คอลัมน์: ท่านขุนน้อย: ระหว่างคอมมิวนิสต์กับประชาธิปไตย

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม 2562 00:00:05 น.
ณ ลีลาแห่งบุปผากระบี่

อาจด้วยเหตุเพราะบรรดานักเรียกร้องประชาธิปไตยบ้านเราจำนวนไม่น้อย...ได้ไปโผล่ในงานศพของอดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ที่เพิ่งวายชนม์ไปเมื่อไม่นานมานี้ พร้อมแสดงออกถึงความชื่นชม ยกย่อง สรรเสริญ อยู่ตามสมควร บรรดาฝ่ายตรงข้ามกับนักเรียกร้องประชาธิปไตยเหล่านี้ ประเภทที่เรียกๆ ว่า สลิ่ม หรืออะไรต่อมิอะไรทำนองนั้น เลยนำมาเย้ยหยัน ไยไพ นำมาเหน็บ นำมากัด ชนิดครึกครื้น รื่นเริง กันไปมิใช่น้อย...

ซึ่งอันนั้น...คงต้องแล้วแต่ รสนิยม ของใคร-ของมัน หรือของฝ่ายมัน-ฝ่ายเรา จะเหน็บๆ กัดๆ กันไปตามสภาพ แต่อันที่ จริงแล้ว บรรดา ชาวคอมมิวนิสต์ ที่ดูจะไม่ใช่พวกเดียว ประ เภทเดียว กับบรรดานักประชาธิปไตยทั้งหลาย เขาก็ยึดถือกัน มาโดยตลอดว่า เขาก็เป็น ประชาธิปไตย ในอีกลักษณะหนึ่งอยู่ เหมือนกัน แม้ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยแบบโดยทั่วๆ ไป หรือประ ชาธิปไตยตามแบบฉบับพวกฝรั่งตะวันตก แต่เป็นประชาธิปไตยที่มีบุคลิก ลีลา ไปตามลักษณะเฉพาะ หรือลักษณะพิเศษของเขา อย่างที่เรียกขานกันในนาม ประชาธิปไตยรวมศูนย์ นั่นเอง...

ส่วนลักษณะ อาการ ของสิ่งที่เรียกว่า ประชาธิปไตยรวมศูนย์ นั้น จะผิดแผก แตกต่าง ไปจากประชาธิปไตยเฉยๆ หรือประชาธิปไตยโดยทั่วๆ ไปในแบบไหน อย่างไร ผู้ที่ให้คำนิยาม หรือให้คำอธิบายความหมายของประชาธิปไตยประเภทนี้เอาไว้แบบสั้นๆ รัดกุม แต่ออกจะคมคาย มิใช่น้อย ก็น่าจะเป็นอดีตกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ผู้เคยใช้นามแฝงว่า อำนาจ ยุทธวิวัฒน์ หรือผู้ที่มีนามจริงว่า ผิน บัวอ่อน นั่นเอง ที่ได้สรุปเอาไว้ว่า... ประชาธิปไตยรวมศูนย์ คือการรวมศูนย์บนพื้นฐานประชาธิปไตย และประชาธิปไตยภายใต้การชี้นำของศูนย์ ประมาณนั้น...

คือไม่ว่าจะรวมกันแบบไหน ประชาธิปไตยกันในแบบไหน สุดท้าย...ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมต้องขึ้นอยู่กับ ศูนย์  หรือขึ้นอยู่กับคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ ขึ้นอยู่กับ กรมการเมือง อันได้แก่บรรดาพวก โปลิตบูโร ทั้งหลายนั่นแล หรือสุดท้ายแล้ว...ย่อมออกไปทาง เผด็จการ  ที่อาจหนักหนา สาหัส ยิ่งกว่า เผด็จการบิ๊กตู่ หรือ เผด็จการละมุนภัณฑ์ บ้านเราไม่รู้กี่เท่า ต่อกี่เท่า แต่ก็นั่นแหละ...ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการ หรือเป็นประชาธิปไตยที่มีลักษณะพิเศษ กันไปในแนวไหน อย่างไร ก็แล้วแต่ ไปๆ-มาๆ...ประชาธิปไตยรวมศูนย์ที่ว่า มันชักเป็นอะไรที่มีฤทธิ์ มีเดช หรือชักมี เสน่ห์ กว่าประชาธิปไตยโดยทั่วๆ ไปขึ้นมามั่งแล้ว โดยเฉพาะในช่วงหลังๆ หรือช่วงที่บรรดาประชาธิปไตยตามแบบฉบับพวกฝรั่งตะวันตกทั้งหลาย ต่างตกอยู่ในลักษณะของผู้ที่มี กรรม หรือออกอาการแบบที่อาจารย์ ปราโมทย์ นาครทรรพ ท่านเคยรจนาเป็นบทกวีไว้ว่า ด้วยเหตุเพราะประเทศนี้มันมีกรรม...จึงได้...ทรัมป์...มาเป็นนายขายหน้าเอย อะไรทำนองนั้น...

คือต่างออกอาการเละเป็นขี้ เละเป็นโจ๊ก เละเป็นเต้าหู้ตกโต๊ะยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าประชาธิปไตยอเมริกา ประชาธิปไตยอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือเยอรมัน ฯลฯ ล้วนแล้วแต่กลายเป็นตัวสร้างปัญหาให้กับประชาชนของตัวเอง หรือแม้แต่โลกทั้งโลก อย่างชนิดต้องปวดเศียร เวียนเกล้า ไปตามๆ กัน จนทำให้นักคิด-นักเขียน อย่างคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ เดอะ การ์เดียน ผู้เคยเป็นถึงอดีตรัฐมนตรีแรงงานสหรัฐ ชื่อว่านาย โรเบิร์ต ไรช์ (Robert Reich) ถึงกับต้องหยิบเอา ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมของอเมริกัน กับ ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ของจีน มาเปรียบเทียบ เทียบเคียงให้เห็น ถึงเป้าหมายและความสำเร็จแบบชนิดชัดๆ จะจะ...

โดยสรุปเอาไว้คร่าวๆ ประมาณว่า...ด้วยเหตุเพราะประชาธิป ไตยอเมริกันนั้น มุ่งที่จะตอบสนองผลประโยชน์ของชนชั้นนำ หรือของทุน ตามแบบฉบับทุนนิยมเสรีทั้งหลายกันเป็นหลัก ก็เลยทำให้ประชาธิปไตยอเมริกา นับวันจะกลายเป็นประชาธิปไตยที่เป็นไปเพื่อ คน 1 เปอร์เซ็นต์  หรือเป็น ประชาธิปไตยของพ่อค้า-โดยพ่อค้าและเพื่อพ่อค้า หนักเข้าไปทุกที ขณะที่เผด็จการอย่างจีน หรือประชาธิปไตยรวมศูนย์แบบจีนนั้น มุ่งที่จะตอบสนองบรรดา ชนชั้นกรรมาชีพ หรือบรรดาประชาชนส่วนใหญ่มาตั้งแต่ต้น ตลอด 40 ปีการพัฒนาของเผด็จการ หรือของประชาธิปไตยแบบจีนๆ ก็แล้วแต่จะเรียก จึงส่งผลให้ประชาชนจีนไม่น้อยกว่า 100 ล้านคน จึงกลายเป็นผู้ถูกยกระดับให้พ้นไปจากความยากจน ได้แบบเบ็ดเสร็จสมบูรณ์...

ดังนั้น...สิ่งที่ทำให้คำว่า ประชาธิปไตย ไม่ว่าแบบไหน แนวไหน รวมศูนย์-ไม่รวมศูนย์ ประชาธิปไตยโดยทั่วไป ประชาธิปไตยที่มีลักษณะพิเศษ ลักษณะเฉพาะ มันมีความผิดแผก แตกต่าง กันออกไป ก็อยู่ที่ จุดมุ่งหมาย ของประชาธิปไตยนั้นๆ นั่นเอง ว่ามันจะมุ่งไปในทางไหนกันแน่ มุ่งไปสู่ ผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ หรือมุ่งอาศัย เสียงหรือคะแนนนิยมของประชาชนส่วนใหญ่ มาตอบสนอง ผลประโยชน์ของตัวกูเอง ด้วยเหตุนี้ คอมมิวนิสต์ หรือ เผด็จการ ที่มุ่งสร้างประโยชน์ให้กับคนส่วนใหญ่ จึงอาจเป็นอะไรที่น่ายกย่อง สรรเสริญ น่าเชิดชู มากซะยิ่งกว่าพวก นักประชาธิปไตย ที่พยายามหาเสียง หาคะแนนนิยม ให้มากๆ เข้าไว้ เพียงเพื่อที่จะอาศัยคะแนนนิยมนั้นๆ มาสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง พรรคพวก เพื่อนฝูงและบริวาร หรือพวกที่พยายามเอาคำว่า  ประชาธิปไตย มาใช้เล่นงานฝ่ายตรงกันข้าม โดยไม่ได้สนใจถึงสิ่งที่ถือเป็น จุดมุ่งหมาย ของระบบและระบอบทั้งปวง นั่นก็คือ...คุณธรรม ศีลธรรม หรือธรรมะ หรือความถูกต้องตามครรลอง-คลองธรรม นั่นแล...

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Prabhat Ranjan Sarkar ... ประชาธิปไตยจะประสบความสำเร็จ หากปัจจัยดังต่อไปนี้มีอยู่ ท่ามกลางประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไม่น้อยกว่า 51 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป คือ 1.ความรู้หนังสือ 2.ความตื่นตัวทางการเมือง เศรษฐ กิจและสังคม และที่สำคัญที่สุดก็คือ 3.ความมีศีลธรรมและ คุณธรรม...

ข่าวที่เกี่ยวข้อง