คอลัมน์: กา@ครั้งหนึ่ง: อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ อนุสรณ์ไทยรบไทย (จบ)

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม 2562 00:00:14 น.

บ่ายวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2476 ขณะที่รัฐบาลเตรียมรบ กำลังของฝ่ายปฏิวัติของพระองค์เจ้าบวรเดชก็รุกคืบจากดอนเมืองมาตามสองข้างทางรถไฟ มุ่งผ่านบางเขน มาบางซื่อ โดยไม่ถูกต้านทาน จนกระทั่งค่ำทางทหารฝ่ายรัฐบาลจึงระดมยิงเข้ามาที่ทหารของฝ่ายปฏิวัติและ อ.พิบูลสงคราม สรุปภาพในช่วงเวลานั้นว่า

"ในเวลาเดียวกัน กองทหารของพระองค์เจ้าบวรเดชที่กำลังยึดพื้นที่อยู่ตามเส้นทางรถไฟใกล้สถานีบางซื่อก็ต้องร่นถอยอย่างไม่เป็นขบวนเพราะถูกขับดันจากฝ่ายรัฐบาลด้วยกระสุนปืนเล็ก ปืนกล ปืนใหญ่ และปืน ป.ต.อ. ติดตั้งบนรถตีนตะขาบ ทำให้พื้นที่แห่งหนึ่งระหว่างสถานีบางซื่อและบางเขนปลอดภัยจากการยิงของฝ่ายถอยหนี ณ ที่นี้เอง พ.ท.หลวงพิบูลสงครามได้มาอำนวยการปราบปรามอยู่ในกองบังคับการกองผสมที่ได้ถูกจัดตั้งขึ้น..."

แต่ถ้าอ่านจากคำให้การของ ร.อ.หลวงโหมรอนราญ ซึ่งอยู่ฝ่ายปฏิวัติฯ ถึงการสู้รบของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายปฏิวัติ จะเห็นว่าในระยะเวลา 2 วันแรกคือวันที่ 11 และ 12 ตุลาคม พ.ศ.2476 ได้มีการยิงตอบโต้กันอย่างดุเดือดทีเดียว ยังไม่น่าจะเห็นท่าว่าฝ่ายใดจะแพ้หรือฝ่ายใดจะชนะ ทางฝ่ายปฏิวัติฯก็ยังขนกำลังลงมาจากทางเหนือและอิสานอยู่ ฝ่ายปฏิวัติฯ มาเริ่มแพ้ให้เห็นอย่างชัดเจนก็ในวันที่ 13 ตุลาคม  พ.ศ.2476 ถึงขนาดที่หลวงโหมรอนราญเขียนว่า

"ท่านที่ยังไม่ทราบก็ขอให้ทราบเสียเดี๋ยวนี้ว่า วันนี้เป็นวันที่ทหารหัวเมืองแพ้อย่างเด็ดขาด ทหารทุกเหล่าทุกกองกลับไปดอนเมืองหมด คนนับพันไม่รู้ว่าเขาไปอยู่ที่ไหน ทำอะไรกัน"

นอกจากนี้ท่านยังเล่าว่า นายทหารจากนครราชสีมาคนหนึ่งบอกท่านว่า
"ตุ๊ ยกธงขาวยอมแพ้เถอะ เขาทิ้งเราไปหมดแล้ว..."
แม้จะรู้ว่าแพ้ แต่การสู้รบก็ยังไม่สิ้นสุด ยังยิงกันต่อมาและมีคนตายอีก

เมื่อทางฝ่ายปฏิวัติฯ เริ่มแพ้ จึงได้คิดถอยกลับที่ตั้ง ถอนจากพระนครคือที่ชานเมืองกลับโคราช แต่ดูจะเป็นการถอยอย่างมีระบบ และดูเหมือนยังคิดว่าจะเจรจากับทางฝ่ายรัฐบาลได้

วันที่กองทหารหัวเมืองของฝ่ายปฏิวัติฯ ได้เริ่มถอยทัพอย่างจริงจังตามคำให้การของหลวงโหมรอนราญ นั่นคือคืนวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2476 แต่เป็นเวลาดึกดื่นมาก เมื่อออกเดินทางจึงล่วงเข้า 3 นาฬิกาของวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2476 โดยมีจุดหมายปลายทางที่ปากช่อง

"ในรถขบวนที่ 1 ข้าพเจ้ามาด้วย เริ่มเคลื่อนจากสถานีดอนเมืองเมื่อเวลา 03.00 น.....................13.00 น. ถึงสถานีปากช่อง ซึ่งเป็นแนวต้านทานหนาที่สุดที่เราจะยึดอยู่ใหม่ เพื่อป้องกันเมืองนครราชสีมาไว้ในอำนาจ"

นอกจากคิดป้องกันนครราชสีมาแล้ว ยังคิดจะสู้ใหม่อีก ดังหลวงโหมรอนราญบันทึกคำของแม่ทัพสูงสุดของฝ่ายตนที่กล่าวกับทหารในวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ.2476 ที่จันทึก

"การที่เราทำครั้งนี้ก็เพื่อจะตัดอำนาจรัฐบาลคณะนี้ ถึงจะมีรัฐธรรมนูญจริงแต่เป็นการบังหน้า รวมอำนาจไปทำเองเสียหมด การที่กองทหารของเรามาหยุดอยู่ที่นี่ ก็จะพูดขอร้องกับฝ่ายรัฐบาลอีกและสู้กันใหม่ไม่ใช่ยอมแพ้เขา"

การขอร้องรัฐบาลให้ยอมแพ้อย่างนี้ เห็นทีจะไม่รู้จักหลวงพิบูลสงคราม

ตอนสายของวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2476 กองทหารของฝ่ายปฏิวัติฯ ก็ถึงนครราชสีมา แต่ยังมีกองระวังหลังเตรียมรับมือทหารรัฐบาลที่ปากช่อง ถึงตอนนี้ฝ่ายปฏิวัติฯ ก็ทราบดีแล้วว่ากองทหารจากอุบลไม่เอาด้วย และได้ถอยกลับไปอุบลแล้วด้วยก่อนที่พระองค์เจ้าบวรเดชและกองทหารจะกลับเข้ามาที่นครราชสีมา ฝ่ายปฏิวัติฯ จึงกลับเข้ามาคุมนครราชสีมาได้อีก ทั้งตำรวจและข้าราชการพลเรือนก็ต้องยอมอยู่ในอำนาจ ตอนนั้นแพ้ชนะจึงไม่เด็ดขาด

ในวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2476 แม่ทัพของฝ่ายปฏิวัติฯ ยังส่งทหารที่นำโดย ร.อ.หลวงโหมรอนราญ ขึ้นรถไฟไปปราบทหารอุดรที่เป็นฝ่ายรัฐบาลและให้ยึดขอนแก่น แต่แล้วตอนตี 3 ของคืนวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2476 นั่นเอง ก็มีโทรเลขเป็นคำสั่งเรียกให้หลวงโหมรอนราญนำทหารกลับมาที่นครราชสีมา ทั้งนี้เพราะมีข่าวว่ากองกำลังของรัฐบาลรุกคืบเข้ามาใกล้ถึงแก่งคอยแล้ว

ความคิดของทางฝ่ายปฏิวัติฯ ยังไม่แพ้ ยังมีคนคิดสู้อยู่ ดังที่หลวงโหมฯ เองเสนอว่า

"เกล้ากระหม่อมมีความเห็นว่าไหนๆ เราก็ได้ลงมือลงแรงทำมาแล้ว เรานึกว่าพวกเราไม่กบฏ แต่มันกลายเป็นกบฏไปแล้ว เราจำเป็นจะต้องทำงานกันอย่างเด็ดขาด ให้สมกับที่ถูกตราชื่อว่ากบฏ คือประกาศยึดอำนาจการปกครองดินแดนมณฑลนครราชสีมา จัดนายทหารที่ไว้วางใจได้เข้าควบคุมการงานฝ่ายพลเรือน บังคับให้ฝ่ายปกครองอยู่ในอำนาจเรา และประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วดินแดนนี้..."

แต่แม่ทัพเองท่านไม่เห็นด้วย ดังที่หลวงโหมฯ จำมาเล่าให้ฟัง

"ฉันเห็นว่าเราไม่สามารถจะทำเช่นนั้น เพราะเวลานี้ใครๆ ก็แลเห็นว่าเราแพ้แล้วทั้งนั้น จะยึดอำนาจการปกครองบ้านเมืองเราก็ไม่มีนายทหารมากพอจะให้ไปควบคุม โทษผิดเท่านี้ก็พอแล้ว อย่าให้มากกว่านี้เลย"

จึงเป็นอันยอมรับว่าแพ้แล้ว จึงคิดเรื่องหนี และข่าวร้ายของฝ่ายปฏิวัติฯ ก็ตามมาอีกในคืนวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2476 คือข่าวการเสียชีวิตของนายพันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม ในการสู้รบที่ส่วนหน้าที่มีการปะทะกันระหว่างทหารของรัฐบาลกับทหารของฝ่ายปฏิวัติฯ ข่าวนี้จึงเป็นตัวเร่งที่ผู้นำทางฝ่ายปฏิวัติฯ ที่แพ้และเป็นฝ่ายกบฏจะต้องหนีให้เร็วขึ้น

ตามแผนที่วางไว้ในการหนีออกนอกประเทศนั้น ท่านแม่ทัพกะจะไปขึ้นเครื่องบินที่สนามบินบุรีรัมย์ หรือสุรินทร์ จึงออกเดินทางขึ้นรถไฟมุ่งไปที่บุรีรัมย์ แต่ครั้นถึงสถานีลำปลายมาศ มีรายงานว่าสนามบินทั้งสองไม่ปลอดภัย จึงต้องย้อนกลับมาที่นครราชสีมาอีกครั้ง โดยมาลงกันที่สถานีจิระ และที่โคราชนี่เองที่หัวหน้าคณะปฏิวัติฯ ได้ขึ้นเครื่องบิน เบรเกต์ เพื่อลี้ภัยไปต่างประเทศ

หลวงโหมรอนราญ ผู้ภักดีต่อหัวหน้า ได้บันทึกเล่าไว้ว่า

"ทรงดำเนินไปถึงเครื่องบิน เมื่อนายสิบนำม้ามาวางรองพระบาทแล้ว พระองค์ พระชายา เสด็จขึ้นบนเครื่องบิน ซึ่งหลวงเวหนเหินเห็จเป็นคนขับ ข้าพเจ้ายืนส่งเสด็จอยู่ข้างๆ ส่งพระหัตถ์ให้ข้าพเจ้าทรงจับมือข้าพเจ้าบีบแล้วบีบเล่า ข้าพเจ้าเห็นดวงพระเนตรสลด แต่ไม่มีน้ำพระเนตรไหล คงทรงแข็งแกร่งตามขัตติยะมานะ ข้าพเจ้าไม่ร้องไห้ แต่ดวงตาทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันดี ทรงรับสั่งว่า

ลาก่อนหลวงโหมฯ"
13.30 น. เครื่องบินเคลื่อนที่แล่นขึ้นสู่ฟ้า มุ่งไปทางทิศตะวันออก แม่ทัพเสด็จจากไปแล้ว เหลือแต่กองทหารระส่ำระสายไม่มีประมุข
พระองค์เจ้าบวรเดชได้ลี้ภัยอยู่ "ตลอดเวลา 15 ปี 6 เดือน" เพราะเสด็จกลับประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2492
หัวหน้าไปแล้ว ผู้ร่วมงานอีกหลายคนก็อยู่ไม่ได้ ต้องหนีอีกเหมือนกัน

แนวรบทางด้านเหนือของคณะปฏิวัติฯ ถอยและแพ้แล้วเหลือแต่แนวรบด้านใต้ที่ห่างจากพระนครไม่มากคือทหารที่เพชรบุรี ที่ยังดำเนินการแข็งข้อกับรัฐบาลอยู่ ทางนายพันเอกหลวงพิบูลฯ ก็ต้องไปปราบ ดังที่ อ.พิบูลสงคราม บุตรชายของท่านเขียนเล่า

"เสร็จสิ้นการปราบปรามฝ่ายกบฏทางด้านเหนือ พ.ท.หลวงพิบูลสงครามผู้บังคับกองผสมก็มอบการกำจัดกวาดล้างให้เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาชั้นรอง ตัวท่านเองพร้อมด้วยกองบังคับการกองผสมก็ได้รีบเดินทางไปทางใต้โดยขบวนรถไฟ เพื่ออำนวยการปราบปรามกำลังทหารที่เพชรบุรีและราชบุรีภายใต้การนำของ พ.ท.หลวงสรสิทธิยานุการต่อไป แต่ทันทีที่ขบวนรถไฟของกองบังคับการกองผสมได้เดินทางมาถึงราชบุรี พ.ท.หลวงสรสิทธิยานุการ ก็ยอมแพ้ต่อผู้บังคับกองผสมโดยปราศจากเงื่อนไข กำลังทหารของฝ่ายรัฐบาลจึงได้รับชัยชนะจากกองทหารฝ่ายกบฏทางใต้อย่างง่ายดาย"

ส่วนนายทหารที่ร่วมกบฏที่หนีไปลี้ภัยนั้น นอกจากพระองค์เจ้าบวรเดชที่ลี้ภัยไปอินโดจีนแล้ว ยังมีนายทหารตั้งแต่ยศนายพันเอกและบรรดาศักดิ์เป็นพระยาลงมาจนถึงยศนายร้อยเอก บรรดาศักดิ์เป็นหลวงอีกหลายนายก็ได้เดินทางด้วยม้าบ้างและเดินเท้าบ้างออกไปทางชายแดนเขมรอีกเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 40 นาย เข้าไปยังกรุงพนมเปญและเมืองเสียมเรียบของเขมร และพากันลี้ภัยอยู่กันนาน

ครั้นรัฐบาลปราบกบฏได้ รัฐบาลโดย พ.อ.พระยาพหลฯ นายกรัฐมนตรีจึงได้แถลงต่อสภาถึงเหตุการณ์สงครามกลางเมือง เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ.2476 มีความปรากฏดังที่ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์บันทึก

"วันที่ 28 ตุลาคม นายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อที่ประชุมสภามีความว่า เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม รัฐบาลได้ข่าวว่า พระองค์เจ้าบวรเดชกับพวก ได้มั่วสุมชุมพลขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา ทางรัฐบาลได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปเพื่อระงับเหตุ พอไปถึงตำบลปากช่อง ฝ่ายกบฏได้ทำร้ายเจ้าหน้าที่เสียชีวิต และได้จับกุมเจ้าหน้าที่ชั้นหัวหน้าอีกด้วย ฝ่ายกบฏได้เคลื่อนพลมาทำการยึดดอนเมือง ไว้เป็นที่บัญชาการของฝ่ายกบฏทั้งได้มีหนังสือให้พระแสน (น่าจะเป็น 'พระแสง'-ผู้เขียน) สิทธิการถือมา บังคับให้รัฐบาลยอมแพ้ภายในหนึ่งชั่วโมง ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงได้ทำการปราบกบฏจนเสร็จสิ้น รัฐบาลเป็นฝ่ายชนะ เหตุการณ์ได้สงบแล้ว

ที่ประชุมรับทราบและลงมติขอบคุณรัฐบาลที่ได้ดำเนินการไปโดยความเรียบร้อย
ต่อจากนั้น สภาได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลพิเศษเพื่อพิจารณาคดีกบฏในครั้งนี้ และได้ลงมติให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายได้"

น่าสังเกตว่า คำแถลงของนายกรัฐมนตรีดูสั้นและรวบรัดมาก วันที่ 16 ตุลาคมที่ยกมานั้นก็ล่วงเลยกว่าวันที่ 11 ตุลาคม 2476 มาถึง 5 วัน

แต่ที่สำคัญคือ สภาผ่านกฎหมายตั้งศาลพิเศษมาดูเรื่องกบฏนี้โดยเฉพาะ

วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ.2476 จึงน่าจะเป็นวันที่ทางรัฐบาลควบคุมสถานการณ์ได้จริงทั้งประเทศแล้วทุกด้าน ในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีได้เสด็จฯ ไปประทับอยู่ที่จังหวัดสงขลา

การพ่ายแพ้ของฝ่ายกบฏครั้งนี้ หากอ่านความเห็นของ ร.อ.หลวงโหมรอนราญ แล้วจะเห็นว่ามีความน่าสนใจทีเดียว ท่านเขียนแสดงความเห็นไว้ดังนี้

"...ท่านผู้อ่านได้หนังสือเกี่ยวกับการรบ ครั้ง ต.ค.76 มาแล้วหลายเล่มและหลายคนเป็นผู้เขียน ท่านไม่ทราบแก่นความจริงเลยว่า ทำไมกองทหารหัวเมืองครั้งนั้นจึงพ่ายแพ้ ทั้งๆ ที่มีคนเอาใจช่วยทั้งประเทศสยาม มีกำลังใจดีที่สุดทั้งนายสิบพลทหาร ท่านอ่านถึงตรงนี้ท่านแลเห็นแล้วว่านายทหารทุกคนแต่จะเข้าไปครองอำนาจ นั่งเก้าอี้ที่เขาจัดไว้ให้โดยเรียบร้อยแล้ว หามีใครคิดว่าจะต้องทำการรบเสี่ยงชีวิตกับความตายไม่ แต่ครั้นเมื่อไม่ได้เข้าไปเสวยอำนาจง่ายๆ ดังที่นึกคิด จำเป็นต้องเสี่ยงชีวิตบุกกองเลือดเข้าไป ต่างคนต่างก็เอาตัวรอด แล้วแต่ที่ใดจะปลอดภัย วันที่ 15 นี้ เป็นวันที่กองทหารหัวเมืองแพ้แล้วอย่างราบคาบ"

หนังสือ "เมื่อข้าพเจ้าก่อการกบฏ" ของ ร.อ.หลวงโหมรอนราญ จึงน่าอ่านมากสำหรับท่านผู้สนใจการเมืองในอดีต
ส่วนการสรุปผลของการปราบกบฏนั้น อ.พิบูลสงครามได้เขียนสรุปเอาไว้ว่า

"ผลของการปราบกบฏครั้งนี้ปรากฏว่าทหารและเจ้าหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาลที่เสียชีวิตไปเป็นจำนวน 17 นาย เช่น พ.ท.หลวงอำนวยสงคราม ซึ่งเป็นนักเรียนนายร้อยทหารบกรุ่นเดียวกับ พ.ท.หลวงพิบูลสงครามและเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 ด้วย รัฐบาลได้ประกอบพิธีศพวีรชนทั้ง 17 ท่าน ที่เมรุท้องสนามหลวงอย่างสมเกียรติ โดยมีนายกรัฐมนตรี  คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน คณะทูตานุทูตต่างประเทศ ตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้มาร่วมพิธีนี้อย่างแน่นขนัดล้นหลาม ต่อมารัฐบาลได้สร้างอนุสาวรีย์ขึ้นไว้ที่หน้าวัดพระศรีมหาธาตุหลักสี่บางเขน เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนให้คนไทยรุ่นหลังระลึกว่าการที่ชีวิตของท่านเหล่านั้นได้สูญสิ้นไปก็เพื่อต่อต้านขัดขวางบุคคลคณะหนึ่งที่ได้เพียรพยายามจะนำประเทศไทยให้ถอยหลังกลับ"

หลังเหตุการณ์กบฏ พ.ศ.2476 แล้ว ความแตกแยกในสังคมไทยที่แบ่งเป็น 2 ฝ่ายก็ดูจะชัดเจน ฝ่ายที่แพ้นอกจากหนีกันไม่เป็นขบวนแล้ว ยังถูกจับดำเนินคดี โดยส่งไปติดคุกกลางทะเลที่เกาะตะรุเตา ที่ซึ่งในวันโน้นไม่ใช่รีสอร์ท แต่เสมือนนรกกลางน้ำ ครอบครัวของผู้แพ้เดือดร้อนสาหัส กว่าจะมีการให้อภัยกันเป็นทางการก็เมื่อเวลากว่าสิบปีให้หลัง

ถึงวันนี้ผู้คนอาจลืมเรื่องความขัดแย้งเก่าไปหมดแล้ว อาจเป็นเพราะเรามีความขัดแย้งใหม่ ให้คิดแค้น คิดฆ่ากันใหม่ได้อย่างรุนแรงก็เป็นได้.
ขอบคุณข้อมูล : ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร, สถาบันพระปกเกล้า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง