กรมอนามัย เผย!! 1,000 วันแรก ช่วงเวลาทองของชีวิตลูก ชี้!!

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พุธที่ 21 สิงหาคม 2562 00:00:48 น.
เร่งค้นหาเด็กพัฒนาการล่าช้า ให้การส่งเสริมและกระตุ้นอย่างเหมาะสม สร้างเด็กไทยคุณภาพ

เมื่อเร็วๆนี้ในการลงพื้นที่ศึกษาดูงานมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต ณ ศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากองค์การยูนิเซฟประเทศไทย แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์รองอธิบดีกรมอนามัยและโฆษกกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่าเด็กคืออนาคตที่สำคัญของประเทศที่ต้องได้รับการพัฒนาให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ แต่จากข้อมูลการสำรวจพัฒนาการเด็กของกรมอนามัยในปี 2560 พบว่าร้อยละ 23.2 ของเด็กแรกเกิดถึง 2 ปี และร้อยละ 42 หรือ 1 ใน 3 ของเด็กอายุ 3 - 5 ปี มีพัฒนาการไม่สมวัย ที่สำคัญยังมีปัญหาด้านการเจริญเติบโตโดยพบว่าเด็กสูงดี สมส่วนมีเพียงร้อยละ50 ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือ เด็กเตี้ย เด็กอ้วน และเด็กผอมตามลำดับ ส่งผลให้เด็กระดับไอคิวต่ำ เจ็บป่วยง่ายและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อน และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเมื่อเป็นผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเร่งค้นหาเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าให้ได้รับการส่งเสริมกระตุ้นพัฒนาการอย่างเหมาะสม

การดำเนินงานมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต จึงเป็นการส่งเสริมพัฒนาการทุกช่วงเวลาที่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิจนถึงอายุ 2 ปีถือเป็นช่วงวัยทองของเด็กที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาสมอง เพราะโครงสร้างสมองจะมีการพัฒนาสูงสุด ทั้งการสร้างเซลล์สมองและการเชื่อมโยงระหว่างเซลล์สมองเกิดเป็นโครงข่ายใยประสาทนับล้านโครงข่าย การที่เซลล์สมองมีการเชื่อมต่อกัน ทำให้เกิดการสื่อสารระหว่างเซลล์อย่างมีประสิทธิภาพมีผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก ส่งผลต่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งการเตรียมความพร้อมของสตรีระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอดไปจนกระทั่งเด็กอายุ 2 ปี จะเป็นตัวกำหนดสุขภาพและโรคในอนาคตได้

แพทย์หญิงอัมพรกล่าวต่อไปว่าแม่จึงต้องให้ความสำคัญกับโภชนาการที่ดีตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต โดยช่วง270 วันอยู่ในท้องแม่ แม่ควรกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ เช่น ปลา ตับ ไข่ ผัก ผลไม้และนมสดรสจืด เสริมด้วยวิตามินบำรุงที่มีไอโอดีน เหล็ก และโฟลิก ช่วง 180 วัน(แรกเกิดถึง 6 เดือน)เป็นช่วงที่ลูกควรได้กินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนเต็ม เพราะนมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกและบำรุงหญิงที่ให้นมบุตรด้วยอาหารที่มีประโยชน์ ปริมาณเพียงพอและหลากหลาย จากนั้น550 วัน (หลัง 6 เดือนถึง 2 ปี)ให้อาหารตามวัยที่เหมาะสมควบคู่กับนมแม่ให้นานที่สุด เสริมด้วยวิตามินที่มีธาตุเหล็กเพื่อเป็นการเตรียมสมองร่วมกับการพัฒนาทักษะของเด็ก โดยกระบวนการกระตุ้นผ่านกิจวัตรประจำวันในรูปแบบกิน กอด เล่น เล่า นอน เฝ้าดูฟัน ที่เหมาะสมจากผู้ปกครองและชุมชน เพื่อส่งเสริมพัฒนาการให้เด็กเติบโตอย่างมีสุขภาพกาย ใจ และสติปัญญาที่สมบูรณ์ มีความสุขและสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี

"สำหรับจังหวัดขอนแก่นซึ่งเป็นพื้นที่ดูงานในวันนี้ นับเป็น 1 ใน 4 จังหวัดนำร่องในเขตสุขภาพที่ 7 ที่ได้มีการขับเคลื่อนโครงการขนส่งนมแม่แช่แข็งฟรีโดยได้รับความอนุเคราะห์จากภาคเอกชนผู้ประกอบธุรกิจสายการบินและรถโดยสารประจำทาง ทำให้การขนส่งนมของคุณแม่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี"

ด้านนางสาวธนภร พีระเพทย์เจ้าหน้าที่ด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยกล่าวว่านอกจากโภชนาการที่เหมาะสมแล้ว การเล่นและทำกิจกรรมต่างๆกับเด็กจะช่วยกระตุ้นสมองของเด็กตั้งแต่แรกเกิด ช่วยพัฒนาการรับรู้และทักษะต่างๆ

ของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการอ่านนิทาน การร้องเพลง การกอด และการให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ใหม่ ๆ ในขณะเดียวกันพ่อแม่ก็ต้องช่วยเสริมสร้างให้ลูกมีความมั่นคงทางจิตใจ ปกป้องไม่ให้เกิดความเครียดระดับรุนแรงที่บั่นทอนการทำงานของสมอง การใช้วิธีลงโทษที่รุนแรง ใช้วาจาไม่ดีกับเด็ก หรือแม้แต่การทอดทิ้ง มีผลเสียทั้งทางร่างกายและจิตใจของเด็ก องค์การยูนิเซฟและกรมอนามัยได้ร่วมกันพัฒนา 9 ย่างเพื่อสร้างลูก(Early Moments Matter on M obile)เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารข้อมูลเรื่องการเลี้ยงลูกผ่าน Facebook Messenger สำหรับช่วงเวลาตั้งแต่ตั้งครรภ์จนลูกอายุ 6 ปี เพื่อช่วยให้พ่อแม่และครอบครัวเลี้ยงดูลูกให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยจะส่งข้อมูล ที่เหมาะสมกับอายุของเด็กหรืออายุครรภ์ของคุณแม่ มีทั้งเรื่องโภชนาการ พัฒนาการ การเลี้ยงดูลูกอย่างเข้าใจ เพื่อให้ลูกเติบโตเต็มศักยภาพ จึงขอเชิญชวนพ่อแม่ทุกคนสมัครรับข้อมูลโดยเข้าไปที่เพจ 9 ย่างเพื่อสร้างลูกwww.facebook.com/9YangTH แล้วพิมพ์คำว่า Start มาในกล่องข้อความ (Inbox) ตอบคำถามเพียงไม่กี่ข้อจากนั้นก็รออ่านข้อมูลดีๆได้ทุกวัน

ในขณะที่คุณอรทัย บุญเติมหัวหน้าคลินิกนมแม่เล่าถึงการขับเคลื่อนโครงการขนส่งนมแม่แช่แข็งฟรีในเขตสุขภาพที่ 7 ว่า เราเริ่มจากการทำหนังสือเชิญเครือข่ายเข้ามาพูดคุยว่าแม่และเด็กจะได้รับประโยชน์อะไรบ้างจากการขนส่งนมแม่จนเครือข่ายเห็นประโยชน์ตรงนี้และคิดว่าเขาเสียสละผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย อย่างเครื่องบินถ้าหากจะขนนมไปเพียง 3-4 ลัง ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับสายการบินเลยและไม่ได้ทำให้รายได้หดหายไป แต่เขาได้ประโยชน์ในเรื่องของการทำเพื่อสังคมด้วย ก็เลยเป็นที่มาของการทำ MOU ร่วมกันกับ 4 เครือข่าย ได้แก่ แอร์เอเชียขอนแก่นซึ่งให้บริการที่อยู่ในเขตนี้  บริษัทชาญทัวร์ขอนแก่น บริษัทก.เกียรติชัยพัฒนา และบริษัทรถตู้ภูเขียวขนส่ง  ซึ่งโครงการของเราเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2562 สิ้นสุดที่ 31 ม.ค. 2563 เป็นโครงการทดลองระยะเวลา 1 ปี โดยมีเงื่อนไขคือผู้รับบริการต้องเป็นคุณแม่หรือลูกที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตสุขภาพที่7ในพื้นที่ 4 จังหวัดนี้ ได้แก่ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และกาฬสินธุ์

"แม่แปว" หรือ คุณกุลธิดา เมธานุชิตคุณแม่มือใหม่ซึ่งทำงานที่อยู่ที่ขอนแก่น แต่ต้องส่งลูกไปอยู่กับคุณตาคุณยายที่กรุงเทพฯ หนึ่งในผู้ใช้บริการโครงการส่งนมแม่ฟรีของสายการบินแอร์เอเชีย เล่าว่ารู้จักโครงการนี้เพราะทางโรงพยาบาลที่ไปคลอดลูกแนะนำ เลยเข้าไปที่ Facebook ของศูนย์อนามัยเพื่อเช็คข้อมูล พอทราบเบอร์ติดต่อจึงโทรไปสอบถาม ซึ่งทางเจ้าหน้าที่แนะนำให้สมัครเข้าโครงการและแนะนำขั้นตอนต่างๆ ในการส่งนม วิธีการก็คือเรามีนมและแช่แข็งไว้ พอถึงวันจะส่งก็รวบรวมนมห่อหนังสือพิมพ์และใส่ในกล่องโฟมโดยจะบุด้วยหนังสือพิมพ์ทั้ง 4 ด้าน และใส่เจลเย็นซึ่งทางศูนย์อนามัยมีบริการให้ฟรีโดยจะมีเอกสารที่เราต้องระบุว่าส่งจากไหน จากใคร ถึงสนามบินอะไร ใครเป็นผู้รับ พอนมไปถึงที่ดอนเมือง คนไปรับก็จะเอาบัตรประชาชนไปแสดงแล้วก็รับนม เริ่มส่งนมด้วยวิธีนี้ตั้งแต่คลอดลูกใหม่ๆจนถึงตอนนี้ลูกอายุได้ 7 เดือน ส่งไปแล้วทั้งหมด 42 ครั้ง เพราะอยากให้ลูกได้กินนมแม่ค่ะ และทางบ้านก็สนับสนุนให้หลานได้กินนมแม่ด้วยค่ะ

นายมานะ นามมณี พนักงานธนาคารกรุงไทย คุณพ่อของ "น้องนิลิน" วัย 5 เดือนอีกหนึ่งครอบครัวที่ใช้บริการส่งนมแม่แช่แข็งฟรีเล่าว่าได้เข้าร่วมโครงการเพราะภรรยาทำงานประจำที่กรุงเทพฯ และต้องการส่งนมกลับมาให้น้อง 2 อาทิตย์ต่อครั้ง โดยปั๊มน้ำนมจากเต้าแช่แข็งแล้วส่งมาให้ลูกที่ขอนแก่นโดยใช้บริการของสายการบินแอร์เอเชียซึ่งทางคุณพ่อจะเป็นผู้ไปรับที่สนามบินทุกครั้ง รู้สึกหายห่วงจากที่เคยกังวลว่าจะให้นมลูกอย่างไร จะส่งทางไหน ตอนนี้สามารถมีนมให้ลูกได้กินตลอดและต่อเนื่อง ทุกวันนี้อุ่นใจว่าลูกจะได้ดื่มนมแม่ทุกมื้อ ถึงแม้คุณแม่ต้องห่างลูกเพราะต้องไปทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ได้ส่งนมให้ลูกกินตลอดเวลาจึงเหมือนได้อยู่ใกล้กัน จากนี้ไปก็จะทยอยปั๊มน้ำนมเก็บแช่แข็งส่งไปให้ลูกเพื่อให้มีนมกินตลอดเวลา แล้วลูกจะได้มีพัฒนาการทางสมองและภูมิคุ้มกันที่ดี และตั้งใจว่าจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ส่งแช่แข็งไปจนกว่าจะปั๊มน้ำนมไม่ออก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง