สสส.- สจรส.ม.อ. พร้อมภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ จัดเวที "สร้างสุขภาคใต้" ครั้งที่ 11 "สานพลังการก้าวข้ามขีดจำกัดเพื่อภาคใต้แห่งความสุข"

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2562 00:00:08 น.

เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ความต้องการใหม่ๆ เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพแบบองค์รวมในระดับภูมิภาค พร้อมลงพื้นที่ต้นแบบสร้างเสริมสุขภาพภาคใต้ดูงาน "คลังอาหารชุมชน"บ้านดอนโรงสู่การลดโรคเบาหวานจนเป็นศูนย์ และการออกกำลังกายสไตล์ "โนราบิค"ของบ้านป่าไหม้ "ขยับเท่ากับลดโรค"

เมื่อเร็วๆนี้ ที่โรงแรมนิภาการ์เด้น อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สถาบันการจัดการระบบสุขภาพภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (สจรส.ม.อ.)  สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กระทรวงสาธารณสุข สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาภาคใต้ตอนล่าง จัดงานประชุมวิชาการสร้างสุขภาคใต้ ประจำปี 2562 ครั้งที่ 11 ภายใต้ชื่องาน “สานพลังการก้าวข้ามขีดจำกัดเพื่อภาคใต้แห่งความสุข” เพื่อเป็นเวทีแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์และพัฒนานโยบายสาธารณะในระดับพื้นที่ เพื่อกำหนดทิศทางและกลไกการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาวะในพื้นที่ภาคใต้ทื่ยั่งยืน

นพ.วีระพันธ์ สุพรรณไชยมาตย์ รองประธานกรรมการกองทุน สสส. คนที่ 2 กล่าวว่า ข้อเสนอเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นจากวันนี้จะเป็นแนวทางหนึ่งที่นำไปสู่การพัฒนาภาคใต้ตามแผนพัฒนาภาคใต้ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่ระบุทิศทางภาคใต้ไว้ 6 เรื่อง โดยสอดคล้องกับเรื่องการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรหลักของภาคและสร้างความเข้มแข็งสถาบันเกษตรกร และอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ  ซึ่งจะต้องทำงานบูรณาการ เชื่อมร้อยกับทุกภาคส่วนเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัด เพื่อเชื่อมโยงกับสถานการณ์ปัญหา โดยใช้กลไกที่มีในพื้นที่ดำเนินงานและหนุนเสริมการทำงานไปด้วยกัน เช่น กลไกกองทุนตำบล เพื่อให้เกิดการพัฒนาภาคใต้อย่างมีประสิทธิภาพและนำไปสู่ความสุขของคนใต้อย่างยั่งยืน

ด้านผศ.ดร.ภก.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการระบบสุขภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (สจรส. ม.อ.) กล่าวว่าพลังของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ถือเป็นกลไกสำคัญยิ่งที่จะหนุนเสริมการทำงานไปด้วยกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาภาคใต้อย่างมีประสิทธิภาพและนำไปสู่ความสุขของคนใต้อย่างยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยการสานพลังร่วมกันของภาคีเครือข่ายทุกระดับ ทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคท้องถิ่น ภาคประชาสังคม หรือชุมชน เพื่อขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพได้อย่างรอบด้าน เพราะ เวลาเคลื่อนงานจริงๆต้องอาศัยฐานข้อมูลจากแหล่งต่างๆทั้งฐานวิชาการ ฐานความรู้ ฐานปัญญาในชุมชน แล้วนำมาพูดคุยแลกเปลี่ยน หาแนวทางแก้ปัญหา ตกผลึก และสรุปผลร่วมกันเพื่อให้เกิดกลไกการขับเคลื่อนดำเนินงานสร้างสุขภาวะที่ดีของคนใต้เดินหน้าต่อไปได้

ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา รักษาการผู้อำนวยการสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ สสส. กล่าวปิดท้ายว่า สสส.พร้อมด้วย 4 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และองค์กรภาคีเครือข่ายต่างๆ ในพื้นที่ภาคใต้ ร่วมกันดำเนินการจัดงานสร้างสุขภาคใต้ในช่วงตลอดระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการประชุมวิชาการนี้เป็นเวทีหนึ่งที่ให้ทุกภาคส่วนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์ขับเคลื่อนเชิงพื้นที่ใน 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความมั่นคงทางมนุษย์ ความมั่นคงทางสุขภาพ ความมั่นคงทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางอาหาร และชุมชนน่าอยู่ ตำบลจัดการตนเอง จริยธรรมสื่อทางสุขภาวะ ซึ่ง สสส. ได้สนับสนุนการขับเคลื่อนงานของภาคีสุขภาวะที่เกี่ยวข้องให้เกิด “ความเป็นเครือข่ายสุขภาวะ” มุ่งเน้นกระบวนการสานงานเสริมพลังข้ามประเด็น-ข้ามพื้นที่และมีความต่อเนื่อง สร้างเครือข่ายใหม่ในการขับเคลื่อนงานสู่การก้าวข้ามขีดจำกัดเพื่อสุขภาวะ และพัฒนาระบบสื่อสารในลักษณะการสานพลัง และยกระดับความรู้และนวัตกรรมสู่การพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นเป้าหมายร่วมคือสุขภาวะของคนใต้            และได้มีการลงพื้นที่ดูงานหมู่บ้านต้นแบบที่บ้านดอนโรงและบ้านป่าไหม้ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักสร้างสรรค์ โอกาสและนวัตกรรม (สน.6) สสส. ในการจุดประกายให้ผู้นำและคนในชุมชนมองเห็นสถานการณ์ปัญหาภายในชุมชนตนเอง อย่างเช่นที่ยบ้านดอนโรง ประชากรส่วนใหญ่มีปัญหารายได้ไม่เพียงพอ สภาพดินไม่เอื้อกับการทำเกษตรกรรม สสส. จึงผลักดันให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ด้วยการสนับสนุนความรู้ทางวิชาการ สร้างโอกาสในการแก้ไขปัญหาปากท้อง จนเกิดเป็น "คลังอาหารชุมชน" ส่งเสริมอาชีพเพิ่มพูนรายได้จากการทำผลิตภัณฑ์ปลาดุกร้า เลี้ยงจิ้งหรีด เพาะเห็ด ฯลฯ ส่วนเหตุผลที่ต้องแก้ปัญหาเรื่องปากท้องก่อน เพราะสสส.เชื่อว่าก่อนที่คนจะหันมาใส่ใจสุขภาพได้ ความพร้อมทางด้านเศรษฐกิจครัวเรือนต้องมาก่อน และนอกจากการจุดประกายให้องค์กรรัฐต่างๆ เข้าร่วมสนับสนุนชุมชนให้เข็มแข็งมากขึ้นอีกด้วย สิ่งที่ สสส.จะดำเนินการต่อไปหลังจากนี้คือการทำให้ชฃุมชนภาคใต้ได้รู้จักกัน เปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนความรู้ความต้องการใหม่ๆ เพื่อให้เกิดการสร้างเสริมสุขภาพแบบองค์รวมในระดับภูมิภาค

ในขณะที่นายมนูญ พลายชุมชน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่วเสริมสุขภาพตำบล พลายชุม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเขาพระบาทกล่าวว่าบ้านดอนโรงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ดำเนินโครงการชุมชนน่าอยู่ ตำบลเขาพระบาท โโยได้รับการสนับสนุนจาก สสส. ตั้งแต่ปี 2560-2563 มีสภาผู้นำชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงาน ซึ่งมาจากกลุ่มเดิมคือกรรมการหมู่บ้านและรับสมัครตัวแทนในชุมชนจากกลุ่มต่างๆ และจิตอาสา ที่เข้ามาร่วมกันพัฒนาหมู่บ้านด้วยความสมัครใจ ทุกกิจกรรมที่นำมาใช้ในการพัฒนาบ้านดอนโรงล้วนมาจากการรร่วมคิดร่วมวิเคราะห์ ร่วมกันทำของสภาผู้นำชุมชนและชาวบ้าน มีการประยุกต์แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงโดยใช้ประเด็"คลังอาหารชุมชน" ผลิตอาหารที่ปลอดภัยไร้สารเคมี คบ้านดอนโรงสามารถผลิตอาหารไว้บริโภคได้เอง พร้อมกับทำบัญชีครัวเรือนอยู่ตลอดวันนี้คนบ้านดอนโรงมีสุขภาวะที่ดี มีความเข้มแข็งมีอาชีพ มีรายได้ ป่วยน้อยลง โรคความดันโลหิตสูงไม่เพิ่มขึ้น กระทั่งบ้านดอนโรงไม่มีกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานหรือโรคเบาหวานเป็นศูนย์แก้ว และได้รับการยกระดับให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงในระดับอำเภอ และล่าสุดในระดับจังหวัด

ด้านนายสุทิน จำปาทอง ประธานกองสวัสดิการชุมชนเทศบาล ต.ท่างิ้วกล่าวว่า ตำบลท่างิ้วประกอบด้วย 8 หมู่บ้าน มีประชาการ 10,000 กว่าคน ส่วนใหญ่มีอาชีพทำเกษตรและรับจ้างทั่วไป บ้านป่าไหม้เป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่ชุมชนมีความเข้มแข็ง การขับเคลื่นงาน"ชุมชนน่าอยู่บ้านป่าไหม้" ทั้งชาวบ้านและผู้นำชุมชนเราทำงานร่วมกัน มีข้อมูลมีเกณฑ์ในการบอกถึงความก้าวหน้าและความสำเร็จในการบอกถึงความก้าวหน้าและความสำเร็จในการพัฒนาได้อย่างชัดเจน ด้านการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค เราได้ประยุกต์ใช้รูปแบบการออกกำลังกายสไตล์ "โนราบิค" ที่นำเอาวัฒนธรรมพื้นบ้านภาคใต้มาใช้ในการส่งเสริมสุขภาพตามแนวคิด" ขยับเท่ากับโรค" โดยได้รับความร่วมมือจากรพ.สต.ดคกพึงในการประเมินสุขภาพก่อนการออกกำลังกาย รูปแบบดังกล่าวนี้ส่งผลให้คนในชุมชนบ้านป่าไหม้มีสุขภาวะดี ลดปัญหาการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังต่างๆอย่างได้ผล ด้านอาชีพ บ้านป่าไหม้เริ่มต้นจากทุกครัวเรือนปลูกผักเลี้ยงสัตว์กินเองบางอย่างแลกเปลี่ยนกันได้ และยกระดับไปสู่การทำเป็นอาชีพ ที่สำคัญคือต้องขอขอบคุณ สสส. ที่เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนสร้างเครือข่ายในชุมชน มีการตั้งสภาชุมชน สนับสนุนด้านงบประมาณและวิชาการ ช่วยในคนในชุมชนเกิดความรู้ มีรายได้เพิ่มขึ้น และยังมีส่วนร่วมในการสนับสนุนให้คนในชุมชนเกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ช่วยสร้างความเข้มแข็งและความสามัคคีให้คนในชุมชนอีกด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง