คอลัมน์ไทยโพสต์: 'สภาผู้ทรงเกียรติ'พึงรู้กฎกติกามารยาท

ข่าวทั่วไป 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

แม้การประชุมรัฐสภา เพื่อการพิจารณาวาระที่คณะ รัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นตามกระ บวนการแล้ว แต่บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ "ผู้ทรงเกียรติ" ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมไทยวิเคราะห์วิจารณ์ และจำเป็นต้องติดตามต่อไป โดยเฉพาะสิ่งที่นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาได้ประกาศต่อหน้าสาธารณชนว่า "สภาฯ ต้องเป็นที่ยอมรับ ไม่ใช่ที่เด็กเล่น ที่ไม่มีการคำนึงถึงกติกา" นับเป็นนัยสำคัญสะท้อนประสิทธิภาพและคุณภาพของผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างน่ากังขา

ตั้งแต่มีการเปิดประชุมรัฐสภาอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค.2562 ถือเป็นนิมิตหมายของการเริ่มต้นของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างเป็นทางการของประเทศไทย หลังจากที่มีการว่างเว้นมานานถึง 8 ปี ท่ามกลางความหวังของประชาชนคนไทยทุกฝ่ายว่า ประเทศไทยจะดีกว่าเดิม ภายใต้กฎกติกาสากลอันเป็นที่ยอมรับทั่วโลก เพราะไม่ว่าจะเป็น ส.ส.หรือ ส.ว.นั้น ถือเป็นผู้ที่ได้รับเกียรติให้ปฏิบัติหน้าที่แทนปวงชนชาวไทย ถือว่าบุคคลนั้นเป็น "ผู้ทรงเกียรติ" ที่จะต้องดำเนินกิจการและกิจ กรรมตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธมิได้เลยว่า การแสดงบทบาท หน้า ที่ของ "ผู้แทน" บางรายห่างไกลจากคำว่า "ผู้ทรงเกียรติ" อย่างมีนัยสำคัญ เริ่มจากประเด็นสะท้อนจิตสำนึกพื้นฐานและเป็นมาตรฐานสากลว่าด้วยการแต่งกาย ถึงขั้นบานปลายกลายเป็นวิวาทะสร้าง hate speech และยังส่งผลให้มีการเตรียมร่างข้อบังคับหมวดใหม่เพิ่มเติมว่าด้วย การรักษาระเบียบและความเรียบร้อย ข้อ 181 ใจความว่า ..สถานที่ประชุมของสภาย่อมเป็นที่เคารพและเป็นเขตหวงห้าม บุคคลซึ่งเข้าไปต้องประพฤติตนให้เรียบร้อย มีสัมมาคารวะ และต้องแต่งกายตามที่ประธานสภากำหนด ..การแต่งกายของสมาชิกนั้น ให้แต่งเครื่องแบบสมาชิกรัฐสภา หรือสากลนิยม หรือชุดพระราชทาน หรือชุดตามระเบียบที่ประธานสภากำหนด..

กฎกติกามารยาทที่เพิ่มขึ้น หรือเขียนให้เป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจนเพื่อกระตุกต่อมจิตสำนึกของ "สภาผู้ทรงเกียรติ" ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ฟ้องบอกคุณภาพของ ส.ส.และ ส.ว.โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยังเป็นการพิสูจน์ว่า บุคคลที่ได้รับการยกย่องเป็นผู้ทรงเกียรตินั้น สามารถรักษาศักดิ์ศรีและเกียรติยศได้มากน้อยเพียงใด มิใช่สักแต่ว่าอยากจะเดินเข้าสภา อ้างว่าต้องการเล่นการเมืองแบบเป็นไปตามกฎกติกา แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่รู้กฎกติกาของรัฐสภาเลย หรือรู้ก็รู้แต่งูๆ ปลาๆ คิดว่าเป็นสถานที่สำหรับการแสดงวาทกรรม และเป็นโอกาสได้ออกหน้าจอโทรทัศน์เท่านั้น

อยากเล่นตามกฎก็ต้องรู้กฎกติกา มิเช่นนั้นก็จะถูกผู้ดูแลคุ้มกฎสะกิดเตือนแบบตรงไปตรงมา ซึ่งผู้ไม่รู้กฎต่างหากที่จะสมควรถูกประณาม มิใช่เรียกร้องโวยวายว่า ประธานรัฐสภา หรือผู้กระทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมสภา "ลำเอียง" ขาดความยุติธรรม เพราะข้อบังคับการประชุมรัฐสภาในหมวด ต่างๆ โดยเฉพาะว่าด้วยเรื่องการแถลงนโยบาย ก็ได้มีร่างบัง คับไว้อย่างละเอียดว่า ข้อ ๑๐๒ เมื่อคณะรัฐมนตรีขอแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามมาตรา ๒๑๑ ของรัฐธรรมนูญ ให้ประ ธานรัฐสภาบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาเป็นเรื่องด่วน เมื่อคณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว ให้ประธานดำเนินการให้สมาชิกรัฐสภาซักถามและอภิปรายรวมกัน เว้นแต่ที่ประชุมรัฐสภาได้มีมติให้ซักถามและอภิปรายเป็นประเด็นๆ ไป

นอกจากนั้นยังมีข้อบังคับในเรื่องของการอภิปรายในสภาด้วยว่า ข้อ ๔๓ ในการอภิปรายต้องอยู่ในประเด็นหรือเกี่ยวกับประเด็นที่กำลังปรึกษากันอยู่ ต้องไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ำซาก หรือซ้ำกับผู้อื่น และห้ามนำเอกสารใดๆ มาอ่านในที่ประชุมรัฐสภาโดยไม่จำเป็น และห้ามนำวัตถุใดๆ เข้ามาแสดงในที่ประชุมรัฐสภา ทั้งนี้ เว้นแต่ประธานจะอนุญาต ห้ามผู้อภิปรายแสดงกิริยา หรือใช้วาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้าย หรือเสียดสีบุคคลใด และห้ามกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ หรือออกชื่อสมาชิกรัฐสภาหรือบุคคลใดโดยไม่จำเป็น ข้อ ๔๔ ถ้าประธานเห็นว่าผู้ใดได้อภิปรายพอสมควรแล้ว ประธานจะให้ผู้นั้นยุติการอภิปรายก็ได้

ถ้าหากผู้แทนที่ต้องการเล่นตามกฎกติกาของระบอบประ ชาธิปไตย ศึกษาและปฏิบัติตามกฎกติกาที่ระบุในรัฐธรรมนูญอย่างถูกต้อง ย่อมไม่เกิดปัญหาความปั่นป่วนในการทำหน้าที่ภายในสภาผู้ทรงเกียรติ จนถึงขั้นบานปลายจะตั้งเป็นคดีฟ้องร้องกล่าวโทษประธานสภาว่ากระทำผิดต่ออำนาจหน้าที่อย่างแน่นอน และที่สำคัญบรรยากาศของการแถลงนโยบายที่ผ่านมา หรือในการประชุมครั้งต่อๆ ไปในอนาคตข้างหน้า ก็จะไม่เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ถึงขั้นที่แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกวุฒิสภาแสดงความเห็นว่า นั่งฟังการแถลงนโยบาย 2 วัน เป็นเวลา 34 ชั่วโมง วัฒนธรรมและสิ่งที่พบในสภาผู้ทรงเกียรติไม่น่าเรียกว่าเป็นการกระทำที่ทรงเกียรติ บางฝ่ายนิยมการอภิปรายด้วยคำพูดส่อเสียด เล่นเกมหลอกด่า มีการทดสอบอำนาจประธาน มีการให้ร้าย ฯลฯ

ประชาธิปไตยมิใช่ระบอบที่จะละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นตามอำเภอใจ และสภาอันทรงเกียรติก็มิใช่สถานที่ที่จะใช้วาทกรรมทำร้ายใครต่อใคร โดยอ้างอำนาจที่ได้รับจากการเลือกตั้งจากประชาชนเป็นล้านๆ เสียงอย่างแน่นอน หากต้องการให้ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันดีงาม เป็นสากลปฏิบัติ และสร้างความเจริญ การพัฒนาที่ยั่งยืนสู่ความมั่งคั่งถาวร เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

เริ่มจากจดจำพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว พระราชทานในวันเปิดรัฐสภาใจความว่า "ขอให้สมาชิกแห่งสภาพึงนึกถึงความสำคัญและความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง เพราะการกระทำทุกอย่างของแต่ ละคน จะมีผลโดยตรงถึงความมั่นคงของประเทศ และความสุขทุกข์ของประชาชน จึงจำเป็นที่ทุกคนจะต้องร่วมมือกันปฏิบัติภารกิจทั้งปวง โดยเต็มสติปัญญา ความสามารถ ด้วยความสุจริต และด้วยความคิดพิจารณาอันสุขุมรอบคอบ หนักแน่นด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง เที่ยงตรงตามหลักนิติธรรมและคุณ ธรรม ให้งานของชาติดำเนินก้าวหน้าไปโดยไม่ติดขัด และบังเกิดประโยชน์อันพึงประสงค์สมบูรณ์บริบูรณ์"


เราใช้ cookies เพื่อให้บริการที่ดีขึ้น การใช้เว็บ ryt9.com ต่อหมายถึงคุณได้ยอมรับข้อตกลงการใช้บริการของเราแล้ว