ข่าวอินโฟเควสท์
22:07 ธนาคารกลางฮ่องกงประกาศลดการดำรงเงินกองทุนส่วนเพิ่ม หวังช่วยพยุงภาคธุรกิจ-เศรษฐกิจจากเหตุประท้วงยืดเยื้อ   ธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) ประกาศปรับลดอ…
21:36 ปอนด์ร่วง ขณะเจรจา Brexit เข้าใกล้โค้งสุดท้าย   เงินปอนด์อังกฤษร่วงลงในวันนี้ หลังจากที่ปรับตัวขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนักลงทุนต่างจับตาความค…
21:16 รมว.คลังสหรัฐเผย สหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าจีนตามกำหนด 15 ธ.ค. หากไม่มีการทำข้อตกลง   นายสตีเฟน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เปิดเผยว่า ตนและนายโรเบิร์ต ไ…
21:11 ดาวโจนส์เปิดลบ เหตุนลท.ไม่มั่นใจสหรัฐ-จีนเซ็นดีลการค้า   ดัชนีดาวโจนส์เปิดแดนลบในวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนเริ่มกลับมากังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การค…
20:14 "ปูติน" เยือนซาอุฯอย่างเป็นทางการ ส่งสัญญาณขยายอิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลาง   ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เดินทางถึงกรุงริยาดห…

คอลัมน์: อีโคโฟกัส: ปรับสูตรลดความหวานหนีภาษีใหม่

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 10 สิงหาคม 2562 00:00:10 น.

แนวโน้มของการดูแลสุขภาพของตนเองที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่องของคนไทย ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องหันมาปรับสินค้าให้ตอบโจทย์กับเทรนด์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าหลายรายมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีนวัตกรรมเพิ่มมาก ขึ้น ขณะเดียวกันกระแสของภาษีน้ำหวานรอบสองที่กำลังจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ต.ค.2562 นี้ หลังจากประกาศขึ้นรอบแรกไปแล้วเมื่อวันที่ 16 ก.ย.60 ที่ผ่านมา ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผู้ผลิตมีการพัฒนาสินค้าใหม่ โดยเน้นไปที่สูตรน้ำตาลน้อยกว่าเดิม โดยเฉพาะในตลาดน้ำอัดลมที่กลายเป็นกระแสร้อนแรงต่อเนื่อง นับแต่มีเรื่องของการเรียกเก็บภาษีความหวานจากเครื่องดื่มเกือบทุกชนิดโค้ก-เป๊ปซี่ปรับราคาขึ้น 2-3 บาท

สำหรับตลาดน้ำอัดลมในปี 2561 ที่ผ่านมา จากรายงานดัชนีค้าปลีกของ บริษัท เดอะ นีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด มูลค่าประมาณ 5 หมื่นล้านบาท มีอัตราเติบโต 1.74% นับว่าเป็นอีกหนึ่งตลาดเครื่องดื่มที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ทีเดียว โดยหลังจากมีกระแสเรื่องภาษีน้ำหวานรอบสองดังกล่าว ทำให้มีการพูดถึงเรื่องการปรับราคาสินค้าของผู้ผลิต

แบรนด์น้ำอัดลมยักษ์ใหญ่อย่าง "เป๊ปซี่" ก็ได้ออกแถลง การณ์ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ SPBT ได้มีการปรับราคาสินค้า ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์การกำหนดราคาสินค้าของบริษัท โดยกลยุทธ์นี้จะรวมถึงการเปิดตัวสินค้าขนาดใหม่ และการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าให้เหมาะสมตามกลไกของตลาด โดยจะมีการติดตามภาวะตลาดและพิจารณาปัจจัยต่างๆ ในการกำหนดราคาและขนาดของสินค้า ในการปรับราคาสินค้าครั้งนี้ บริษัทได้ปรับราคาสินค้าบางรายการเพื่อให้สอดคล้องและเป็นไปตามกลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยบริษัทยังคงยึดมั่นและมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อรักษามาตรฐานคุณภาพ พร้อมสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่เป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องตลอดไป

สำหรับสินค้าที่มีการปรับขึ้นราคาขายปลีกแนะนำในครั้งนี้ ประกอบด้วยเครื่องดื่มเป๊ปซี่  3 ขนาด ได้แก่ เครื่องดื่มเป๊ปซี่ ขนาด 345 มิลลิลิตร เป็นราคา 12 บาท ขนาด 430 มิลลิลิตร เป็นราคา 15 บาท และขนาด 640 มิลลิลิตร เป็นราคา 17 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร้านค้ารายเล็กในพื้นที่กรุงเทพฯ และภาค กลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ได้ทำการปรับขึ้นราคาเครื่องดื่มน้ำอัดลม ไม่ว่าจะเป็น "โค้ก" และ "เป๊ปซี่" สูตรมีน้ำตาลแบบดั้งเดิม โดยมีการปรับราคาเฉลี่ยขวดละ 2-3 บาท คาดว่ามาจากอัตราภาษีความหวาน โดยการปรับขึ้นราคาครั้งนี้ขวดแก้วที่โค้กจำหน่ายอยู่ขนาด 185 มล. ปรับขึ้นจากเดิม 5 บาท เป็น 7 บาท, ขนาด 1 ลิตร ปรับขึ้นจากเดิม 17 บาท เป็น 20 บาท ส่วนขนาด 280 มล. เดิมจำหน่าย 9 บาท และขนาด 422 มล.  เดิมจำหน่าย 9 บาท ยังไม่ปรับขึ้นราคา

รูปแบบขวดพีอีทีของทั้งสองแบรนด์ดังกล่าวในบรรจุภัณฑ์ขนาด 330 มล. ปรับขึ้นจาก 10 บาท เป็น 12 บาท, ขนาด 450 มล. จากเดิม 12 บาท เป็น 15 บาท, ขนาด 590 มล. เดิม 15 บาท เป็น 17 บาท ยกเว้นขนาด 1.2 ลิตร ที่จำหน่ายอยู่ที่ราคา 30 บาท ยังไม่ปรับขึ้นราคา ส่วนสูตรไม่มีน้ำตาล ขนาด 330 มล. เดิมขายขวดละ 10 บาท และขนาด 450 มล. เดิมขายขวดละ 12 บาท ยังไม่ได้ทำการปรับขึ้นราคาเช่นเดียวกัน

ส่วนในกลุ่มเครื่องดื่มน้ำอัดลมสีอย่าง "แฟนต้า" และ "สไปรท์"  ขวดพีอีทีขนาด 330 มล. จากเดิม 10 บาท เป็น 12 บาท, ขนาด 450 มล. จากเดิม 12 บาท เป็น 15 บาท และน้ำมะนาวโซดา ขนาด 400 มล. จากเดิม 15 บาท เป็น 17 บาท ด้านเครื่องดื่มที่ให้ความหวานชนิดอื่น เช่น ชาเขียวพร้อมดื่มนั้น ร้านโชห่วยในจังหวัดลำปางระบุว่ายังขายในราคาเท่าเดิม เนื่องจากที่ผ่านมาได้ใช้วิธีลดขนาด ลดปริมาณ แต่ขายในราคาเท่าเดิมไปแล้ว

เครื่องดื่มสูตรใหม่รับภาษี

รายงานข่าวจาก บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มชาเขียวพร้อมดื่มโออิชิ กล่าวว่า บริษัทเตรียม เปิดตัวเครื่องดื่มชาเขียวสูตรใหม่ในปริมาณความหวานที่อยู่ในเงื่อนไขของสรรพสามิต คาดว่าจะสามารถวางจำหน่ายได้ก่อนวันที่ 1 ต.ค.2562 นี้ และที่ผ่านมายังได้ทยอยปรับสูตรสินค้า โดยเป็นความหวานอย่างต่อเนื่อง เหลือเพียงบางรายการที่เป็นรส ชาติได้รับความนิยม อาทิ รสน้ำผึ้งมะนาว ที่ยังไม่ได้ปรับสูตร เพื่อไม่ให้กระทบกับความรู้สึกของผู้บริโภค ขณะเดียวกันการจ่ายภาษีเพิ่มนั้นกระทบบริษัทเพียงเล็กน้อย

ทั้งนี้ ภาพรวมตลาดชาเขียวพร้อมดื่มเริ่มเติบโตดีขึ้นกว่าใน ปี 2560 ที่เริ่มปรับขึ้นภาษีใหม่ครั้งแรกจนส่งผลให้ตลาดติดลบเนื่องจากผู้บริโภคเริ่มมีการรับรู้และรักสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ยอม รับกับการปรับสูตรลดความหวานลงของกลุ่มเครื่องดื่มชาเขียว

รายงานข่าวจากสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการเครื่องดื่มทั้งกลุ่มน้ำอัดลม น้ำผลไม้ ชาเขียว นมถั่วเหลือง ต่างๆ ได้มีการส่งรายละเอียดสูตรหรือส่วนผสมของสินค้าใหม่ ที่ให้ความหวานน้อยไปยังกรมสรรพสามิตพิจารณาประมาณ 100 รายการ ซึ่งหากผ่านการพิจารณาเห็น ชอบ จะเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ก่อน 1 ต.ค.2562 นี้ ส่วนเครื่อง ดื่มน้ำผลไม้บางรายการที่มีความหวานเกินอัตราที่กำหนดนั้น คาดว่ามีโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าเช่นเดียวกับเครื่องดื่มน้ำอัดลม ในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากมีผลกระทบกับการปรับสูตรน้ำผัก-ผล ไม้เดิมที่ใส่วิตามินปรุงแต่งอื่นๆ เพราะหลังจากนี้กรมสรรพสามิตอนุญาตให้เติมได้เฉพาะวิตามินที่พบในน้ำผัก-ผลไม้เท่านั้น

กัญญา ติลกเรืองชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิลด์ ฟูดส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำผลไม้ผสมวุ้นมะพร้าวแบรนด์ เอ็ม-จอย และเจ-มิกซ์ กล่าวว่า การปรับขึ้นของภาษีสรรพสามิตน้ำหวานรอบ 2 เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการเครื่องดื่มยังสามารถปรับสูตร ปรับกลยุทธ์ ลดต้นทุนได้ แต่ในเรื่องนโยบายขึ้นค่าแรง 400 บาทนั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่กระทบกับผู้ประกอบการโดยตรงแบบภาคบังคับ ซึ่งหากรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ไหวอาจต้องลดพนักงานหรือเห็นบริษัทปิดกิจการลงและย้านฐานผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ กัมพูชา เวียดนาม อีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่ใช้แรงงานคนอย่างธุรกิจเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม กระทบหนักสุด

บริษัทได้ปรับสูตรเครื่องดื่มที่ให้ความหวานลงทั้งหมด เพื่อไม่ต้องเสียภาษีดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ซึ่งที่ผ่านมายอมรับว่า กระทบกับความรู้สึกของผู้บริโภคบ้างเล็กน้อย ส่งผลให้ปีนี้บริษัท ต้องประคองให้มียอดขาย 520 ล้านบาท เท่ากับปี 2561 ที่ผ่าน มา พร้อมกับเน้นตลาดส่งออกในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีและจีนเพิ่มขึ้นจาก 8% เป็น 20% หลังจากบริษัทคู่ค้ามีการเติบโตดีขึ้นต่อเนื่อง

คงต้องมาดูกันว่า หลังจากที่ผู้ประกอบการค่ายต่างๆ เริ่ม ทยอยปรับราคาจะมีผลต่อยอดขายมากน้อยเพียงไร เพราะจากการสำรวจร้านค้าโชห่วยในบางทำเลพบว่ามีผู้บริโภคเริ่มมี การลังเลต่อการจับจ่าย แม้ว่าจะเป็นลูกค้าประจำที่ชื่นชอบเครื่องดื่มน้ำอัดลมก็ตาม จากนี้คงได้เห็นผลิตภัณฑ์ใหม่ในสูตรของคนรักสุขภาพ แต่รสชาติถูกปากคนไทยกันมากขึ้น.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง