คอลัมน์: รายงานพิเศษ: 3 ปีนำร่อง 'เมืองต้นแบบ จชต.' เศรษฐกิจพุ่ง

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 10 สิงหาคม 2562 00:00:14 น.

เข้าสู่โหมดการทำงานของรัฐบาลประยุทธ์ 2 หลังแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บิ๊กตู่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  ประเดิมนำทัพคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ล่องใต้ เมืองเบตง จังหวัดยะลา บูมพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่

เนื่องจากที่ผ่านมามีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นเป็นระยะ นักท่องเที่ยวอาจไม่มั่นใจเรื่องความปลอดภัย ซึ่งนั่นส่งผลต่อเรื่องเศรษฐกิจ รายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้  รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จึงมีมติ ครม.เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2559 ทำโครงการเมืองต้นแบบ "สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" (ปี 2560-2563) มีศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ เพื่อพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจเฉพาะ ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคง และพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้อย่างเต็มรูปแบบ

โดยนำร่องในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ 1.อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร 2.อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เป็นเมืองต้นแบบการค้าขายชายแดนระหว่างประเทศ และ  3.อ.เบตง จ.ยะลา เป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ถึงขณะนี้การดำเนินโครงการของรัฐบาลเข้าสู่ปีที่ 3 และมีความคืบหน้าไปมาก สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจึงจัดกิจกรรมพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ จังหวัดสงขลา ปัตตานี และยะลา  เพื่อติดตามความคืบหน้า และถือเป็นการจัดสื่อสัญจรทริปแรกในรัฐบาลประยุทธ์

สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในด้านอุตสาหกรรมแปรรูป ผลไม้ขึ้นชื่อและเป็นที่นิยมปลูกในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้อย่างทุเรียน โดยเฉพาะในจังหวัดยะลาที่บิ๊กตู่เร่งผลักดันให้เป็นเมืองทุเรียน ด้วยมีผลผลิตที่มีคุณภาพ หลากหลายสายพันธุ์ บางพันธุ์หาได้เฉพาะในท้องถิ่นเท่านั้น ทุเรียนจึงเป็นผลิตภัณฑ์ส่งออกสำคัญที่สร้างรายได้ให้ชาวบ้าน และนำรายได้เข้าประเทศ

โดยทุเรียนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ปลูกเพื่อการส่งออก ส่วนใหญ่จะถูกส่งไปยังโรงงานแปรรูปทุเรียน บริษัท ม่านกู่หว่าง ฟู้ด จำกัด อ.เทพา จ.สงขลา ซึ่งเป็นโรงงานใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของประเทศไทย โดยเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างภาคเอกชนไทยและจีน รับซื้อผลผลิตทุเรียนเพื่อแปรรูปแช่แข็งส่งออกไปยังประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด

โดยใช้แรงงานในพื้นที่ในกระบวนการผลิตประมาณ 1,200 คน ใช้เงินทุนหมุนเวียนประมาณ 2,000 ล้านบาท รับซื้อทุเรียน 1.2 หมื่นตันต่อปี และในปี 2563 ตั้งเป้าว่าจะรับซื้อทุเรียนเพิ่มขึ้น 2 หมื่นตัน ซึ่งเป็นจำนวน 1 ใน 3 ของผลผลิตทุเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการแปรรูปทั้งหมดเพื่อส่งออก 100 เปอร์เซ็นต์ นำรายได้เข้าสู่ประเทศและพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้จำนวนมาก

นอกจากทุเรียนแล้ว อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ดันเศรษฐกิจชายแดนภาคใต้พุ่ง คือการแปรรูปมะพร้าว  ซึ่งที่ปัตตานีมีโรงงานแปรรูปมะพร้าวครบวงจร อย่างบริษัท หนองจิกพัฒนา จำกัด ในอำเภอหนองจิก  ซึ่งขณะนี้กำลังสร้างอาคารหลังใหม่เพิ่มเติม เพื่อรองรับผลผลิตจากมะพร้าวของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีกำลังผลิต 160,000 ลูกต่อวัน และจะขยายเป็น 240,000 ลูกต่อวันในปี 63 ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ตามโครงการเมืองต้นแบบฯ คาดว่าจะช่วยให้เกิดการกระจายรายได้แก่เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวได้ไม่น้อยกว่าปีละ 500 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน วิสาหกิจชุมชนของชาวบ้านในพื้นที่ อย่างการแปรรูปอาหารทะเลแบบปลอดสารเคมี  ก็เป็นอีกหนึ่งรายได้ช่วยชาวบ้านและกลุ่มแม่บ้านให้มีงานทำ โดยวิสาหกิจชุมชน "โอรังปันตัย" จังหวัดปัตตานี พื้นที่ต้นแบบการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนในการแปรรูปอาหารทะเล เป็นศูนย์กลางในการรับซื้ออาหารทะเลสดประเภทต่างๆ ที่จับโดยเครื่องมือประมงพื้นบ้านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อนำมาตัดแต่งและแปรรูปเป็นอาหารทะเลปลอดสารเคมีสู่ผู้บริโภค สามารถสร้างงานสร้างรายได้ให้สมาชิกในชุมชนประมงพื้นบ้าน ยกระดับราคาของสัตว์น้ำในปัตตานีให้มีความเป็นธรรมมากขึ้นด้วย

นอกจากการส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่ด้วยการสร้างงานสร้างรายได้ให้ชาวบ้านแล้ว ขณะนี้อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เมืองแห่งการท่องเที่ยวหลักกำลังจะมี "ท่าอากาศยานเบตง" รองรับสามเหลี่ยมเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2558 ที่เห็นชอบให้ก่อสร้างท่าอากาศยานเบตง ในกรอบวงเงิน 1,900 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาทางด้านคมนาคม เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศของเบตงตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขา ทำให้การคมนาคมขนส่งทางรถยนต์ซึ่งเป็นเส้นทางหลักมีความล่าช้า  ใช้เวลาในการเดินทางมากและมีสถิติการเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายการพัฒนาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาล ที่ส่งเสริมให้มีการเดินทางทางอากาศในพื้นที่เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคงของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เชื่อมโยงเครือข่ายการบินกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยความก้าวหน้าในการก่อสร้างขณะนี้อยู่ที่ 94 เปอร์เซ็นต์ เตรียมเปิดให้บริการในเดือนมิถุนายน 2563

นอกจากนี้ เบตงยังเป็นหนึ่งในพื้นที่โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย ประกอบด้วย  อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และไทย สนามบินเบตงจะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าไทย-มาเลเซียบริเวณด่านชายแดนเบตงเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นพื้นที่ติดชายแดน รัฐเประและรัฐเกดะห์ของประเทศมาเลเซีย ทั้งช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางมากกว่าไปใช้สนามบินปีนังที่ต้องเดินทางประมาณ 90 กิโลเมตรอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม โครงการเมืองต้นแบบ "สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการของรัฐบาลที่ผลักดันจนค่อยๆ ผลิดอกออกผล ดึงดูดนักลงทุน สร้างงาน สร้างรายได้  สร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้ชาวจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง และหากสามารถดำเนินโครงการจนครบระยะแรกในปี 2563 ได้ คาดว่าเศรษฐกิจในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะฟื้นขึ้นได้สำเร็จในยุค "รัฐบาลประยุทธ์" นี้เอง.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง