คอลัมน์: กรองสถานการณ์: ปรับกลยุทธ์ประชาธิปัตย์ มองข้ามอดีต-เร่งโปรโมต

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พุธที่ 21 สิงหาคม 2562 00:00:34 น.

ผลการเลือกตั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 24 มี.ค.62 เป็นบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจำเป็นต้องถอดบทเรียนศึกษา ว่าเหตุใดพรรคที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศจึงได้รับความนิยมน้อยลงอย่างน่าใจหาย ซึ่งพรรคก็ได้มีการประชุมยุทธศาสตร์ภาคต่างๆ มาโดยตลอด เพื่อปรับกลยุทธ์เรียกศรัทธาจากประชาชนคืนมา แต่ไม่เคยเปิดเผยว่ามีวิธีการอย่างไร

ล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์จัดสัมมนา "รวมพลังประชาธิปัตย์ ภาคเหนือ" ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ กรุงเทพฯ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และ "อลงกรณ์ พลบุตร" รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้พูดถึงยุทธศาสตร์ของพรรคอย่างเปิดเผยว่าจะมีวิธีอย่างไรเป็นครั้งแรก

เริ่มจากแนวคิด คือ "ติดอาวุธความคิด ใกล้ชิดมวลชน เปิดพรรคกว้าง สร้างเครือข่าย ขยายฐานพรรค ประจักษ์ผลงาน สื่อสารฉับไว อุดมการณ์ทันสมัย สร้างภาพลักษณ์ใหม่ ชนะใจประชาชน"

ที่สำคัญ จะมีการสร้างนักรบในการทำงานเพื่อประชาชนของพรรค เขตละ 5 คน เป็นทีมอเวนเจอร์ของเขต เพื่อทำงานร่วมกับ ส.ส. และอดีต ส.ส. โดยมีเวลาทำงาน 350 เขต ในระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งเรื่องนี้สอดคล้องกับเมื่อตอนเปิดตัว   ทีมอเวนเจอร์เศรษฐกิจ ที่มี "ปริญญ์ ภานิชภักดิ์" เป็นหัวหน้าทีม โดยเคยระบุว่าจะนำทีมลงพื้นที่ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือปากท้องของประชาชน

ซึ่งผลงานที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้จริงเป็นรูปธรรมแบบสดๆ ร้อนๆ คือ ช่วยแก้ไขปัญหาราคามังคุดตกต่ำของภาคใต้ได้ โดยเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้ผู้บริโภคซื้อผลไม้ได้โดยตรงจากเกษตรกร และอำนวยความสะดวกในการขนส่งทั้งทางไปรษณีย์ไทยและสายการบินต่างๆ

นอกจากนี้ การจัดสัมมนาเมื่อวันอาทิตย์ "จุติ ไกรฤกษ์" รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พูดไว้ในหัวข้อ "การขับเคลื่อน 3 กลไก (รัฐบาล-สภาพรรค) สู่ชัยชนะการเลือกตั้ง" ไว้อย่างตรงประเด็นว่า การสู้ครั้งหน้าต้องทิ้งกรอบความคิดเดิมๆ ทั้งหมด เพราะเป็นโลกการสื่อสาร เราจะชอบหรือไม่ชอบ แต่ความจริงคือเราต้องสู้บนเวทีของโลกการสื่อสาร การเลือกตั้งที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์เตรียมรับมือแล้ว แต่ยังสู้ไม่ได้ เพราะคู่ต่อสู้เข้มข้นกว่า มีการทำงานเชิงรุกกว่า พรรคอนาคตใหม่ชนะ เพราะเตรียมการล่วงหน้ามา 2 ปี ก่อนเลือกตั้งมีการสำรวจ และกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน รวมถึงได้คะแนนที่เอื้อมาจากกรณีพรรคไทยรักษาชาติที่ถูกยุบด้วย แต่พรรคอนาคตใหม่ชัดเจนเรื่องกลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มคนลงคะแนนครั้งแรก และกลุ่มคนพิการ ทั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ทำเรื่องนี้ก่อนเขา แต่พรรคอนาคตใหม่ลงมือทำ เอาผู้สมัครที่เป็นคนพิการจริงๆ มาเป็นผู้สมัคร และเป็นกรรมการบริหารพรรค ให้เห็นว่าเปิดกว้างอย่างแท้จริง ไม่ได้พูดเฉยๆ ฉะนั้น ในการเลือกตั้งครั้งหน้าหนีไม่พ้นเรื่องการสื่อสาร วันนี้จึงต้องล้างความคิดเดิมให้หมด

"วันนี้จุดขายของพรรคอนาคตใหม่เหมือนพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี 2538 มีเสน่ห์มีแรงจูงใจว่าจะเป็นอนาคตของประเทศได้ มาวันนี้จุดขายไปอยู่ที่พรรคอนาคตใหม่ เขาไม่ได้ต้องการคนทุกกลุ่มในประเทศ แต่ต้องการเฉพาะบางกลุ่ม ขอแค่เพียงพอให้เขาชนะการเลือกตั้งทั้งนี้ คนรุ่นใหม่มองประวัติศาสตร์แค่ 5 ปีย้อนหลัง เขาจึงไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำมาคืออะไร สิ่งที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทำร้ายประเทศมีอะไรบ้าง จึงเป็นเรื่องน่าเศร้า สิ่งที่เราพยายามสื่อถึงเขาว่านายทักษิณทำอะไรไว้บ้าง คนแทบไม่สนใจเลย เพราะคนในโซเชียลสนใจเรื่องตัวเอง สนใจเรื่องของอนาคตในวันข้างหน้า ไม่มีเรื่องอื่นเลย จึงเป็นโจทย์ว่าวันนี้โลกเป็นแบบนี้ ถ้าเราขายของต้องรู้ว่าลูกค้าต้องการซื้ออะไร รวมถึงการทำงานในพื้นที่ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ขอฝากพรรคหาคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถด้านไอทีเข้ามาช่วยงานพรรค ในขณะที่กรอบความคิดแบบเดิมก็ให้ทิ้งไป สิ่งใดที่เราไม่ชอบ ไม่อยากทำ เราก็ต้องทำเพื่อชัยชนะในอนาคต"

นี่ถือว่าเป็นการวิเคราะห์อย่างตรงจุดที่สุด คนของพรรคหลายคนยังคงพูดถึงการเมืองในอดีต ทั้งที่ความจริงเป็นเรื่องที่ต้องพูด แต่คนในสังคมรู้สึกเบื่อหน่ายกับความขัดแย้ง ฉะนั้น อดีต ส.ส.หรือ ส.ส.คนใดที่ยังติดอยู่กับความคิดเก่าๆ พูดอยู่แต่กับเรื่องเดิมๆ ประชาชนก็จะเบื่อ เพราะมองว่าไม่ได้ช่วยให้ปากท้องและอนาคตของเขาดีขึ้น จนนำไปสู่การมองหาพรรคใหม่ที่เขาคิดว่าฝากอนาคตได้

ซึ่งนั่นก็คือ "พรรคอนาคตใหม่"อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนที่ประชาธิปัตย์ปฏิเสธไม่ได้คือ ความล้มเหลวในการประชาสัมพันธ์โปรโมตผลงานของตนเองสู่สาธารณะ ตรงกันข้ามกับพรรคอนาคตใหม่ที่จริงจังกับเรื่องดังกล่าว ทั้งที่ประชาธิปัตย์มีผลงานมากมาย แต่ประชาชนกลับไม่รู้ว่านี่คือสิ่งที่พรรคทำให้กับประชาชน ดังนั้นพรรคจึงต้องทำงานด้านการสื่อสารองค์กรอย่างเป็นระบบ ไม่สะเปะสะปะ แต่ต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่าจะสื่อสารกับใคร ช่องทางสื่อสารใดบ้างหากยังอ่อนกับการตีปี๊บ

ฟันธงได้เลยว่านอกจากโดนพรรคอื่นเคลมผลงานแล้ว ที่ตั้งเป้าว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้ ส.ส. 155 เขต คงเป็นได้แค่ "ฝัน".
ข่าวที่เกี่ยวข้อง