คอลัมน์: เกษมราษฎร์: ทางรอด... 'การศึกษาไทย' 'ทวิภาคี'แก้จน-ปลดหนี้กยศ.

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 17 สิงหาคม 2562 00:00:40 น.

"การศึกษาไทย" ยังคงเป็นปัญหาสำคัญของการพัฒนาประเทศ ที่หลายฝ่ายมุ่งหวังให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ แก้ปัญหาอย่างตรงจุด โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำ กระบวนการเรียนการสอนยังไม่ได้มาตรฐาน พร้อมปรับเปลี่ยนทัศนคติของการศึกษาให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมทั้งปัญหาหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ของประชาชนกว่า 2 ล้านคนที่ยังค้างคารอการเข้ามาช่วยเหลือ

"ดร.สฤษดิ์ บุตรเนียร ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทย ผู้คลุกคลีกับระบบการศึกษาไม่ต่ำกว่า 40 ปี ผ่านการทำโรงเรียนเอกชน 13 แห่ง ตั้งอยู่ใน 4 จังหวัด คือ ปราจีนบุรี นครราชสีมา สระแก้ว สระบุรี สะท้อนปัญหาว่าเรื่องการศึกษามีปัญหาหลากหลายมิติ แต่สิ่งแรกที่อยากเรียกร้องอันดับแรกๆ คือการแก้หนี้ กยศ. ซึ่งถือเป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทยตอนหาเสียง ประกอบด้วย 1.ปลดภาระผู้ค้ำประกัน ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันอีกต่อไป ทั้งหนี้เก่าและหนี้ใหม่ 2.ไม่มีดอกเบี้ย 3.ไม่ต้องมีเบี้ยปรับ 4.ใช้ภาษีเงินได้ประจำปีมาหักลดยอดหนี้เงินกู้ได้ 5.ผ่อนคืนเงินต้น 10 ปี และ 6.พักหนี้ 5 ปีสำหรับลูกหลานที่ไม่มีเงินจะชำระจริงๆ เพื่อเป็นการหยุดการดำเนินคดี ไม่ต้องฟ้องร้องบังคับคดี หรือฟ้องยึดทรัพย์ไว้ 5 ปี ให้ผู้กู้ได้มีเวลาตั้งสติตั้งตัวกันอีกครั้ง"

"ผมเห็นว่าเรื่องเหล่านี้รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง สามารถออกระเบียบผ่อนผันหลักเกณฑ์ และแก้ปัญหาให้ประชาชนจำนวน 2 ล้านคนได้ทันที ส่วนรายได้ที่อาจหายไปของรัฐ เชื่อว่าสามารถหามาทดแทนได้จากบุคคลเหล่านี้  เพราะเมื่อมีโอกาสได้ทำงานในระบบ จากนั้นพวกเขาก็จะจ่ายเงินคืนในรูปแบบของภาษีให้แก่ประเทศชาติในภายหลัง ดังนั้นกระทรวงการคลังต้องเปลี่ยนเปลี่ยนวิธีคิด อย่ามองว่าเรื่องการกู้ยืมเงินเป็นเรื่องเชิงธุรกิจหรือเชิงพาณิชย์ หวังผลกำไร ขาดทุนเพียงมิติเดียว แต่อยากให้มองเป็นการลงทุนสาธารณะเพื่อสร้างลูกหลานของพวกเราขึ้นมาเพื่อพัฒนาประเทศชาติต่อไป"

ดร.สฤษดิ์ยังระบุด้วยว่า "เราต้องตั้งสมมุติฐานว่าเด็กทุกคนต้องการชำระหนี้ แต่ที่ผ่านมาไม่พร้อมชำระหนี้ เพราะปัญหาครอบครัว ปัญหาการเรียนการสอน ปัญหาให้ความรู้เด็กตั้งแต่เริ่มแรกนี้ คือการยืม ต้องคืน มิใช่เรียนฟรี แน่นอนว่าพรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข และ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ รัฐมนตรีภายใต้สังกัดพรรค จะเร่งประสานรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องให้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน ขณะที่ตัวเองในฐานะ ส.ส.ก็จะทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ทวงถามผ่านการหารือประธานสภาฯ และสะท้อนปัญหาของผู้ที่มีผลกระทบจากหนี้ กยศ.เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องนำไปแก้ไขโดยด่วน"

ส.ส.พรรคภูมิใจ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันต้องการให้ รัฐบาลเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน มิใช่เรียนจบไปแล้วไม่มีงานทำ ฉะนั้น "ระบบทวิภาคี" หรือการเรียนควบคู่กับการทำงาน คือทางรอด โดยรัฐต้องร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อให้นักเรียนสามารถทำงาน และสร้างรายได้ระหว่างการศึกษาที่จะช่วยลดการกู้หนี้ยืมสินลงได้

แต่ปัญหาที่ผ่านมาอยู่ที่ทัศนคติของพ่อแม่ ผู้ปกครองจำนวนเกินครึ่ง ที่อยากให้ลูกเรียนให้จบและค่อยทำงาน ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่เพราะในสมัยนี้การเรียนและทำงานถือเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะแม้จะเรียนอะไรมาก็ตาม สุดท้ายก็ต้องไปทำงาน แล้ว...ทำไมเราไม่จัดการเรียน และการทำงานให้สอดคล้องกับการทำงานตั้งแต่บัดนี้ให้เด็กได้เรียนรู้และทดสอบตัวเองว่ามีความชอบและมีความใช่ดีกว่าหรือไม่ หากไม่เหมาะสมก็ไปหาอะไรที่เรียนและตรงกับความชอบ หรือสามารถเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน

"แปลกใจทำไมเวลาเด็กอยู่เมืองนอก ถึงยอมให้ทำงานล้างจานได้ แต่พอมาอยู่เมืองไทย คนที่มีปัญหาคือพ่อแม่ ที่ไม่ยอมเพราะอายสังคมจะถูกกล่าวหาไม่มีปัญญาส่งลูกเรียน ผมอยู่การศึกษามานาน ส่วนใหญ่พบว่าลูกไม่ได้เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบ แต่ผู้ปกครองเลือกให้หมด ทั้งที่สมัยนี้เด็กมีความคิดความอ่านมาก แต่ถูกบล็อกไปหมด ถึงได้บอกว่าสังคมไทยเป็นสังคมพ่อแม่รังแกลูก จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนทัศนคติเหล่านี้ และมั่นใจว่าระบบทวิภาคีคือทางออกของการศึกษายุคใหม่ยังเพิ่มโอกาสการศึกษาให้แก่นักเรียนที่ยากจน แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ แก้ปัญหาปากท้องในสภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศไม่ดีอีกด้วย"

ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทย กล่าวและว่า อีกปัญหาหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือระบบการเรียนการสอนที่ยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ขณะที่ผู้สอนยังใช้แนวการสอน ตำราแบบเดิม  ขณะที่ความรู้และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เมื่อเด็กเรียนจบก็ได้ความรู้แบบเดิมๆ และต้องไปประสบชะตากรรมกับปัญหาต่างๆ ในอนาคต ทั้งที่วันนี้ควรเปิดโอกาสให้เด็กคิดนอกกรอบ ยกเลิกระบบท่องจำ รวมทั้งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและให้โอกาสทางการศึกษาทุกมิติอย่างเท่าเทียม ซึ่งผมยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเป็นเรื่องยาก แต่หากไม่เริ่มต้นวันนี้ สภาพการศึกษาของไทยก็คงจะย่ำแย่เหมือนเดิม และผลลัพธ์ก็ตกมาที่ลูกหลานของพวกเราที่ไม่ได้รับการพัฒนา ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าไปหมดแล้ว

"ผมเข้ามาเป็น ส.ส.เพื่อต้องการเข้ามาแก้ปัญหาทางด้านการศึกษา หากยังเป็นดอกเตอร์อยู่บ้านนอกแบบเดิม คงไม่มีใครฟังผม หรือพูดไปก็ไม่มีใครได้ยิน แต่วันนี้ผมมีเสียง และได้ยืนพูดในสภาผู้แทนราษฎร ความคิด และข้อเสนอของผมก็กระจายออกไปสู่สาธารณะ ก็หวังว่าจะไปเข้าตาและสะกิดใจผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้นำสิ่งที่เสนอไปแก้ไขเชิงบูรณาการถูกต้องตรงประเด็น" ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทย และผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษากว่า 40 ปีกล่าวปิดท้าย.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง