ดับไฟใต้ที่ปลายเหตุ หาใช่การเดินถูกทางไม่

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 20 กรกฎาคม 2562 00:00:43 น.
เมือง ไม้ขม รายงาน

สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เกิดจากการปฏิบัติการของขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การแบ่งแยกดินแดน ซึ่งจะเป็นแค่ความฝัน หรือเป็นความจริงได้แค่ไหน ก็ยังไม่มีใครกล้าที่จะยืนยันแต่จากการปฏิบัติการโดยอาวุธ โดยใช้ความรุนแรงเข่นฆ่าเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน ก่อวินาศกรรมในหลายรูปแบบ ก็ได้สร้างความบอบช้ำ สูญเสีย ให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ประชาชน ทรัพย์สินทั้งของราชการและประชาชนได้รับความสูญเสียเป็นจำนวนมาก

แต่..ที่สูญเสียมากที่สุดคือ แผ่นดินใน 3 จังหวัด และ 4 อำเภอของชายแดนใต้ ที่สูญเสียโอกาสในการพัฒนา คนในพื้นที่สูญเสียในด้านเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง คนไทยพุทธที่เป็นคนกลุ่มน้อยต้องโยกย้ายถิ่นฐานเพื่อหนีเอาชีวิตรอด ครอบครัวแตกแยก วัดไร้พระ หมู่บ้านไร้ผู้คน แม้จะไม่ใช่สงคราม ก็เหมือนกับสงคราม เพราะมีผู้เสียชีวิตเกือบ 10,000 คน และบาดเจ็บอีกหลายหมื่น ในเวลา 15 ปี ที่เกิดความไม่สงบระลอกใหม่เกิดขึ้น

นี่ยังไม่นับงบประมาณที่เป็นตัวเลขกลมๆ อีก 300,000 ล้าน ที่ใช้เพื่อการดับ ไฟใต้ ส่วนตัวเลขเบี้ยวๆ ที่ถูกใช้เล่ห์กลซุกซ่อนเอาไว้ในส่วนต่างๆ อีกเท่าไหร่ ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน และยังไม่รวมถึงงบประมาณที่ใช้ต้มคนทั้งชาติ ในการซื้อยุทโธปกรณ์ โดยอ้างว่าเพื่อประโยชน์ในการดับ ไฟใต้ และคุ้มครองประชาชน เช่น เครื่องตรวจระเบิด จีที 200  หรือที่เรียกกันว่า ไม้ล้างป่าช้า และ เรือเหาะ ราคา ครึ่งพันล้าน ที่สุดท้ายแล้วก็กลายเป็น เศษซาก วัสดุที่ใช้การไม่ได้

ที่เจ็บปวดกว่าการผลาญงบของประชาชนคือ ไม่มีคนผิดจากการทำผิดในครั้งนี้ ทั้งที่นี่ก็คือเรื่อง คอร์รัปชัน ที่เกิดขึ้นในกองทัพ ผิดกับบรรดานักการเมืองที่มีการ ผลาญงบ ภาษีของประชาชน ด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน ต้องเดิน พาเหรด เข้าคุกกันเป็นทิวแถว นี่คือความแตกต่างที่แสดงให้เห็นว่าการคอร์รัปชันก็มีการยกเว้น ยังมีบางหน่วยงานที่คอร์รัปชันได้โดยไม่ผิดหมาย และเป็นองค์กรที่อยู่เหนือกฎหมาย

ที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาลำดับให้เห็น เนื่องจากเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้มีการแถลงผลงาน ปัญหา ไฟใต้ โดยมีความเชื่อเช่นเดียวกับแม่ทัพภาคที่ 4 ทุกคน คือ เดินมาถูกทางแล้ว โดยมีตัวเลขว่า ในปี 2561 เหตุร้ายลดลง 35.18 สถานการณ์ความรุนแรงในภาพรวมลดลง และมีการพัฒนาการไปในทิศทางที่ดีขึ้น มีการใช้กำลัง 775 ชุด ชป.จรยุทธ์ เข้าปฏิบัติการในหมู่บ้านร่วมกับผู้นำ 4 เสาหลัก เพื่อกำจัดเสรีภาพในการเคลื่อนไหวของ แนวร่วม เพื่อทำลายแหล่งพักพิง ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจกับประชาชน

ในด้านการแก้ปัญหายาเสพติด มีการนำโมเดล camp มาใช้กับจังหวัดชายแดนภาคใต้ จับกุมได้ 4,709 คดี ผู้ต้องหา 5,256 คน ยึดทรัพย์ได้ 56 ล้านกว่า และกำลังดำเนินการในเรื่อง 2 แชะอัตลักษณ์ หรือการควบคุมการใช้โทรศัพท์มือถือใน 3 จังหวัด 4 อำเภอของชายแดนใต้ เพื่อเป็นการทำลายเครือข่ายการสื่อสาร และการใช้โทรศัพท์มือถือในการก่อวินาศกรรมของแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดน

นั่นคือมุมมองของแม่ทัพภาคที่ 4 ที่นำเอาผลงานทั้งหมดในไตรมาสที่ 3 ของปี มาแจกแจงให้ประชาชนได้ทราบว่า ตั้งแต่มาเป็นแม่ทัพภาค 4 ได้ใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ในการที่จะดับ ไฟใต้ โดยสามารถทำให้การก่อเหตุ หรือการเกิดเหตุน้อยลงกว่าปี 2561 และในเรื่องของยาเสพติดก็มีการจับกุมได้เป็นจำนวนมาก

ส่วนมุมมองของคนในพื้นที่ จะเห็นด้วยกับ แม่ทัพ ที่เห็นว่า เดินมาถูกทางแล้ว หรือไม่นั้น ก็เป็นอีกมุมมองหนึ่ง เพราะความรู้สึกของชาวบ้านยังมองว่า ถ้ายังมีเหตุ ตายรายวัน ระเบิดแสวงเครื่องรายวัน คนไทยพุทธยังเป็นเหยื่อสถานการณ์ และจำนวนคนไทยพุทธยังมีการทิ้งถิ่น วัดยังร้างพระ พระยังต้องบิณฑบาตด้วยการคุ้มกันของทหาร และคนไทยพุทธยังต้องเวียนเทียนกลางวัน สวดศพกลางวัน ยังแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังห่างไกลจากความสงบ

โดยข้อเท็จจริง การแผลงผลงานคือการนำตัวเลขของการก่อเหตุที่ลดลง และตัวเลขของการจับกุมคนร้ายที่เพิ่มขึ้น แต่การก่อเหตุที่น้อยลงก็ไม่ได้หมายความว่า บีอาร์เอ็นอาจจะมีกำลังถดถอย และสถานการณ์จะดีขึ้น เนื่องจากการทำงานหนักของแม่ทัพภาคที่ 4 การลาดตระเวนเพื่อจำกัดเสรีภาพของ แนวร่วม ของกำลังพลในพื้นที่ ยังไม่ใช่สิ่งบอกเหตุว่า เราเดินมาถูกทางแล้ว

เพราะ แนวร่วม ในพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการก่อการร้ายอยู่ตลอดเวลา เพื่อลดความสูญเสีย และสร้างพื้นที่ก่อเหตุ จะเห็นว่าการฆ่ากองกำลังท้องถิ่นเพื่อ เก็บอาวุธ ยังเกิดขึ้นตลอดเวลา การตอบโต้เอาคืนเจ้าหน้าที่ด้วยการฆ่าไทยพุทธ ยังเป็นวิธีการที่ทำได้และได้ผล ในการข่มขู่เจ้าหน้าที่รัฐให้ลดการปฏิบัติการต่อเป้าหมายในการตรวจค้นจับกุม

ที่สำคัญแม้ว่าจะมีการจับกุม แนวร่วม ได้มากขึ้น แต่ก็ยังมีคนหนุ่มสาวอีกจำนวนหนึ่งที่ถูก บ่มเพาะ ให้เข้าสู่ขบวนการแบ่งแยกดินแดน โดยที่ไม่ได้หวั่นเกรงว่าจะถูกจับกุมและถูกวิสามัญ ปอเนาะ ตาฎีกา โรงเรียนสอนศาสนา ยังเป็นแหล่ง เพาะพันธุ์ ในการสร้างนักปฏิวัตินักรบ เพื่องาน การเมือง และ การทหาร ของขบวนการบีอาร์เอ็นสิ่งที่ทำอยู่และเป็นผลงานที่ชัดเจนคือ การตรวจค้น จับตามหมายจับ วิสามัญผู้ที่ต่อสู้ หรือวิ่งหนีการจับกุม แต่เรื่องที่สำคัญกว่าคือ การทำลายโครงสร้างในพื้นที่ ซึ่งมีอยู่ 6-7 ด้าน ที่เป็นโครงข่ายของบีอาร์เอ็น ที่เป็นเส้นเลือดในการหล่อเลี้ยงขบวนการ เช่น เส้นทางการเงิน กองกำลังเยาวชน กองกำลังสตรี และอื่นๆ ยังไม่สามารถที่จะเข้าถึงและทลายให้หมดไป

เพราะตราบใดที่โครงสร้างในพื้นที่ยังอยู่ครบ และดำเนินการได้ การจับกุมและการวิสามัญต่อแนวร่วมขบวนการบีอาร์เอ็นยังไม่ถูกทำลาย เยาวชนหนุ่มสาวยังเข้าสู่ขบวนการ เพื่อเป็น แนวร่วม ของบีอาร์เอ็น เพื่อประสานกับ แกนนำ ของบีอาร์เอ็นในประเทศมาเลเซีย และรับคำสั่งเพื่อปฏิบัติการในพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอ ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ โอกาสที่จะบอกว่าสถานการณ์ดีขึ้น ย่อมไม่ใช่ความจริง

อย่าลืมว่า ที่สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เคยสงบมานานนับหลายสิบปี เป็นเพราะส่วนบัญชาการของขบวนการล้วนอยู่ในประเทศมาเลเซีย ถ้า แกนนำ หรือส่วนบัญชาการยังมีที่มั่นที่มั่นคงแข็งแรง โครงการมีความเข้มแข็ง ประเทศที่เป็นที่มั่นให้การสนับสนุนอย่างที่เป็นอยู่ สถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอ ย่อมไม่มีวันที่สงบ

เห็นใจแม่ทัพภาคที่ 4 และกำลังพลในพื้นที่ ซึ่งจะต้องเหน็ดเหนื่อยต่อไป ทั้งในเรื่อง ไฟใต้ และ ภัยแทรกซ้อน เพราะที่ทำกันทุกวันนี้ คือการแก้ปัญหาที่ ปลายเหตุ ทั้งสิ้นและสุดท้าย ผู้ที่จะบอกว่าสถานการณ์ความรุนแรงและความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ดีขึ้นหรือไม่นั้น ควรจะได้ยินจากปากของประชาชนในพื้นที่นั่นต่างหากที่จะเป็น ข่าวดี ของจังหวัดชายแดนภาคใต้.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง