คอลัมน์: เวทีสาธารณะ: พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว 62 รุกแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวสังคมไทย

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2562 00:00:21 น.
มูลนิธิความเสมอภาคทางสังคม

มีการเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง ในการใช้กฎหมายพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วในวันที่ 20 สิงหาคม 2562 แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติฉบับนี้มีการกำหนดมาตรการทางสังคมเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาครอบครัว รวมทั้งการคุ้มครองป้องกัน เยียวยา การบำบัดฟื้นฟู โดยเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ดังนั้นจึงต้องเตรียมการเพื่อรองรับการบังคับใช้พระราชบัญญัติดังกล่าว

โดยเฉพาะกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และหน่วยงานภาคประชาสังคมหลายหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลเด็ก เยาวชน สถาบันครอบครัว อาทิ มูลนิธิความเสมอภาคทางสังคม ที่มีหัวเรือใหญ่ สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ซึ่งจับงานด้านนี้มาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การคลอดกฎหมายสำคัญฉบับดังกล่าวนี้ ถือเป็นเจตนารมณ์สำคัญในการปิดช่องว่างของ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงปี 50 โดยเฉพาะช่องโหว่ที่สำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

นายเลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ระบุว่า จากข้อมูลของ พม.ที่ผ่านสายด่วน 1300 และ พมจ. พบว่าในปีที่ผ่านมาจะมีผู้ถูกกระทำความรุนแรง จำนวน 1,500 ราย เพศหญิงจะเป็นผู้ถูกกระทำความรุนแรงมากที่สุดถึง 80% พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวคือ จะมีกลไกการทำงานที่สะดวกรวดเร็ว โดยมีศูนย์ส่งเสริมและคุ้มครองครอบครัวในทุกพื้นที่ เป็นผู้ดำเนินงานในเรื่องดังกล่าวโดยตรง และประชาชนทุกคนที่พบเห็นเหตุการณ์กระทำความรุนแรงสามารถแจ้งกับเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์ได้ทันที รวมทั้งผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรงสามารถร้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ และยื่นขอความคุ้มครองจากศาลเยาวชนและครอบครัวได้ ส่วนผู้ที่กระทำความรุนแรง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถกล่าวโทษเป็นคดีอาญาได้ทันที และผู้กระทำความรุนแรงสามารถเข้ารับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมทั้งจะมีศูนย์ส่งเสริมและคุ้มครองครอบครัวระดับตำบลที่จะเป็นการทำงานร่วมกันกับภาคเอกชนอีกกว่า 7,000 แห่งเข้าร่วมดำเนินการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ขณะที่ สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม ระบุว่า จากกฎหมายเดิมนั้นผู้ถูกกระทำความรุนแรงจะต้องเป็นผู้ร้องทุกข์และยื่นคำร้องคุ้มครองสวัสดิภาพต่อศาลเยาวชนและครอบครัวเอง แต่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้จะมีศูนย์ส่งเสริมและคุ้มครองครอบครัวเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือได้ หัวหน้าศูนย์ส่งเสริมฯ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีการคุ้มครองสวัสดิภาพ ในกรณีที่มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน หากรอช้าจะเป็นอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย หรือจิตใจ ซึ่งไม่อาจขอต่อศาลได้ทันการณ์ หัวหน้าศูนย์มีอำนาจออกคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพได้เท่าที่จำเป็น พร้อมกับทำคำร้องและคำสั่งไปยื่นต่อศาลภายใน 48 ชั่วโมง ส่วนผู้เคยถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวที่ถูกกระทำซ้ำบ่อยจนเป็นเหตุให้กระทบกระเทือนต่อร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง และลุกขึ้นต่อสู้กลับเป็นเหตุให้ผู้เคยกระทำความรุนแรงได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต สามารถยื่นคำแถลงเพื่อประกอบการพิจารณาของศาล ศาลอาจลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดได้

ทั้งนี้ สาระสำคัญของพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562 ได้ยกเลิกความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวที่สามารถยอมความได้ แต่ให้มาใช้เป็นคดีอาญาและดำเนินการควบคู่ไปกับการคุ้มครองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งจะทำให้ผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวเกิดความเกรงกลัวและยับยั้งไม่กระทำผิดซ้ำ

นอกจากนี้ยังมีกลไกการดำเนินงานครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้ง 3 ระดับ ได้แก่ ระดับชาติ มีคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นรองประธาน มีอำนาจและหน้าที่กำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนหลักในการส่งเสริมและพัฒนาครอบครัวและการคุ้มครองสวัสดิภาพ ระดับจังหวัด มีศูนย์ส่งเสริมและคุ้มครองครอบครัว โดยกำหนดให้กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวเป็นศูนย์ส่งเสริมฯ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และให้สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเป็นศูนย์ส่งเสริมฯ ในระดับจังหวัด ในการดำเนินการเพื่อส่งเสริมและพัฒนาครอบครัวและคุ้มครองสวัสดิภาพ ระดับท้องถิ่น มีศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน มีหน้าที่ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของครอบครัว"

รวมทั้งกฎหมายฉบับนี้ได้นำหลักการ "Batterd woman syndrome" คือให้สิทธิ์ต่อผู้กระทำความรุนแรง ที่ตนเองเคยถูกกระทำความรุนแรงซ้ำๆ อย่างต่อเนื่องจนกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง (Batterd woman syndrome) และกลายมาเป็นผู้กระทำความรุนแรงเสียเอง สามารถนำสืบเพื่อพิสูจน์การกระทำดังกล่าวได้ และศาลอาจลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้

"การทำผิดครั้งเดียวรับผิดสองทาง" คือรับผิดทั้งทางอาญา และเข้ารับการคุ้มครองสวัสดิภาพ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม" ขณะที่การร้องทุกข์กล่าวโทษนั้น ผู้ใดพบเห็นหรือทราบการกระทำความรุนแรงในครอบครัว ให้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.นี้กำหนด ทำให้ตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้ผู้เสียหายร้องทุกข์ ส่วนผู้ที่กระทำความรุนแรง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถกล่าวโทษเป็นคดีอาญาได้ทันที และผู้กระทำความรุนแรงสามารถเข้ารับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งหากฝ่าฝืนคำสั่ง ศาลเยาวชนและครอบครัวสามารถสั่งขังได้.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง