คอลัมน์ไทยโพสต์: ปัญหาเฟคนิวส์ ต้องตรวจสอบคุมเข้ม

ข่าวทั่วไป 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

สังคมยุคโซเชียลมีเดียที่กลายเป็นสื่อกระแสหลัก แต่ด้วยความเข้าถึงง่ายและคนบางกลุ่มก็มีการจัดตั้งดำเนินการเผยแพร่ข่าวสารโดยไม่จำเป็นต้องเป็นสื่อมวลชน ต้องมีสังกัดใดๆ ผนวกกับกระบวนการเผยแพร่ข่าวสารทำได้รวดเร็ว ไม่ต้องมีการ กลั่นกรองใดๆ ยิ่งหากหวังใช้ช่องทางดังกล่าวเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือแม้แต่เป็นเครื่องมือทางธุรกิจ เพื่อทำลายหรือดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม คู่แข่งขันทางการเมืองและทางธุรกิจ ก็สามารถดำเนินการได้แบบไม่ต้องเปิดเผยตัวตน และสื่อสารได้รวดเร็ว

ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศทั่วโลกจึงต้องเจอกับปัญหา Fake News หรือข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ จนบางประเทศ ต้องมีการใช้มาตรการทางกฎหมายมาตรวจสอบควบคุมและเอาผิด โดยเฉพาะหากเป็นการส่งสารหรือแชร์ข่าวสารที่มีผล กระทบต่อความมั่นคงทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ ก็มีการลงโทษขั้นรุนแรง แต่ปัญหาดังกล่าวก็ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยมีข่าวปรากฏให้เห็นต่อเนื่อง แม้เครือข่ายสังคมโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook จะพยายามมีการกลั่นกรอง ตรวจสอบ ระงับ สกัดกั้น การเผยแพร่ข่าวสารแล้วก็ตาม

สำหรับประเทศไทย ปัญหาเรื่องการเผยแพร่ข่าวปลอมมีให้เห็นเกิดขึ้นต่อเนื่องและมีมากขึ้นเรื่อยๆ สุดแล้วแต่ว่าข่าวปลอมดังกล่าวจะมีผลกระทบมากหรือน้อย และคนที่เกี่ยวข้องเป็นคนดังหรือไม่ หากเป็นคนดังและถูกผลพวง Fake news เช่น ทำเพจของดารานักแสดงปลอม แล้วคนมีชื่อเสียง มีการไปแจ้งความ ก็จะตกเป็นข่าวปรากฏทางสื่อ หรือมีการทำเพจปลอมอ้างว่าเป็นเฟซบุ๊กของคนดัง คนมีอำนาจหรือหน่วยงานรัฐ แล้วมีการหลอกเอาเงิน หลอกขายของ จนมีการแจ้งความดำเนินคดี เรื่องก็จะอยู่ในความสนใจของสังคมสักพัก แล้วก็เงียบหายไป แล้วก็เกิดข่าวทำนองนี้ขึ้นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อย่างเช่นล่าสุด เมื่อวันพุธที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา ก็เกิดกรณี โจ นูโว หรือ จิรายุส วรรธนะสิน ศิลปินนักร้องชื่อดัง เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท.ฐานะโฆษก บก.ปอท. เพื่อเอาผิดต่อผู้ที่ปลอมแปลงเฟซบุ๊กของตัวเอง โดยนายจิรายุสเปิดเผยว่า ได้รับผลกระทบจากเฟซบุ๊ก ปลอม ที่มีชื่อว่านายจิรายุส วรรธนะสิน เขียนเป็นภาษาไทย โดยเพจดังกล่าวได้โพสต์ข้อความสร้างความเกลียดชังให้กับตนเอง และต่อมาสำนักข่าวหลักนำข้อความในเพจปลอมไปลงข่าว ขณะที่ทาง พ.ต.อ.ศิริวัฒน์บอกไว้ว่า เฟคนิวส์มีอยู่จริง ไม่ใช่เรื่องใหม่ ถือเป็นภัยคุกคามที่ทั่วโลกประสบปัญหาแบบเดียวกัน โดยเรื่องดังกล่าวเกิดจากพฤติกรรมของผู้ใช้สื่อโซเชียลเปลี่ยนไป จากเดิมที่ติดตามข่าวจากสำนักข่าวใหญ่ๆ ที่มีการคัดกรองข้อมูลข่าวในระดับหนึ่ง มาเป็นการอ่านข่าวจากห้องแช้ตในกลุ่มเพื่อน หรือ Feed ข่าวในสื่อโซเชียลต่างๆ แล้วเชื่อโดยไม่ทันตรวจสอบข้อมูล จากนั้นได้ส่งต่อข้อมูล ซึ่งปัจจุบันทำได้โดยง่ายมาก แค่กดก๊อบปี้แล้ววาง ทำให้ข่าวปลอมแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

อนึ่ง กรณีปัญหาเฟคนิวส์ เมื่อดูท่าทีของฝ่ายรัฐบาล ก่อนหน้านี้ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระ ทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวหลังเข้ารับตำแหน่ง ใหม่ๆ ว่า นโยบายที่จะทำเร่งด่วนหลังเข้ารับตำแหน่ง 3 เรื่อง คือ เศรษฐกิจดิจิทัล เน้นภาคธุรกิจ ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายภาคธุรกิจใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลมากที่สุด ส่งเสริมสังคมดิจิทัล ผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น ผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงทุกแพลตฟอร์มที่จะมีส่วนสร้างรายได้ มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากบิ๊กดาต้า และการให้บริการด้วยซิงเกิลวินโดวส์ และการส่งเสริมความมั่นคงทางดิจิทัล มุ่งเน้นความมั่นคงด้านข่าวสาร

และเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นายพุทธิพงษ์ ได้มีการประชุมหารือเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม โดยเฉพาะการตั้งศูนย์เฟคนิวส์เซ็นเตอร์ (Fake News Center) เพื่อเน้นสื่อสารข่าวการเตือนภัยพิบัติและข่าวลวงที่กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ การหลอกลวงให้ลงทุน การขายสินค้าอันตรายและผิดกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และลดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งปรากฏเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ รวมถึงเร่งรัดหามาตรการในการจัดการกับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในด้านต่างๆ กับภารกิจด้านการรักษาความปลอดภัยในโลกดิจิทัลและอาชญากรรมออนไลน์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560

โดย รมว.ดิจิทัลฯ กล่าวย้ำหลังจากมีการร่วมหารือกับ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดตั้งศูนย์แก้ปัญหาเฟคนิวส์ ที่มีตัวแทนจาก 15 หน่วยงานเข้าร่วมหารือ อาทิ กรมสรรพากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) สำนัก งานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนัก งานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักข่าวกรองแห่งชาติ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทค โนโลยี กระทรวงกลาโหม กองทัพบก ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ แห่งประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมประชา สัมพันธ์ และ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เป็นต้น โดยเบื้องต้น รมว.ดิจิทัลฯ ย้ำว่า ศูนย์เฟคนิวส์ดังกล่าว เมื่อมีการจัดตั้งแล้ว จะต้องหามาตรการและแนวทางในการจัดการกับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในด้านต่างๆ

ทั้งนี้ การเดินหน้าแก้ปัญหาเรื่องเฟคนิวส์ของรัฐบาล เชื่อได้ว่าหลายคนก็ต้องการเห็นแอคชั่นดังกล่าวจากหน่วยงานภาครัฐที่จะลงมาดูปัญหานี้อย่างจริงจัง เพียงแต่กระบวน การว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยว ข้อง จะต้องมีการฟังความรอบด้าน มีการศึกษาผลดี-ผลเสีย ผลกระทบด้านต่างๆ หากจะมีการตั้งศูนย์เฟคนิวส์ขึ้นมาในอนาคตอันใกล้นี้ แต่โดยหลักการแล้ว สังคมสนับสนุนแน่นอนกับการควบคุมตรวจสอบและเอาผิดกับคนที่มีเจตนาไม่ดีในการสร้างและเผยแพร่ข่าวปลอม.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ