จบภารกิจ การประสานงาน บูรณาการก็จะไปเป็นของ กอ.รมน. โดยบทบาทของ กอ.รมน.ในห้วงต่อไปจะประกอบไปด้วย 1.ขับเคลื่อนงานรักษา ความสงบเรียบร้อย 2.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 3.บูรณาการประสาน งานขับเคลื่อนงานช่วยเหลือประชาชน

จึงน่าสนใจว่า ในสถานการณ์ข้างหน้าเมื่อไม่มี คสช.-ม.44 แต่ยังมี กอ.รมน. และ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ที่มีขั้นตอนการใช้มากกว่า จะถูกนำมาใช้ในสถานการณ์ที่ผู้เล่นหลักคือนักการเมือง ยังมีบทบาทหลักในขณะนี้หรือไม่.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ