คอลัมน์: ไทยโพสต์: หว่านงบฯมหาศาลหมุนเศรษฐกิจ การใช้งบประมาณที่ต้องอธิบาย

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 17 สิงหาคม 2562 00:00:34 น.

การประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจนัดแรกที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมครั้งแรกเห็นชอบแพ็กเกจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หวังให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 2 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.มาตร การบรรเทาความเดือดร้อน และการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง เช่น การช่วยเหลือเกษตรกรผ่อนคลายหนี้สิน สนับสนุนพิเศษด้านดอก เบี้ย ทั้งสนับสนุนสินเชื่อใหม่และต้นทุนการเพาะปลูก

2.มาตรการดูแลปรับเพิ่มสวัสดิการสำหรับผู้มีราย ได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ด้วยการแจกเงินให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นกรณีพิเศษเพิ่มอีก 2 เดือน ระหว่างเดือน ส.ค.-ก.ย.2562 รวมวงเงินกว่า 20,000 ล้านบาท ประกอบด้วย การแจกเงินพิเศษให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการทุกคน คนละ 500 บาท เป็นเวลา 2 เดือน รวม 1,000 บาทต่อเดือน เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า โดยใช้งบประมาณ 14,600 ล้านบาท มีผู้ได้รับสิทธิ์ทั้งสิ้น 14.6 ล้านคน

นอกจากนี้ยังมีการแจกเงินบรรเทาค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้สูงอายุที่ถือบัตรสวัสดิการและมีอายุ 60 ปีขึ้นไป อีก 2 เดือน เดือนละ 500 บาท รวม 1,000 บาท ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายได้รับเงิน 5 ล้านคน ใช้งบประมาณหลายพันล้านบาท รวมถึงการแจกเงินช่วยเหลือการเลี้ยงดูบุตรให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการที่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดมีอายุ 0-6 ปี เพิ่มเดือนละ 300 บาท เป็นเวลา 2 เดือน รวม 600 บาท จำนวน 8 แสนคน โดยใช้งบประมาณกว่า 500 ล้านบาท

ทั้งนี้ เงินที่เติมให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการรอบนี้จะเป็นเงินพิเศษ ไม่รวมกับเงินสวัสดิการพื้นฐานที่ทุกคนได้รับอยู่แล้ว โดยเงินรอบพิเศษจะทำให้คนถือบัตรสวัสดิการฯ มีโอกาสได้รับเงินเพิ่มอีกคนละ 1,000-2,600 บาท ซึ่งจะถูกนำไปเติมให้ในช่องเงินอี-มันนี่ สามารถนำไปซื้อสินค้าและบริการผ่านจากร้านธงฟ้าประชารัฐ แอปพลิเคชันถุงเงินประชารัฐ และยังถอนเป็นเงินสดจากเครื่องเอทีเอ็ม ได้ด้วย

3.มาตรการกระตุ้นการอุปโภคบริโภคและการลงทุนในประเทศ เช่น กระตุ้นการท่องเที่ยวล่าสุดที่สอดรับยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองรอง เล็งสร้างเงินสะพัดในท้องถิ่นจากการใช้จ่ายอุปโภค ที่อยู่ และการช็อปสินค้าชุมชน โดยจะแจกเงินให้กับประชาชน 10 ล้านคน คนละ 1,000 บาท นอกจากนี้ กระทรวงการคลังเตรียมมาตรการพิเศษช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและรายเล็กทั่วประเทศเข้าถึงเงินทุน เพื่อรักษาสภาพคล่อง รวมถึงลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักร มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้จะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า ในการบริหารราชการแผ่นดินทุกคนทราบดีว่า เรามีปัญหาพอสมควรด้านเศรษฐกิจ โดยการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจนัด แรกครั้งนี้มีทั้งเรื่องเพื่อทราบ และเรื่องเพื่อพิจารณาอนุมัติ เพราะเป็นสถานการณ์เร่งด่วน เพื่อให้ทันต่อการประชุมคณะรัฐมนตรีในครั้งต่อไป เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไตรมาส 3 และ 4 หากทำไม่ได้ตอนนี้ จะมีผลต่องบประมาณ ปี 2563 ไตรมาส 1 และ 2 ด้วย อีกทั้งสถานการณ์โลกในวันนี้ยังไม่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาสงครามเศรษฐกิจ แม้จะมีหลายมาตรการที่ออกมาโดย 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ก็ตาม

ในหลักการอัดเม็ดเงินลงสู่ระบบให้เศรษฐกิจหมุนเพื่อรองรับสถานการณ์ระยะยาวที่ต้องเจอกับเหตุการณ์ที่กระทบต่อภูมิภาค และส่งผลมายังประเทศไทย แต่หลายมาตรการก็ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้คนในสังคมที่เห็นว่าไม่เป็นธรรม และเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ โดยเฉพาะมาตรการแจกเงินให้คนไปเที่ยวเมืองหลักและเมืองรอง คนละ 1,000 บาท ท่ามกลางความทุกข์ยากและปัญหาของคนรายได้น้อยที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องรายวัน หรือคนที่หาเช้ากินค่ำ

ข้อวิเคราะห์ที่ว่าการแจกเงินในมาตรการดังกล่าวจะทำให้เงินเข้าสู่ระบบได้เร็ว เห็นผลได้ใน 2 เดือนนั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นไปไม่ได้ ในทางตรงกันข้าม รังแต่จะสร้างความเหลื่อมล้ำให้เกิดขึ้นระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ในสังคม อีกทั้งยังเกิดเสียงเย้ยหยันรัฐบาลที่ไม่นำเงินดังกล่าวไปช่วยเหลือเกษตรกรที่กำลังเจอวิกฤติอย่างหนัก นอกจากนั้นยังมีการมองว่า ถ้าสามารถทำได้จริงเศรษฐกิจของประเทศไทยคงรุ่งเรืองมานานแล้ว เพราะที่ผ่านมารัฐบาลในระยะหลังใช้วิธีการลดแลกแจกแถมเหมือนกันมาหลายปีแล้ว

กระนั้นแม้รัฐบาลจะลดข้อเสนอของกระทรวงการคลังจาก 1,500 บาท เป็น  1,000 บาท แต่ข้อถกเถียงในเชิงวิชาการถึงการใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยังคงมีอยู่กว้างขวาง ซึ่งรัฐบาลก็ต้องเปิดกว้างรับฟังและชี้แจงถึงผลสัมฤทธิ์ของมาตรการให้สังคมได้เข้าใจด้วยถ้อยคำง่ายๆ ไม่เช่นนั้นจะถูกนำไปขยายความให้มีผลกระทบทางการเมือง กลายเป็นความไม่พอใจสะสมในสภาวะเศรษฐกิจของประเทศของคนในระดับฐานราก ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ  และคนชั้นกลางที่ได้รับผลกระ ทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นเสียงที่ดังและมีผลโดยตรงต่อการดำรงอยู่ของรัฐบาล.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง