คอลัมน์: เกษมราษฎร์: มาทำความรู้จัก 'กัญชง' มีดีไม่น้อยกว่า 'กัญชา'

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 16 สิงหาคม 2562 00:00:26 น.

ถึงเวลานี้ไม่มีพืชชนิดไหนที่ดังเท่า "กัญชา" แล้ว ซึ่งมีการพูดถึงกันแพร่หลายตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง แต่หลายคนคงยังไม่รู้จักพืชที่ชื่อคล้ายกันอย่าง "กัญชง" ที่จ่อปลดล็อกให้เป็นพืชเศรษฐกิจ ดังนั้น ดูกันว่ากัญชงเป็นพืชแบบไหน

กัญชง หรือเฮมพ์ มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเทือกเขาหิมาลัย เป็นพืชที่มีเส้นใยคุณภาพสูง มีความยืดหยุ่น แข็งแรง และทนทานสูง จัดเป็นพืชล้มลุก มีต้นกำเนิดเช่นเดียวกับกัญชา เนื่องจากมีคุณลักษณะบางประการคล้ายคลึงกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีความแตกต่างระหว่างพืชทั้งสองชนิดนี้ โดยเฉพาะคุณลักษณะขององค์ประกอบทางเคมี วัตถุประสงค์ของการปลูก และการใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะการที่เป็นพืชสำหรับผลิตเส้นใย

ลักษณะทางกายภาพเป็นพืชล้มลุก มีลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 1-6 เมตร ปลูกง่ายโตเร็ว เพียงประมาณ 3-4 เดือน สามารถเก็บเกี่ยวได้ และสามารถปลูกได้ทั้งปี หากมีน้ำเพียงพอในฤดูแล้ง

อีกทั้งยังพบว่า ช่วงอุณหภูมิระหว่าง 13-22 องศาเซลเซียส เป็นช่วงที่เหมาะสมในการปลูกกัญชง สำหรับช่วงระยะเวลาในการปลูกที่เหมาะสม ได้แก่ ช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค.  และหากมีน้ำเพียงพอ สามารถปลูกได้ตั้งแต่เดือน มี.ค.-ก.ค.

โดยลักษณะใบนั้นเป็นใบเดี่ยวรูปฝ่ามือ แผ่นใบแก่แยกเป็นแฉก 5-7 แฉก ขอบใบหยัก เป็นฟันเลื่อยและเว้าลึกจนถึงโคนใบ ปลายใบเรียวแหลม ผิวใบด้านบนมีสีเขียวเข้มกว่าด้านล่าง ก้านยาว 2.7 เซนติเมตร ลักษณะดอกมีขนาดเล็กสีขาวขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-4 มิลลิเมตร แยกเพศ และอยู่ต่างต้น

ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายยอด ช่อดอกและใบของต้นเพศผู้จะจัดเรียงตัวกันห่างๆ ต่างจากต้นเพศเมียที่เรียงชิดกัน เป็นกลุ่มชัดเจน ลักษณะผลเป็นเมล็ดแห้ง สีเทารูปไข่ ส่วนปลายเป็นมุมแหลมกว้าง ผิวเรียบเป็นมัน และมีลายประสีน้ำตาล ขนาดประมาณ 3-4 มิลลิเมตร ภายในมีอาหารสะสมจำพวกแป้งและไขมันอัดอยู่แน่น

สำหรับพื้นที่ที่สามารถพบได้นั้น สามารถปลูกได้ดีในดินทุกชนิด ในปัจจุบันเนื่องจากกัญชงเป็นพืชในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย อาทิ ม้ง ลีซอ เป็นต้น ดังนั้น พื้นที่ที่สามารถพบการเพาะปลูกกัญชงได้ คือ พื้นที่ทางภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีชาวไทยภูเขาเผ่าตั้งรกรากและอาศัยอยู่นั่นเอง อาทิ จ.เชียงใหม่, เชียงราย, ตาก, แม่ฮ่องสอน, น่าน, พะเยา และเพชรบูรณ์

กัญชงมีสารสำคัญเช่นเดียวกับกัญชา คือ Tetrahy drocannabinot หรือ THC ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท และ Cannabidiol หรือ CBD ออกฤทธิ์ยับยั้งฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการกระวนกระวายของ THC

ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างกัญชงและกัญชา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือค่า THC ซึ่งในกัญชาจะมีสูงมากกว่ากัญชงมาก กล่าวคือ กัญชา มีปริมาณ THC สูง ร้อยละ 5-15 และมีปริมาณสูงกว่า CBD ในขณะที่กัญชงมีปริมาณ THC เพียงร้อยละไม่เกิน 1 และมีอัตราส่วนของ CBD : THC มากกว่า 2 : 1

อาการและผลเสียจากการเสพนั้น ผู้เสพจะรู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง เนื่องจากกัญชงมีสาร CBD ในปริมาณที่สูงกว่าสาร THC ดังนั้น สาร CBD จะหยุดการออกฤทธิ์ของสาร THC โดยสิ้นเชิง

การใช้ประโยชน์จากกัญชง เป็นพืชล้มลุกที่ให้เส้นใยอ่อนนุ่ม เหนียวและทนทาน ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญมาก อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ กัญชงยังสามารถนำมาทำพลาสติกชีวภาพ (biodegradable plastics) ทำอาหาร น้ำมันและอื่นๆ อีกมาก ในปัจจุบันอุตสาหกรรมเส้นใยกัญชงและอุตสาหกรรมอาหารจากกัญชงเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก มีมากมายหลายประเทศทั่วโลกที่เพาะปลูกกัญชงเชิงอุตสาหกรรม อาทิ ออสเตรเลีย แคนาดา จีน ฝรั่งเศสและเยอรมนี เพื่อใช้ประโยชน์จากเส้นใยในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ใช้ทำเสื้อเกราะกันกระสุน และใช้เป็นวัสดุธรรมชาติเพื่อผลิตชิ้นส่วนตกแต่งในรถยนต์ราคาแพง นอกจากนี้ยังนำเมล็ดกัญชงมาสกัดน้ำมันเพื่อเป็นอาหารสุขภาพเนื่องจากมีกรดโอเมก้า 3  และ 6 ซึ่งจำเป็นต่อร่างกายมนุษย์อีกด้วย

สำหรับในประเทศไทย กัญชงเป็นพืชในวิถีชีวิตและประเพณีของชุมชนชาวไทยภูเขาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งเสียชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือชนเผ่าม้ง

ซึ่งใช้เส้นใยกัญชงถักทอเสื้อผ้าเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ตามความเชื่อดั้งเดิม ชาวม้งจะใช้เส้นด้ายที่ทำมาจากเส้นใยกัญชงมัดมือให้ทารกที่เกิดใหม่ การถักทอเครื่องแต่งกายสำหรับพิธีวันขึ้นปีใหม่ของชนเผ่า และเครื่องแต่งกาย รองเท้า และเชือกมัดศพ สำหรับสวมใส่ตอนเสียชีวิต

ถึงแม้กัญชงจะเป็นพืชตระกูลเดียวกันกับกัญชา แต่ความแตกต่างที่สำคัญ นอกจากปริมาณสารเสพติดในกัญชง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ THC ซึ่งมีปริมาณน้อยกว่ากัญชามาก และวัตถุประสงค์ของการปลูกกัญชงนั้น ปลูกเพื่อใช้ผลิตเส้นใยเป็นหลัก

อย่างไรก็ดี ภาครัฐจึงออกกฎหมายเพื่อสนับสนุนการส่งเสริม การปลูกกัญชงให้เป็นพืชเศรษฐกิจภายใต้ระบบการควบคุมของประเทศไทย นั่นคือกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะเฮมพ์ พ.ศ.2559 โดยมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 360 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ สรุปสาระสำคัญในกฎกระทรวงดังกล่าว เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาต และการอนุญาตเฉพาะ เรื่อง การผลิต จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองกัญชง แยกออกจากกฎกระทรวง ทั้งนี้ให้เฉพาะหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ขออนุญาตผลิต จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชงตามกฎกระทรวงนี้เท่านั้น

"กัญชงเป็นพืชที่ให้สารเสพติดไม่ต่างจากกัญชา แต่ถ้าส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาเพาะปลูกต้นกัญชงได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็จะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจการเกษตรไทย".

ข่าวที่เกี่ยวข้อง