ขบวนการยุติธรรมคือเครื่องยนต์สุดท้ายแก้สถานการณ์ใต้ ถ้าหยุดการซ้อมทรมานไม่ได้ 'ไฟใต้' ก็โชนแสงต่อไป

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2562 00:00:58 น.
เมือง ไม้ขม รายงาน

เป็นอีกห้วงเวลาหนึ่งของ ข่าวร้าย สำหรับคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากที่ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ได้แถลง ข่าวดี เมื่อสัปดาห์ก่อน เกี่ยวกับผลงานการดับ ไฟใต้ และการปราบปรามยาเสพติด ที่บอกกับคนทั้งประเทศว่า สถานการณ์ความรุนแรงลดลง การก่อเหตุร้ายลดลงตามลำดับ จับกุมผู้กระทำผิดได้มากขึ้น และผลงานเรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติด ทั้งการจับกุมและการบำบัดเกินความคาดหมาย สรุปสั้นๆ ได้ใจความว่า การแก้ปัญหา ไฟใต้ นั้น เดินมาถูกทางแล้ว นั่นเอง

แต่.. ข่าวดี ผ่านไปไม่กี่เวลา ข่าวร้ายก็มาเยือนคนในพื้นที่ เมื่อชุดคุ้มครองตำบล หรือ ชคต.ปะกาฮะลัง ถูก โจรใต้ หรือ แนวร่วม ขบวนการแบ่งแยกดินแดนบุกเข้าโจมตี ขณะที่เจ้าหน้าที่ประจำฐานอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ จนสร้างความสูญเสียให้เกิดขึ้น นั่นคือ ทหาร, อาสาสมัคร และ ชรบ. พลีชีพ ในการยิงต่อสู้ 4 ศพ และบาดเจ็บสาหัสอีก 3 ราย และถูกเก็บอาวุธไปได้อีก 4 กระบอก ขณะที่ฐานปฏิบัติการพังยับเยินจากการปฏิบัติการของ โจรใต้ ในครั้งนี้

นับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่อีกครั้ง หลังจากที่ โจรใต้ ปฏิบัติการ รายวัน ด้วยวิธีการ  ซุ่มโจมตี และใช้ ระเบิดแสวงเครื่อง มาโดยตลอด เพียงแต่เป็นการโจมตีที่ไม่รุนแรง มีบาดเจ็บ แต่ไม่ถึงล้มตายครั้งละหลายศพ ชนิดเกือบจะ ละลาย ฐานอย่างที่เกิดขึ้น

ก็ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสีย พ่อ-แม่สูญเสียลูก ภรรยาสูญเสียสามี ลูกๆ สูญเสียพ่อ ครอบครัวสูญเสีย เสาหลัก และที่สำคัญ คนในพื้นที่สูญเสียความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ต่อกองทัพ และต่อ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เพราะข่าวที่แถลงกับความเป็นจริงสวนทางกัน

โดยข้อเท็จจริง สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เต็มไปด้วยการ ปลุกระดม จากขบวนการบีอาร์เอ็นฝ่ายเยาวชนทาง โซเชียล ในทุกรูปแบบของขบวนการ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความ อึมครึม ให้ กดทับ คนในพื้นที่ ตั้งแต่เรื่องการบังคับใช้ 2 แชะ อัตลักษณ์ ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เรื่องการลงทะเบียน ซิมการ์ด ด้วยวิธีสแกนใบหน้า

และ อึมครึม ที่ตามมาติดๆ คือเรื่องการที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ส่งกำลังเข้าปิดล้อมหมู่บ้านใน บ้านแหร อ.ธารโต จ.ยะลา เพื่อทำการตรวจดีเอ็นเอของชาวบ้าน ซึ่ง ทหาร อาจจะมีข้อมูลส่วนลึกว่า แนวร่วม แฝงตัวอยู่ในหมู่บ้าน ปฏิบัติการในการ กวาดต้อน คนทั้งหมู่บ้าน เพื่อการตรวจดีเอ็นเอหาหลักฐานในการจับกุม คือการแก้ปัญหาในมุมมองของ ทหาร ที่สั้นๆ ง่ายๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงปัญหาอื่นๆ ที่อาจจะติดตามมา

สุดท้ายก่อนที่ความไม่พอใจจะ บานปลาย พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ต้องถอดสลัก ระเบิดเวลา ลูกนี้ ด้วยการลงพื้นที่ไป ขอโทษ ชาวบ้าน และต้องพานักการเมืองไปคลี่คลายสถานการณ์ ผลจากปฏิบัติการโดยไม่รัดกุม รอบคอบ และรอบด้าน ที่บ้านแหร คือ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เสียทั้งการทหาร และเสียทั้งการเมือง เหมือนอย่างคำพังเพยของคนใต้ที่ว่า ไปทั้งโซ่ทั้งลิง นั่นเองในขณะที่ความ อึมครึม ที่บ้านแหร จะถูกขบวนการ ปลุกเร้า ให้คนในพื้นที่ไม่พอใจทหารอย่างต่อเนื่องอยู่นั้น ข่าวร้าย ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นคือข่าวของนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ซึ่งถูกทหารควบคุมตัวเข้าสู่ขบวนการ ซักถาม จากการถูก ซัดทอด จาก แนวร่วม ที่ถูกควบคุมตัวก่อนหน้านี้ว่า เป็นผู้ร่วมขบวนการ โดย อับดุลเลาะ ถูกควบคุมตัว เมื่อวันที่ 21 พอวันที่ 22 อับดุลเลาะ ก็ถูกหามส่ง รพ.ปัตตานี ด้วยอาการสมองบวม ขาดอากาศหายใจ โดยไม่ทราบสาเหตุ

แต่...ในความรู้สึกของคน มุสลิม ส่วนใหญ่ เชื่อว่า อับดุลเลาะ ถูก ซักถาม ด้วยวิธี พิสดาร เหมือนกับหลายๆ เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และแน่นอนว่า เรื่องที่เกิดขึ้นกับ อับดุลเลาะ คือ เงื่อนไข คือ เหยื่อ อันโอชาของบีอาร์เอ็น ในการนำไปปลุกเร้าให้คนมุสลิมในพื้นที่ เชื่อว่าอาการของ อับดุลเลาะ เป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ นั่นก็คือ ทหาร นั่นเองหลังเกิดเรื่องกับ อับดุลเลาะ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ก็แสดงความเป็นสุภาพบุรุษ เป็นทหารอาชีพ ที่เดินทางไปแสดงความเสียใจกับครอบครัวของ อับดุลเลาะ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมด เพื่อหาสาเหตุของอาการ และหากเป็นการกระทำของใครคนนั้น ก็ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย

แต่การออกมา ขอโทษ ของ แม่ทัพ ไม่ได้ทำให้ความ คุกรุ่น ที่เกิดขึ้นสลายไป ดังนั้นสังคมจึงเห็นปรากฏการณ์ ดาหน้า ออกมาของนักการเมือง นักสิทธิมนุษยชน ทนายมุสลิม องค์กรนักศึกษา ที่ออกมา ขับเคลื่อน ให้มีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ให้แถลงถึงข้อเท็จจริง และให้สหประชาชาติ หรือยูเอ็น เข้ามามีบทบาทในเรื่องของการซ้อมทรมาน และสิทธิมนุษยชนของผู้คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

และแม้แต่ขบวนการพูโล ที่มีนาย คัสตูรี มะโกห์ตา และกลุ่มมารา ปาตานี โดย อบู อัล ฮาคิม ซึ่งเป็นโฆษกของกลุ่มมารา ปาตานี ก็ ดาหน้า ออกมารุมถล่มรัฐบาล และ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ถึงสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยธรรมการซ้อมทรมานที่เกิดขึ้น

และเป็นเหตุที่บังเอิญที่สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นครั้งนี้อยู่ในช่วงของการ คาบลูกคาบดอก ในการที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้นเวทีแห่งรัฐสภาจึงกลายเป็นเวทีที่ ส.ส.ใช้เป็นประโยชน์แสวงหาแนวทางเพื่อดับ ไฟใต้ ไปด้วย จึงทำให้เห็นชัดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทุกเรื่องในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลายเป็นเรื่องที่ร้อนแรงลุกลามอย่างรวดเร็ว แน่นอน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้ากลายเป็นจำเลยของสังคม ที่จะต้องหาหลักฐานมาแสดงให้ประชาชนได้รับทราบว่า ไม่ได้ทำผิดอย่างที่ถูกเข้าใจและกล่าวหา

เรื่องการโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ เรื่องการทำร้ายประชาชนทั้ง พุทธ และ มุสลิม ที่สร้างความสูญเสียให้เกิดขึ้นนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามประชาชน ที่หลีกเลี่ยงความสูญเสียไม่ได้ หากขบวนการ พูดคุย เพื่อยุติการใช้ความรุนแรงยังทำไม่ได้ ดังนั้นในเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของ ยุทธการ และ ยุทธวิธี ของแม่ทัพ ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ในการปฏิบัติการต่อ โจรใต้ หรือ แนวร่วม ในพื้นที่

ซึ่งจะสำเร็จ หรือล้มเหลว ก็ดูกันที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าการส่งกำลังนับ 10,000 คน จากชุด ชป.จรยุทธ์ เข้าครอบคลุมพื้นที่ หมู่บ้าน ตำบล ที่เชื่อว่าเป็นพื้นที่ของ โจรใต้ ได้จริง และปฏิบัติการมีประสิทธิภาพจริง เหตุร้ายต้องลดลง แนวร่วม ในพื้นที่ต้องหลบหนีหรือกบดาน ไม่กล้าออกปฏิบัติการ เสรีภาพในการเคลื่อนไหวของฝ่ายติดอาวุธของ โจรใต้ ต้องถูกควบคุมให้ขาดเสรีภาพในการเคลื่อนไหว แต่ถ้าส่งกำลังนับ 10,000 เข้าพื้นที่ ยังไม่สามารถควบคุม แนวร่วม ในหมู่บ้าน และเสรีภาพของกองกำลังติดอาวุธได้ผล ก็ถือว่าปฏิบัติการของ ชป.จรยุทธ์ยังใช้ไม่ได้ ต้องมีการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีในการรับมือกับ แนวร่วม หรือ โจรใต้ ให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่

แต่..ในเรื่องเหตุการณ์ซ้อมทรมานกับ แนวร่วม ที่ถูกควบคุมตัวมาเพื่อการ ซักถาม หรือเพื่อเข้าสู่ขบวนการยุติธรรมนั้น ต้องระมัดระวังอย่าให้เกิดการซ้อมทรมาน เพื่อบีบเค้นความลับที่ต้องการ เพราะเมื่อเกิด พลาดพลั้ง ขึ้น จะทำให้ขบวนการดับ ไฟใต้ เสียหาย ซึ่งไม่ได้เสียหายเฉพาะ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กองทัพ และรัฐบาล แต่หมายถึงความเสียหายไปยังนอกประเทศ ที่อาจจะทำให้สหประชาชาติ โอไอซี และอื่นๆ ขาดความเชื่อถือต่อขบวนการดับ ไฟใต้ และขบวนการยุติธรรมของประเทศ และที่สำคัญ สิ่งที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ทำมาดีๆ ในหลายต่อหลายเรื่อง เมื่อมาเจอเรื่องซ้อมทรมาน เรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชน จนทำให้คนตายเพียงคนเดียว สิ่งที่ทำมาดีๆ ทั้งหมดพังทลาย ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

สำหรับสังคม ไทยพุทธ อย่าใช้ความ สะใจ เป็นที่ตั้ง เช่น สะใจที่ โจรใต้ ถูกวิสามัญ สะใจที่ แนวร่วม ถึงซ้อมทรมานจนเสียชีวิต เพราะความสะใจไม่ได้ทำให้ ไฟใต้ มอดดับ แต่ความสะใจด้วยการแสดงออก ยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เลวร้ายยิ่งขึ้น เชื่อเถอะวิธีการ ตาต่อตาฟันต่อฟัน ไม่ใช่ทางออกของการดับไฟใต้อย่างแน่นอน

สุดท้าย เป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ เสียใจกับทุกฝ่ายที่สูญเสีย ชื่นชมแม่ทัพภาคที่ 4 ที่เพียงสัปดาห์เดียวต้องทำการขอโทษชาวบ้านถึง 2 ครั้ง เพื่อที่จะคลี่คลายความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แม้ว่าสุดท้ายแล้ว ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ก็ได้ทำให้เห็นว่าได้มีการความพยายามอย่างเต็มที่แล้ว.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง