ข่าวอินโฟเควสท์
06:24 ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดร่วง 623.34 จุด เหตุนลท.วิตกความตึงเครียดด้านการค้า   ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (23 ส.…
01:07 เฟดนิวยอร์กหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 3 หลังยอดขายบ้านใหม่ทรุด   ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจส…
00:59 "เบเกอร์ ฮิวจ์"เผยแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐมีจำนวนต่ำสุดรอบกว่า 1 ปี   เบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐ เปิดเผยว่า แท่นขุ…
00:49 ดาวโจนส์ไหลไม่หยุด ล่าสุดทรุดกว่า 500 จุด ผวาสงครามการค้าสหรัฐ-จีนรุนแรงขึ้น   ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงอย่างต่อเนื่องในวันนี้ ล่าสุดทรุดตัวลงกว่า 50…
00:38 ตลาดบอนด์สหรัฐเกิด inverted yield curve อีกครั้ง ผวาสงครามการค้ารอบใหม่   ตลาดพันธบัตรสหรัฐเกิดภาวะ inverted yield curve ในวันนี้ โดยอัตราผลตอบ…

คอลัมน์: อีโคโฟกัส: ค่าแรง400กับดักธุรกิจ เอสเอ็มอีตายเศรษฐกิจฐานรากพัง

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 20 กรกฎาคม 2562 00:00:46 น.

นโยบายหาเสียงของของพรรคร่วมรัฐบาลที่จะปรับค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศขึ้นเป็น 400 บาทต่อวันนั้น ได้ทำให้ภาคเอกชนทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งออก อสังหาริมทรัพย์ ผู้รับเหมา ภาคท่องเที่ยวและบริการ หรือโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ต่างมีความวิตกกังวล และคัดค้าน เพราะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนั้นมีมากมายมหาศาล โดยเฉพาะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง และที่สำคัญอาจจะมีผลต่อการตัดสินใจต่อการลงทุนของต่างชาติที่จะเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่รัฐบาลเสนอให้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาท ตามที่ได้หาเสียงเลือกตั้งนั้น ในมุมมองของภาคเอกชนขณะนี้เศรษฐกิจยังไม่ดี หากปรับขึ้นค่าแรง จะซ้ำเติมผู้ ประกอบการ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาด กลางและขนาดย่อม หรือ SMEs อาจถึงขั้นเลิกกิจการเพราะสู้ค่าแรง ขั้นต่ำไม่ไหว โดยกระบวนการปรับขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำที่ถูกต้องนั้น จะต้องผ่านมติของคณะกรรมการไตรภาคี และในแต่ละพื้นที่จะมีค่าแรงไม่เท่ากันตามเศรษฐกิจของพื้นที่นั้นๆ และจะกำหนดเป็นราคาเดียวทั่วประเทศไม่ได้

"เรายอมรับว่าเป็นห่วงทั้ง 2 ด้าน ทั้งผู้ใช้แรงงานและผู้ประ กอบการ ถ้ากลับมาดูแรงงาน จะเห็นว่าเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาเร็วมาก และที่สำคัญคือหลายๆ อุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ไม่ห่วง เพราะส่วนใหญ่ปรับตัวเอาเทคโนโลยีมาใช้เป็นออโตเมชั่น ดังนั้นการปรับตัวต้องลดคน  แต่เอสเอ็มอียังปรับตัวไม่ได้ ซึ่งคือสิ่งที่ สอท.เน้นเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนนวัตกรรมเรื่องของเทคโนโลยี ไม่อย่างนั้นแรงงานก็ไปไม่ได้" นายสุพันธุ์กล่าว

นายสุพันธุ์ กล่าวว่า ค่าแรงของประเทศไทยเกือบจะสูงที่สุดในอาเซียนอยู่แล้ว ไม่รวมสิงคโปร์ แม้กระทั่งมาเลเซียเราก็ค่าแรงสูงกว่า ดังนั้นรัฐบาลต้องช่วยกันทำอย่างไรให้เศรษฐกิจดี ทำให้ผู้ประกอบการมีนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มทักษะให้ดี รวมถึงต้องช่วยเหลือลูกจ้างทั่วไป อาทิ ประกันสังคม แนะนำว่า อยากให้รัฐออกแทนในส่วนของลูกจ้าง เพื่อให้มีรายได้ดีขึ้นไป ในเมื่อรัฐต้องการให้เขาเพิ่มรายได้ในช่วงนี้ รัฐก็มาส่งเสริมประกันสังคม โดยรัฐออกให้เป็นระยะเวลาหนึ่งจนกว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น 6 เดือน หรือ 1 ปี การช่วยต้องเป็นลักษณะแบบนี้ไม่ใช่ขึ้นค่าแรง เพราะนายจ้างมีหลายรูปแบบ ซึ่งขนาดใหญ่แม้กระทบแต่ก็ยังอยู่ได้ แต่ขนาดกลางและเล็กจะอยู่ไม่ได้

"รัฐช่วยจ่ายค่าประกันสังคมแทน เพื่อกระตุ้นรายได้ให้ผู้บริโภค ระยะยาว คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถูกต้อง ไม่ใช่กระตุ้นโดยการขึ้นค่าแรงงาน โดยค่าแรงขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ทุกพื้นที่มีความแตกต่างกัน ยิ่งทำให้พื้นที่บางพื้นที่ โอกาสที่จะพัฒนายิ่ง ด้อยลง เพราะค่าแรงสูงคนไม่ไป เมืองเล็กๆ ธรรมดาก็ไม่มีโอกาสเติบ โต รวมไปถึงการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมซึ่งส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากที่มีโอกาสเติบโตหายไป" นายสุพันธุ์กล่าว นายสุพันธ์ กล่าวว่า สอท.ไม่ได้ดูแลอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ใน เรื่องแบบนี้ เราดูแลในเรื่องของระเบียบ กลไก กติกา เท่านั้นที่ให้สามารถ แข่งขันได้ ส่วนเรื่องแบบนี้จะต้องดูแลอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีเป็นหลัก ซึ่งเป็น 90% ของสมาชิก สอท.  และเป็น 90% ของประเทศ ดังนั้นเราจึงพยายามดึงอุตสาหกรรมใหญ่มาช่วยอุตสาหกรรมขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม  สอท.จะไปหารือกับภาครัฐที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ จากผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรโดยสำนัก งานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เดือนมิถุนา ยน ปี 2562 พบว่ามีผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน 38.82 ล้านคน ประกอบด้วยผู้มีงานทำ 38.38 ล้านคน ผู้ว่างงาน 3.63 แสนคน และผู้รอฤดูกาล 8.3 หมื่นคน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 พบว่ามีจำนวนผู้มีงานทำเพิ่มขึ้น 1.0 หมื่นคน ผู้ว่างงานลดลง 6.3 หมื่นคน

ขณะที่ปริมาณแรงงานต่างด้าวทั่วประเทศไทยมีจำนวนทั้งสิ้น 3,268,285 คน แบ่งเป็นแรงงานต่างด้าวทั่วไป 2.98 ล้านคน แรงงานประเภทฝีมือ 1.79 แสนคน แรงงานตลอดชีพ 241 คน ชนกลุ่มน้อย 6.2 หมื่นคน และแรงงานไป-กลับตามฤดูกาลอีก 4.33 หมื่นคน จะเห็นได้ว่าผู้ที่จะได้รับประโยชน์เต็มๆ  คือแรงงานต่างด้าวที่จะขนเงินกลับประเทศ ทำให้ค่าแรงส่วนนี้ไม่กลับเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศ

โดยเห็นว่าค่าแรงปัจจุบันของคนไทยส่วนใหญ่มีอัตราที่เหมาะสมอยู่แล้ว ควรผลักดันระบบการจ่ายค่าแรงตามทักษะ (Pay by Skill) สนับสนุนให้มีการจ่ายค่าจ้างแรงงานตามทักษะฝีมือ โดยแต่ละอุตสาห กรรมและในแต่ละจังหวัดสามารถจ่ายค่าแรงที่แตกต่างกันได้ตามกลไกตลาด จึงไม่เห็นด้วยกับการปรับค่าแรงโดยทันทีพร้อมกันทั่วประเทศ นาย สุพันธุ์กล่าว

นายสุชาติ จันทรนาคาร รองประธาน ส.อ.ท. และประธานคณะ กรรมการสายแรงงาน กล่าวว่า การพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำควรเป็นไป ตามการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคี และเห็นว่าควรจะยกระดับ เป็นคณะกรรมการพหุภาคีที่มีตัวแทนจาก กกร.เป็นคณะกรรมการด้วย อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ที่การพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำปี 2562 ที่คณะกรรมการค่าจ้างจังหวัดเสนอมาให้มีการปรับขึ้นเฉลี่ย 2-10 บาทต่อวันนั้น หากนำตัวเลขดังกล่าวมาพิจารณา ทาง ส.อ.ท.ก็เห็นด้วยเพราะผ่านการกลั่นกรองร่วมกันแล้ว

"ค่าแรงเราในภูมิภาคสูงสุดเว้นสิงคโปร์เท่านั้น การขึ้นค่าแรงขั้น ต่ำผู้ที่ได้ประโยชน์โดยตรงคือแรงงานต่างด้าวที่มี 3 ล้านคน ทำให้ค่า แรงที่ขึ้นไม่ได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ การพิจารณาจึงควรให้สัมพันธ์ กับการเพิ่มผลิตภาพสอดรับกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาฝีมือแรงงาน การเพิ่มกำลังคนทดแทนรองรับแรงงานสูงอายุ เป็นต้น" นายสุชาติกล่าว

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท.ขอเสนอ "นโยบายค่าจ้างและการยกระดับคุณภาพแรงงานไทย" ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญ 3 เรื่องหลัก ดังนี้

1) การปรับอัตราค่าจ้าง การปรับค่าจ้างขั้นต่ำควรสัมพันธ์กับการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และสอดคล้องกับข้อกำหนดกฎหมาย (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน) เช่น อัตราเงินเฟ้อ, อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ, ความสามารถของนายจ้าง, ความจำเป็นของลูกจ้าง และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่อัตราเดียวทั่วประเทศ ทั้งนี้ให้พิจารณาตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเป็นหลัก และเสนอให้พิจารณาปรับคณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคีเป็นพหุพาคี (โดยมีผู้แทนจากภาคเอกชนที่สำคัญ เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย เป็นคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้าง)  นอกจากนี้ควรส่งเสริมให้นายจ้างและผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs มีค่าจ้างแบบกระบอกเงินเดือน (แท่งค่าจ้าง)  โดยให้กระทรวงแรงงานสำรวจและจัดทำข้อมูลอ้างอิงให้กับผู้ประกอบการ รวมทั้งส่งเสริมให้ใช้อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานตามกำหนดของกระทรวงแรงงานอย่างทั่วถึง

2) การเพิ่มผลิตภาพแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน  ควรกำ หนดให้การเพิ่มผลิตภาพแรงงานเป็นวาระแห่งชาติ  (National Agenda) ควรส่งเสริมในเรื่องการ Re Skill และ Up Skill ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานโดยให้มีแรงจูงใจจากภาครัฐ, จัดอบรมการ Up Skill หลัก สูตรระยะสั้นในระดับกลางและระดับสูง (Hybrid Learning System) เพื่อให้บุคลากรมีความรู้เพิ่มพูนทักษะ, ส่งเสริมให้สถานประกอบการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) อย่างเป็นระบบ โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วย โดยมีแรงจูงใจด้านภาษีที่เพิ่มขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดนโยบายการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐเพื่อดำเนินโครงการเพิ่มผลิตภาพของประเทศโดยรวม, จัดตั้งหน่วยงานกลางร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อบูรณาการมาตรฐานฝีมือแรงงานให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และกำหนดแนวทางการรับรองหลักสูตรและมาตรฐานการพัฒนาฝีมือแรงงานของภาครัฐ (กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน) ให้ชัดเจน, ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตบุคลากรของประเทศ โดยขยายความร่วมมือภาคเอกชนและภาคการศึกษาในการปรับโครงสร้างหลักสูตรการศึกษาให้สามารถผลิตบุคลากรสอดคล้องกับตลาดแรงงาน รวมทั้งขยายให้บุคคลธรรมดานำค่าใช้จ่ายในการเพิ่มผลิตภาพแรงงานไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

3) การเพิ่มกำลังคนทดแทน เสนอให้วางระบบ Re -Em ployment สำหรับแรงงานสูงอายุ สร้างมาตรการจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ โดยให้ปฏิรูประบบค่าจ้างของประเทศเพื่อเป็นกล ไกในการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน โดยการส่งเสริมการจ้างแบบยืดหยุ่น และหักค่าใช้จ่ายได้ตามค่าจ้างที่เป็นจริง พร้อมทั้งควรศึกษาความต้องการแรงงานและความจำเป็นแรงงานต่างด้าวสัญชาติอื่นๆ เพื่อทดแทนแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) ส่งเสริมการนำแรงงานนอกระบบ อาทิ แรงงานชายขอบ เข้าสู่ระบบการทำงานและการจ้างงาน, จัดตั้งศูนย์ข้อมูลแรงงาน (Big Data) ของกระทรวงแรงงาน โดยให้กระทรวงแรงงาน (จัดหางานจังหวัด) และหอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด ร่วมจัดทำการสำรวจความต้องการแรงงานในแต่ละพื้นที่ อาทิ จัดทำฐานข้อมูลบัณฑิต (ปริญญาตรี) โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลต่างๆ เพื่อหาวิธีการส่งเสริมให้มีงานทำและรายได้ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด" นายสุชาติกล่าว.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง