คอลัมน์ไทยโพสต์: รุมถล่มจุดอ่อน 'ประยุทธ์' บททดสอบเมื่อเข้าสู่การเมือง

ข่าวทั่วไป 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ผ่านการอภิปรายนโยบายรัฐบาลเป็นวันที่สอง ดูเหมือนว่าตัวเนื้อหานโยบายรัฐบาลหลักกลายเป็นประเด็นรอง เมื่อเทียบกับการอภิปรายพุ่งเป้าไปที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และผลพวงในอดีตที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ดำเนินการมาหลังการยึดอำนาจ เป็นการจี้จุด เปิดแผล ที่มาของรัฐบาลครั้งนี้ ซึ่งต่างเกี่ยวพันอย่างมีที่มาที่ไป ยากจะปฏิเสธว่าปราศจากข้อเท็จจริง แต่จะให้โต้กลับไปกลับมาก็มิพักต้องวนไปหาวัฏจักรอันเกิดจากระบอบทักษิณ จนกลายเป็นเรื่องงูกินหาง และเกิดเป็นคำถามในทำนองที่ว่า ไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่

จุดอ่อนของพลเอกประยุทธ์ที่ทุกฝ่ายมองว่าจะเป็นปัญหาในระหว่างการอภิปรายในรัฐสภา คือการควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เมื่อถูกโจมตี หรือแตะในเรื่องของศักดิ์ศรี และด้วยความที่เป็นอดีตทหาร เป็นผู้บังคับบัญชามาตลอด ไม่ได้อยู่ในฐานะที่ต้องฟังหรือรับคำสั่ง เมื่อต้องมาเจอสถาน การณ์เช่นนี้จึงต้องปรับตัว และอารมณ์ให้นิ่งมากขึ้น เพราะสมรภูมิในสภาฯ ไม่มีศัตรูที่เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ มีแต่นักการเมืองที่มาทำหน้าที่เป็นตัวแทน เป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน การนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริง และการชี้แจงในสิ่งที่เข้าใจผิด หรือพูดสิ่งที่เป็นเท็จ คือภาพของรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น และพลเอกประยุทธ์ก็ต้องยอมรับสภาวะของรัฐสภาที่เป็นเช่นนี้

ยิ่งในปัจจุบันมีอดีตข้าราชการตำรวจ ทหารเข้ามาอยู่ในรัฐสภาเป็นจำนวนมาก ต่างก็คุ้นเคยและรู้ที่มาที่ไปของผู้ที่มีหัวโขนในอำนาจขณะนี้ หรือแม้กระทั่งอดีตข้าราชการตำรวจและทหารที่เข้ามาในการเมืองก็เป็นที่รู้กันในวงการว่าประวัติความเป็นมาในการเรียน การรับราชการเป็นอย่างไร หรือที่เข้าใจกันง่ายๆ คือ คนในแวดวงรู้กันดีว่าใครเป็นของจริง หรือของปลอม จะงัดกันออกมาพูดถึงพื้นเพ ประวัติการสู้รบกันในอดีต ต่างก็รู้ว่าชื่อเสียง ฉายา ที่ได้มาเกิดจากวีรกรรมที่กลายเป็นประวัติศาสตร์ หรือสถานการณ์สร้างวีรบุรุษ

ครั้นจะเอามาขายประเด็นในสภาฯ เพื่อให้เกิดความอับอาย หรืองัดเอามาบลัฟเพื่อดิสเครดิตในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ก็ทำให้เหล่าบรรดานักการเมืองหน้าใหม่ หน้าเก่า ไม่ต้องออกแรงมากนัก ได้แต่นั่งรอให้พี่น้องเตรียม ทหารซัดกันให้นัว ส่งผลให้พลเอกประยุทธ์ที่พยายามรักษารูปมวย ต้องตบะแตกในที่สุด เข้าเป้าฝ่ายค้านบางคนอยากให้ภาพดังกล่าวเกิดขึ้นในที่ประชุมสภาฯ อยู่แล้ว โดยมีลิ่วล้อ ลูกหาบ ไร้ราคา จากพรรคการเมืองเก่าของนักโทษหนีคดี ออกมาสำทับกัดจิกต่อด้วยความสะใจ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การประชุมรัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลก่อนปฏิบัติหน้าที่ไม่เลยเถิดมากไปกว่านี้ คือการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าการประชุมครั้งนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่และบริหารสถานการณ์ไปด้วยดี ไม่ให้มีการขยายประเด็นลุกลามกลายเป็นภาพความรุนแรง ก้าวร้าว ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐสภาไทยในภาพรวม ขณะที่ นายพรเพชร พิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติ ก็ถือเป็นการฝึกงานและเรียนรู้ทักษะการทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ที่มีกรอบ กฎ ระเบียบของสภาฯ เป็นเครื่องมือในการวางกรอบการประชุมให้เดินไปด้วยความเรียบร้อย

กระนั้นก็มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหน้าใหม่ ที่ถือ ว่าอภิปรายนโยบายรัฐบาลโดยตรง และเชื่อว่าจะเป็นกำลังสำคัญในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร ด้วยกลไกของรัฐสภาได้เป็นอย่างดี โดยสังคมพร้อมให้การสนับสนุนการ ทำหน้าที่ที่มุ่งเน้นที่เนื้อหามากขึ้น ซึ่งหากการทำงานในส่วนนี้เข้มแข็ง รัฐบาลก็ต้องระมัดระวังในการดำเนินนโยบายให้อยู่ในกรอบกฎหมาย มีการตรวจสอบการใช้งบประมาณภายในกันเองอย่างละเอียด ไม่ปล่อยผ่านให้กระทรวง ทบวง กรม ที่พรรคร่วมรัฐบาลเข้ามาบริหารตักตวง หรือหาผลประโยชน์จนส่งผลเสียต่อรัฐบาลโดยภาพรวมอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ในโลกของสื่อสังคมออนไลน์ การอภิปรายในสภาฯ เข้าถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศที่มีสมาร์ท โฟนได้ในทันที ไม่ต้องมานั่งดูการถ่ายทอดสดหน้าโทร ทัศน์หรือรับฟังการสรุปจากการรายงานข่าวของสื่อ ทำให้ประเด็นการเมืองเข้าถึงคนในสังคมได้รับรู้ในวงกว้าง ดังนั้นสมาชิกรัฐสภาจึงต้องตระหนักถึงเนื้อหาที่พูดอย่างมาก ภายใต้ความรับผิดชอบในการเป็นผู้แทนราษฎร ที่ต้องแสดงให้เห็นถึงการทำงานเพื่อประชาชน โดยเฉพาะการเตรียมเนื้อหา การเรียบเรียงประเด็น และชี้ปมปัญหาให้เห็นอย่างชัดเจน ไม่มุ่งเน้นวิวาทะ ถ้อยคำรุนแรง สร้างความสะใจให้กับแฟนคลับทางการเมืองเป็นลำดับต้นๆ ไม่เช่นนั้นก็เป็นแค่การเปลี่ยนจากการหาเสียงในสภาฯ ช่วงไพรม์ไทม์ของสมาชิกสภาผู้แทนยุคก่อน มาแค่หายอดไลค์ผ่านคลิปที่ตัดแปะในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ตามเทรนด์การสื่อสารในโลกยุคนี้

การลุกขึ้นพูดของสมาชิกรัฐสภาทุกครั้ง จึงบ่งชี้ ให้เห็นถึงคุณภาพของสมาชิกรัฐสภาคนนั้นๆ ว่าเป็นอย่าง ไร ถ้ายังอยู่ในมุมมองเก่า ไม่ทำงานเชิงสร้างสรรค์ มีเป้าหมายในการดิสเครดิต งัดจุดอ่อนของอีกฝ่ายขึ้นมาอภิปราย ไม่สามารถชูประเด็นนโยบายรัฐบาลให้กลายเป็นหัวข้อทางสังคมได้ ซึ่งก็คาดว่าสมาชิกเหล่านั้นจะเป็นเพียงส่วนน้อยที่เติบโตมาด้วยวัฒนธรรมองค์กรแบบเก่า ใช้เพียงต้นทุนเก่ามาวิพากษ์วิจารณ์กัน ก้าวไม่ทันความสนใจของคนในสังคม แต่นั่นก็เป็นบทเรียนหนึ่งที่พลเอกประยุทธ์ก็ต้องเจอกับความจริง และต้องฝึกฝน รับมือกับสภาวะทางการเมืองที่ยังมีนักการเมืองในลักษณะนี้ทำหน้าที่ในสภาฯ อยู่.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ