คอลัมน์ไทยโพสต์: ผลพวงจากสถานการณ์ภัยแล้ง งานหินของรัฐบาลที่ต้องเจอ

ข่าวทั่วไป 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ฟังคำแถลงของนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้งแล้วน่าเห็นใจประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะที่ต้องอาศัยน้ำในการทำการเกษตรเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ทั้งนี้ นายทองเปลวระบุว่า หลายพื้นที่ในประเทศไทยกำลังประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ จากสถานการณ์ฝนที่ตกน้อยกว่าค่าปกติตั้งแต่ช่วงต้นฤดูฝนที่ผ่านมา ส่งผลให้ทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน ซึ่งกรมชลประทานได้ระดมเครื่องจักร เครื่องมือและเครื่องสูบน้ำ เข้าไปช่วยเหลือ อาทิ จังหวัดเชียงราย สำนักงานชลประทานที่ 2 ทำการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว จำนวน 1 เครื่อง เพื่อทำการสูบน้ำช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปีกว่า 2,000 ไร่ ในพื้นที่ ตำบลเวียงชัย อำเภอเวียงชัย อีกทั้งยังขุดลอกหนองกู่แก้วหนองแดง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรอีกกว่า 200 ไร่

ส่วนที่ จ.บุรีรัมย์ โครงการชลประทานบุรีรัมย์ยังคงเดินหน้าผันน้ำจากเหมืองหินของโรงโม่หินบุรีรัมย์-รัชดา โรงโม่หินอึ่งทงกี่และโรงโม่หินบุรีรัมย์ เพื่อส่งน้ำเข้าสู่อ่างเก็บน้ำห้วยตลาดและอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก ทั้งนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากกองกำลังทหาร จิตอาสา นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ บุรีรัมย์ ร่วมกันบรรจุกระสอบทรายวางตามแนวคลองและขุดลอกคลอง LMC พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณห้วยตะขาบ เพื่อช่วยยกระดับน้ำส่งเข้าคลอง จำนวน 4 เครื่อง ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและเพิ่มปริมาณการสำรองน้ำดิบ สำหรับการผลิตประปาในพื้นที่เมืองบุรีรัมย์ได้มากพอสมควร

นอกจากนี้ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำนาง รอง ยังได้ทำการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำลำจังหันไปยังอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก วันละประมาณ 65,000 ลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันปริมาณน้ำยังคงไหลถึงท่อลอดบริเวณ กม.16+700 บ้านบ่อโพธิ์ ตำบลสำโรงใหม่ อำเภอละหานทราย จ.บุรีรัมย์ และจนถึงขณะนี้มีการส่งสะสมไปแล้วประมาณ 1,625,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมกันนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าทำการชี้แจงและสร้างความเข้าใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่ที่นำสังกะสีมากั้นขวางลำน้ำแล้ว ขณะที่ จ.อุตรดิตถ์ สำนักงานชลประทานที่ 3 ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 12 นิ้ว จำนวน 1 เครื่องและเครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว จำนวน 1 เครื่อง ในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลด่านแม่คำมัน อำเภอลับแล ทำการสูบน้ำจากบึงมาย เพื่อส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่กำลังได้รับความเสียหายกว่า 2,000 ไร่

อย่างไรก็ตาม หากมีปริมาณฝนตกชุกลงมาอย่างสม่ำ เสมอ จะทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ภัยแล้งดีขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนและเกษตรกรร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัด และใช้น้ำตามรอบเวรตนเองอย่างเคร่งครัด และหากพบว่า พื้นที่ใดประสบกับปัญหาเรื่องน้ำในการอุปโภคบริโภคและ การเกษตร สามารถขอความช่วยเหลือได้ที่โครงการชลประ ทานใกล้บ้านได้ตลอดเวลา

แต่ที่น่าห่วงใยคือ สถานการณ์หลังจากนี้ทางศูนย์ วิจัยกสิกรไทย ประเมินภัยแล้งนอกฤดูกาลปี 2562 กระทบผลผลิตข้าวนาปี คาดมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นแล้วไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท หรือราว 0.1% ของ GDP ภัยแล้งนอกฤดูกาลในปี 2562 (พ.ค.-ก.ค.2562) จากอิทธิพลของเอลนีโญกำลังอ่อนที่ทำให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ฝนน้อยน้ำน้อย ส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนอยู่ในระดับต่ำ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตพืชเกษตรหลักอย่างข้าวนาปีที่ได้ปลูกไปแล้ว ทำให้ราคาข้าวนาปีเฉลี่ยขยับขึ้นในช่วงนี้ โดยราคาข้าวนาปีเฉลี่ยครึ่งแรกปี 2562 เพิ่มขึ้น 6.4% อย่างไรก็ตาม ความเสียหายจากผลผลิตข้าวนาปีที่ลดลงยังเป็นแรงกดดันต่อภาพรวมรายได้เกษตรกร

ทั้งนี้ ต้องติดตามสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจลากยาวไปอีกในช่วงเดือน ส.ค.-ธ.ค.2562 และกระทบปริมาณผลผลิตข้าวนาปีที่จะออกสู่ตลาดในช่วงไตรมาส 4/2562 ซึ่งอาจส่งผลต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีก นอกจากนี้ ภัยแล้งที่ลากยาวจะส่งผลต่อปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนสำหรับใช้ทำการเกษตรในฤดูแล้งปี 2563 อันจะกระทบต่อพืชเกษตรหลักที่มีฤดูเก็บเกี่ยวในฤดูแล้งที่สำคัญคือ ข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง และอ้อย ซึ่งจะยิ่งทำให้ความสูญเสียทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปถึงปี 2563 และกระทบรายได้เกษตรกรให้ลำบากต่อเนื่อง

ผลพวงจากสถานการณ์ภัยแล้ง อันเป็นผลจากปรากฏ การณ์เอลนีโญ ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะมีระยะเวลายาว นานขนาดไหน และหลังจากนั้นจะต้องเจอกับปรากฏการณ์พายุ น้ำท่วม อุทกภัย ตามมาหรือไม่ ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้ส่งผลโดยตรงกับผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกร เพราะวิถีชีวิตพึ่งพาผลิตผลทางการเกษตรเป็นหลัก

แม้ภาครัฐจะมีมาตรการรองรับ เตรียมการ แจ้งเตือนมาช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างทั่วถึง ซึ่งยังไม่นับผลพวงหลังจากนี้ที่ส่งผลกระทบต่อวงจรการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของตลาดสินค้าเกษตรและปริมาณข้าวในตลาด ถือเป็นงานลำดับต้นๆ ที่รัฐบาลคงวาดภาพสถานการณ์ข้างหน้าออกว่าเป็นอย่างไร เพราะเรื่องดังกล่าวถือเป็นประเด็นที่กระทบต่อความเป็นอยู่ของคนระดับฐานของพีระมิดโดยตรง ซึ่งคณะรัฐมนตรีคงต้องหามาตรการเร่งรับมืออย่างทันท่วงที.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ