คอลัมน์: กาแฟดำ: อย่าให้ 'มาเรียม' เป็นแค่กระแสชั่ววูบ

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พุธที่ 21 สิงหาคม 2562 00:00:55 น.

การจากไปของ "มาเรียม" น้องพะยูนที่เป็นที่รักใคร่ของคนไทยอย่างยิ่งนั้น ควรจะเป็นบทเรียนเพื่อให้เกิดการรณรงค์เรื่องขยะทะเลอย่างจริงจังหรือเป็นเพียงกระแสชั่วครู่ชั่วยาม?คำถามนี้สำคัญมาก เพราะ "มาเรียม" ไม่ใช่สัตว์ทะเลหายากตัวแรกหรือสุดท้ายที่จะต้องเผชิญกับชะตากรรมเช่นนี้

ผมคุยกับรัฐมนตรี วราวุธ ศิลปอาชา แห่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, สัตวแพทย์หญิงนันทริกา ชันซื่อ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ในหัวข้อนี้และต่างก็มีความเป็นห่วงเป็นใยตรงกัน

ทุกคนต้องการเห็นการสร้างความตระหนักเรื่องนี้ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปถึงมหาวิทยาลัยในผู้คนทุกวงการ
เพราะเมื่อสัตว์ทะเลกินขยะโดยเฉพาะพลาสติกเข้าไปในท้อง การช่วยเหลือใดๆ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องปลายเหตุแล้วทั้งสิ้น

ดร.ธรณ์เขียนไว้ในเฟซบุ๊กของท่านอย่างชัดเจนดังนี้ครับ"มาเรียมจากไปแล้ว ผลการชันสูตรพบเศษถุงพลาสติกในท้อง การจากไปของเธอบอกอะไรเราได้บ้าง #เจ็ดข้อที่มาเรียมฝากไว้

หนึ่ง-นับจากต้นปี มาเรียมเป็นสัตว์สงวนรายที่สองที่ตายและพบพลาสติกในท้อง หลังจากเมื่อเดือนก่อน พบเต่ามะเฟืองตายที่ระยอง โดยมีถุงใบใหญ่อยู่ในท้องเช่นกัน

สอง-นับจากต้นปี มีสัตว์หายากที่ตาย/บาดเจ็บโดยมีสาเหตุเกี่ยวข้องกับขยะทะเล ทั้งภายนอกและภายใน จำนวนนับร้อยตัว (มีรายงานเต่าทะเลติดขยะ/กินขยะแทบทุกวัน)

สาม-เมื่อพลาสติกเข้าไปในตัวสัตว์ทะเล โอกาสที่จะช่วยเป็นไปได้ยากยิ่ง แม้มาเรียมจะอยู่ภายใต้การดูแลอย่างดี แต่สุดท้ายก็จากไป
การหวังให้สัตว์ที่กินขยะทะเลเข้าไปแล้วเราช่วยเหลือได้ เป็นเรื่องดังฝัน สิ่งสำคัญกว่านั้นคือทำอย่างไรให้ไม่มีขยะทะเล เพื่อสัตว์ทะเลจะได้ไม่กิน/ติด
สี่-มาเรียมทำให้เกิดแผนพะยูนแห่งชาติ จะเข้าคณะทำงานสัตว์ทะเลหายาก ภายใต้คณะกรรมการทะเลแห่งชาติ เพื่อพิจารณาในวันจันทร์

ในแผนมีหลายเรื่องสำคัญ ทั้งด้านการอนุรักษ์พะยูน จัดการพื้นที่ร่วมกัน มาตรการต่างๆ ในการใช้ประโยชน์จากทะเล ฯลฯ ซึ่งทุกคนล้วนหวังว่า เมื่อทำออกมาแล้วจะช่วยเพื่อนๆ ของมาเรียมได้

ทว่า...มีสิ่งหนึ่งที่ไม่มีแผนใดสามารถทำได้ หากปราศจากความร่วมมือของทุกคนในชาติ คือปัญหาจากขยะทะเล
แม้แผนพะยูนแห่งชาติจะประสบความสำเร็จ แต่ตราบใดที่ในทะเลยังมีขยะ พะยูนทุกชีวิตก็ยังคงเสี่ยงต่อไป

ห้า-ข้อมูลการเก็บขยะทะเลอย่างต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลา 2 ปีของอุทยานอ่าวพังงา ต้นทางของขยะทะเลในกระบี่และตรัง ที่อาศัยของน้องมาเรียมและฝูงพะยูน แสดงให้เห็นว่าขยะทะเลไม่ได้ลดลงเลย อันที่จริงเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ

ใน 10 เดือนแรกของปี 61 เจ้าหน้าที่อุทยานเก็บขยะทะเลได้ 82.3 ตัน

ใน 10 เดือนแรกของปี 62 เก็บได้ 95.28 ตัน (ปีงบประมาณ)เจ้าหน้าที่กลุ่มเดิม พื้นที่เก็บขยะที่เดิม เก็บทุกวัน ข้อมูลนี้จึงเชื่อได้ว่า ปัญหาเรื่องขยะทะเลยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

หก-การจากไปของน้องมาเรียม คงช่วยกระตุ้นให้คนไทยตระหนักถึงปัญหาขยะทะเล/ขยะพลาสติกได้อีกครั้ง แต่เท่านั้นจะพอหรือ?
ความตายของสัตว์ทะเลต่างๆ ในอดีต รวมทั้งวาฬนำร่องที่สงขลา เต่ามะเฟืองที่ระยอง ทำให้เราตระหนักครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่ข้อมูลขยะทะเลที่เพิ่มขึ้นในอ่าวพังงา แสดงให้เห็นชัดว่า แค่ตระหนักยังไม่พอ แค่เลิกใช้ 2-3 วันจากนั้นก็กลับมาใช้ต่อ
มันเป็นเพียงกระแสชั่ววูบมาเรียมเป็นเสมือนเด็กน้อยในสงครามระหว่างมนุษย์กับขยะทะเล
สงครามกับความรับผิดชอบของพวกเราเองสงครามที่พวกเรากำลังจะพ่ายแพ้...เจ็ด-หากอยากให้การจากไปของมาเรียมไม่สูญเปล่า เราต้องไปให้ไกลกว่าคำว่าตระหนัก
เราต้องไปให้ถึงมาตรการลดพลาสติกจากต้นทาง ตามโรดแมปแบนพลาสติกใช้แล้วทิ้ง ที่กำหนดไว้ในปี 65 (ถุงก๊อบแก๊บ หลอด แก้วใช้แล้วทิ้ง ฯลฯ)
เคราะห์ดีที่ท่านผู้บริหารระดับสูงสุดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
ทั้งท่านรัฐมนตรี ท่านปลัดคนใหม่ (อธิบดีกรมทะเล) ฯลฯ ล้วนเคยลงไปเยี่ยมน้องมาเรียม
การจากไปของมาเรียม อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มีการเร่งรัดโรดแมปที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความจริงก่อนปี 65
เพราะยิ่งรอ สัตว์ทะเลก็ยิ่งเจ็บ ยิ่งทรมาน ยิ่งตาย
ในฐานะประธานคณะทำงานสัตว์ทะเลหายาก ผมจะเสนอประเด็นเร่งรัดมาตรการแบนพลาสติกเข้าที่ประชุมแน่นอน
ที่เหลือ ก็คงต้องฝากไว้กับความรักระหว่างคนกับน้องมาเรียม
มันเหมือนเป็นบทพิสูจน์ความรักความจริงใจของคนไทยกับท้องทะเล...
สุดท้าย หากมาเรียมพูดได้ เธอคงอยากบอกคนไทยว่า เธอไม่โกรธคนไทยหรอก เพราะคนที่ใช้ถุงใบนั้น คงไม่รู้หรอกว่า นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เธอป่วย
แต่เธอไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น ซ้ำแล้วซ้ำอีก กับเพื่อนๆ ของเธอ พะยูน เต่า โลมา วาฬ  ฯลฯ
ในช่วงชีวิตของมาเรียม เธอคงฝันถึงทะเลที่สวยสะอาด ทะเลที่เธอสามารถโลดแล่นไปได้ตามใจปรารถนา สามารถกินหญ้าทะเลได้อย่างไร้กังวล
ทะเลที่ปราศจากขยะแปลกปลอมของมนุษย์วันนี้ เธอคงอยู่ในทะเลแห่งนั้นแล้ว...".
ข่าวที่เกี่ยวข้อง