คอลัมน์กาแฟดำ: เมื่อไม่มี ม.44 จะเรียกใครมา 'ปรับทัศนคติ' ได้ไหม?

ข่าวทั่วไป 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

เมื่อไม่มี ม.44 แล้ว ยังจะมีใครมีอำนาจเรียกใครไป "ปรับทัศนคติ" หรือไม่?

บางคนที่ศึกษากฎหมายและการเมืองตั้งข้อสังเกตว่า คำสั่ง คสช. 3/2558 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมบุคคลมาปรับทัศนคติยังไม่ได้ถูกยกเลิกไป แต่ปรับเปลี่ยนให้เป็นอำนาจของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เช่นให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารเรียกปรับทัศนคติ

รองนายกฯ วิษณุ เครืองามตอบคำถามนักข่าวว่าเดิม คสช.เป็นคนเรียก เมื่อ คสช.หมดบทบาท ไม่อยู่แล้ว จะทำอย่างไรต่อ ทั้งนี้ กอ.รมน.ไม่ใช่ทหาร เป็นเจ้าหน้าที่พลเรือน สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำอะไรก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

นักข่าวถามว่าการเรียกปรับทัศนคติรวมถึงการกักตัวด้วยใช่หรือไม่ คุณวิษณุตอบว่า

"ไม่มี ไม่ใช่ ทุกวันนี้ก็มีเชิญไปปรับอยู่แล้ว คือขอร้อง อย่านะ แต่ไม่สามารถเอาไปควบคุมตัวได้ การจะคงอำนาจแบบนี้ไว้ก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นอำนาจในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ดีกว่าเอะอะแล้วประกาศกฎอัยการศึก ไม่เช่นนั้นเขาก็จะประกาศกฎอัยการศึก"

ฟังดูแล้วก็ประหลาดพอสมควร เพราะเป็นตรรกะประหลาดๆ ที่รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายพูดให้ประชาชนฟังแล้วต้องตีความหลายตลบ

วันต่อมา พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษก กอ.รมน.อธิบายว่า เมื่อ คสช.สิ้นสุดหน้าที่ลงและรัฐบาลใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ กอ.รมน.ก็ยังทำงานดูแลความมั่นคงในสถานการณ์ปกติต่อไป ในฐานะหน่วยประสานงาน

ท่านอธิบายว่าแม้จะมีคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 อยู่ แต่ กอ.รมน.ก็ไม่ได้มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องใช้ เพราะ กอ.รมน.มีพระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 2551 อยู่แล้ว หากเกิดสถานการณ์ใดก็สามารถแก้ปัญหาด้วยการประกาศพื้นที่ความมั่นคงตามมาตรา 15 และมาตรา 16 ได้

ข่าวชิ้นเดียวกันรายงานต่อว่า

เมื่อมีสถานการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงเกิดขึ้นก็จะประกาศเป็นพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 15 ของ พ.ร.บ.ความมั่นคง เมื่อมีการประกาศแล้วก็จะต้องมีการใช้กำลังตามมาตรา 16 กอ.รมน.เลือกว่าจะใช้อำนาจหน้าที่อย่างไรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

"ยืนยันว่า พ.ร.บ.ความมั่นคง 2551 ไม่ได้ให้อำนาจในการควบคุมตัวหรือเรียกใครมาปรับทัศนคติได้ กอ.รมน.เป็นแค่หน่วยประสานงานกับส่วนราชการต่างๆ หากจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมาย ก็สามารถใช้กฎหมายปกติของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหานั้นได้ ไม่สามารถใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงในการเชิญตัวมาได้" พล.ต.ธนาธิปกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของมาตรา 13/1 ที่ให้อำนาจคณะกรรมการอำนวยการ กอ.รมน.ระดับจังหวัด เชิญตัวบุคคลมาได้นั้น ไม่ใช่การเชิญมาปรับทัศนคติ แต่เป็นการเชิญมาให้ข้อมูล ในกรณีที่มีประเด็นสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนหรือจังหวัดที่ต้องการความเห็นเพิ่มเติม แต่ยังขาดข้อมูลจากบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็สามารถเชิญมาได้

"ไม่ใช่ว่าเชิญมาเฉพาะกรณีเกิดเรื่องไม่ดี แต่สามารถเชิญมาให้ความร่วมมือในการทำเรื่องดีๆ ให้แก่จังหวัดและในพื้นที่ได้ หรือในกรณีที่เกิดภัยพิบัติในพื้นที่ก็สามารถเชิญบุคคลหรือตัวแทนหน่วยงานต่างๆ มาร่วมประชุมเพื่อแก้ปัญหาในทันทีทันใด" โฆษก กอ.รมน.กล่าว

โฆษก กอ.รมน.กล่าวอีกว่า กอ.รมน.ไม่สามารถเรียกตัวบุคคลมากักขังหรือพูดคุยได้ เพราะปัจจุบัน กอ.รมน.ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง และเมื่อมีสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความไม่มั่นคงในพื้นที่จึงจะสามารถเข้าไปดูแลได้ เพื่อแก้ไขปัญหาโดยการทำหน้าที่บูรณาการและประสานงานร่วมกันขับเคลื่อนแก้ไขปัญหา เมื่อ คสช.ยุติบทบาท กอ.รมน.ก็เข้ามาโดยไม่ได้มีการโอนอำนาจแต่อย่างใด

ส่วนที่มีการเชิญตัวก็อยู่ในมาตราที่ 13/1 ในข้อที่ 7 ใน พ.ร.บ.ความมั่นคงก็มีอยู่ก่อนแล้ว โดยคณะกรรมการระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น ผอ.กอ.รมน.จังหวัด และจะมีเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงเป็นคณะกรรมการด้วย เช่นกรณีมีโครงการจัดทำฝายระบายน้ำที่เสนอผ่านจังหวัดเข้ามา คณะกรรมการชุดนี้ก็จะมาช่วยพิจารณา หากมีจุดไหนที่ไม่เรียบร้อยหรือต้องขอข้อมูลเพิ่มเติมก็จะเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูล แต่ไม่ใช่การเรียกตัว ต้องใช้คำให้ถูกต้อง

พล.ต.ธนาธิปกล่าวว่า ขอยืนยันว่า พ.ร.บ.ความมั่นคงไม่ได้เชิญตัวบุคคลมาสอบปากคำหรือกักขัง ซึ่งมันเป็นกฎหมายคนละอย่างกับ คสช. และ กอ.รมน.ก็เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับสำนักงานนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่กองทัพ กฎหมายตัวนี้ กอ.รมน.จะพยายามใช้กฎหมายที่ไม่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเน้นใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มากที่สุด โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน

ทั้งนี้ยืนยันว่า พ.ร.บ.ความมั่นคงไม่ได้มีอำนาจเรียกบุคคลที่เห็นต่างทางการเมืองเข้ามาพูดคุย รวมถึงการเคลื่อนไหวของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ขณะนี้เดินสายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับต่างประเทศด้วย

คำว่า "ปรับทัศนคติ" จึงกลายเป็นประเด็นที่ควรแก่การวิเคราะห์ต่อยอดเป็นอย่างยิ่ง

พรุ่งนี้เรามา "แลกเปลี่ยนทัศนคติ" กันนะครับ.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ