คอลัมน์: สมาธิชาวบ้าน: นิมิต

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม 2562 00:00:06 น.
อ.บูรพา ผดุงไทย
www.a-burapa.com โทร. 02-517-4224

ในการปฏิบัติในแต่ละสายนั้น บางครั้งผู้ปฏิบัติก็จะยึดเอานิมิตเป็นเครื่องหมายของการพัฒนาจิตในแต่ละขั้น นิมิตที่ว่าก็คือ การเห็นภาพซ้อนขึ้นมานั่นเอง บางคนสามารถเห็นได้หลายละดับ เช่น เห็นเป็นแสงสว่าง เห็นเป็นสีสัน หรือเห็นเป็นภาพ การเห็นเป็นภาพก็มีหลายระดับเหมือนกัน คือเห็นเหมือนคืนเดือนมืด คือเห็นภาพมัวๆ สลัวๆ ไม่ชัดเจน ก็ต้องฝึกจนเห็นให้ได้เหมือนคืนเดือนเพ็ญ แต่เท่านั้นก็ไม่พอ ยังต้องฝึกอบรมจิตจนจิตมั่นคง ถึงขั้นได้ญาณเห็นชัดเหมือนกลางวัน

การปฏิบัตินั้นนิมิตจะชัดเจนได้มันก็ขึ้นอยู่กับความมั่นคงของจิต จิตมีกำลังมั่นคง ญาณก็จะแจ่มใสชัดเจนตามไปด้วย ทิพยจักษุญาณหรือนิมิตต่างๆ เหล่านี้ ทั้งหมดแล้วมันก็คือสิ่งที่ทำให้ผู้ปฏิบัติหมดความเคลือบแคลงสงสัย ไม่ว่าญาณใดๆ ก็มีหน้าที่อันเดียวกันนี้เอง พอมันหมดความเคลือบแคลงสงสัยในการปฏิบัติแล้ว มันก็จะทำให้เราเกิดความเบื่อหน่ายในการเกิด

บางทีปฏิบัติไปมันเห็นแค่ชาติเดียว แต่พอมันมีญาณที่เห็นการเวียนว่ายตายเกิดพ้นโลกไป ได้เห็นชาติภาพต่างๆ จนมันแจ้งแทงตลอดไม่มีอะไรสงสัยแล้ว มันก็จะตกผลึกในใจ ทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในภูมิวิปัสสนาขึ้นมา และเกิดความเบื่อหน่ายที่จะต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก โดยอาศัยญาณทั้ง 9 ชนิดนี้ที่ช่วยทำให้ได้รู้การเวียนว่ายตายเกิดทั้งรู้อดีตและรู้อนาคตของ จิตตน พอมันรู้กระจ่างแล้ว มันก็จะเกิดปัญญาความรู้ ที่ทำให้จิตมันตั้งมั่นสู่แนวทางของพระนิพพาน เพราะไม่อยากกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก

ถ้าเรายังไม่แจ้งในปัญญาอันนี้จะไม่มีทางที่จิตจะเข้าสู่แนวทางพระนิพพานได้เลย จนกว่าจะรู้แจ้งเห็นจริงในสังสารวัฏมันถึงจะเกิดความเบื่อหน่ายที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดเรื่องแล้วเรื่องเล่า จิตที่รู้และเข้าถึงตรงนี้ก็จะเดินในปรมัตถภูมิได้ ซึ่งในภูมินี้จะเป็นธรรมที่เราไม่เข้าใจมาก่อน เป็นธรรมะที่เราเข้าใจได้ยาก เช่น เรื่องการทำบุญ ถ้าเราไม่ถึงปรมัตถ์หรือตั้งพระนิพพานไว้ เวลาเราทำบุญมันก็จะเป็นการสะสมบุญที่ทำให้เรายึดมั่นถือมั่นในบุญที่เราสะสมไว้เป็นของของเรา แล้วก็คิดว่าบุญนั้นเป็นของเราจริงๆ และไปยึดมั่นในบุญนั้นเป็นเสบียง แต่ทีนี้เสบียงมันมีไว้สำหรับคนที่ต้องการกลับมาเกิดอีก ซึ่งพระนิพพานนั้นไม่มีเสบียงต้องใช้ ดังนั้นแล้วไม่จำเป็นต้องยึดถือเสบียงอะไรไว้อีกต่อไปสำหรับผู้เลือกเดินทางในเส้นทางพระนิพพาน

พอพูดถึงเส้นทางพระนิพพาน ถ้าพูดแบบคนทั่วไปมันเข้าใจยาก ผู้ปฏิบัติก็ต้องพยายามเข้าใจ ถ้าอย่างนั้นปฏิบัติไปก็จะได้แค่ความก้าวหน้าทางสติและแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันเท่านั้น และไม่ดำเนินชีวิตด้วยการสนองกิเลสอยากมี อยากได้ อยากเป็น แต่ก็จะสุดแค่การใช้ชีวิต จะไม่ได้ธรรมะที่เราปฏิบัติแล้วอยากจะไปถึงจริงๆ อันเป็นหนทางสู่พระนิพพาน ได้แต่ยึดมั่นถือมั่นในบุญ ตายไปก็แสวงหาแดนเกิดใหม่เพื่อใช้บุญนั้น ยังไม่ถึงธรรมะขั้นหลุดพ้นแท้จริง

คนเราเวลาปฏิบัติสมาธิ จากหยาบสู่ละเอียด จากรูปนามสู่ไร้รูปนาม กายของเราที่มีอายตนะอยู่มันก็เป็นเพียงกายหยาบ ธรรมะในขั้นนี้ก็เป็นธรรมเพื่อสนองกายหยาบเท่านั้น คือธรรมสำหรับการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน แต่เมื่อภาวนาไปแล้วก็จะพบกายละเอียด ซึ่งในกายละเอียดก็ยังมีกายละเอียดอีกหลายขั้นเริ่มเกิดขึ้นจากการภาวนา จนความรู้สึกทางกายมันหายไปจนเหลือเพียงจิตที่มีความสว่างไสว เมื่อภาวนาต่อไปจิตมันก็จะละเอียดมากขึ้นเป็นระดับๆ จนเป็นปรมัตถ์ ส่งผลให้ธรรมะที่ปรากฏขึ้นมานั้นมีความละเอียดลึกซึ้งไปด้วยตามความละเอียดของจิตเรา เมื่อละเอียดมากๆ เข้า แม้สมมุติบัญญัติใดๆ ก็จะไม่มีให้เรียกขาน ถ้าปกติเราไม่ภาวนา ไม่ปฏิบัติแล้ว เราก็จะรับรู้ได้แค่กายหยาบกายเดียว ที่เรียกว่ากายเนื้อ เมื่อพิจารณาละเอียดลงไปจนถึงกายละเอียดได้ เราจะพบว่าสุขที่ได้จากกายละเอียดกับสุขที่ได้จากกายเนื้อนั้นมันต่างกัน เทียบกันไม่ได้เลย สุขของกายเนื้อนี้ แค่เราได้กิน ได้เสพ ก็รู้สึกว่ามันสุขถึงที่สุดแล้ว แต่พอภาวนาไปจนถึงปีติสุข เอกัคตาแล้ว ผลปรากฏว่าความสุขที่ได้ในกายละเอียดมันมากกว่าความสุขที่กายหยาบได้รับเป็นร้อยๆ เท่า ผู้ที่ปฏิบัติถึงสภาวะตรงนี้ได้ก็จะเกิดความเบื่อหน่ายกับการเกิด และต้องมาสุขแบบจอมปลอมที่ไม่ใช่บรมสุขแท้จริงบนเส้นทางแห่งพระนิพพาน.

สามารถติดตาม อ.บูรพา ได้ที่ช่อง Youtube "burapa84000" หรือ search หา "อ.บูรพา ผดุงไทย"
ข่าวที่เกี่ยวข้อง