คอลัมน์: ไทยโพสต์: เรียกราคาเวทีพูดคุยสันติสุข บีบ 'มาสเตอร์มายด์' แสดงท่าที

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 24 สิงหาคม 2562 00:00:27 น.

ผ่านครึ่งเดือนหลังเกิดเหตุระเบิดหน้าสถานที่ราช การสำคัญและย่านการค้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีการออกหมายจับผู้ต้องสงสัยไป แล้ว 9 ราย ในขณะที่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะที่จังหวัดยะลายังคงมีการสร้างสถานการณ์ลอบวางระเบิดหลายจุด เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บนับสิบรายช่วงใกล้วันสถาปนาครบรอบก่อตั้งกลุ่มเบอร์ซาตูในช่วงปลายเดือนนี้

มีรายงานออกมาถึงผลการสอบสวนผู้ก่อเหตุพบว่า เป็นการจ้างวานจากผู้จ้างที่อยู่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยผู้ปฏิบัติการเป็นแนวร่วมของขบวนการบีอาร์เอ็นที่ได้รับการฝึกฝนพร้อมที่จะออกไปทดลองงาน โดยพื้นที่ปฏิบัติการครั้งนี้คือใจกลางเมืองหลวง ที่มีการจัดตั้งหน่วยสนับสนุนขึ้นเพื่อชี้เป้าแนะนำให้ผู้ปฏิบัติการได้เข้าไปทำงานจนประสบผลสำเร็จ สร้างสถิติและผลงานให้ขบวนการนำไปใช้อ้างอิง

แต่ข้อวิเคราะห์จากงานด้านการข่าวที่ฝ่ายความมั่นคงยังคงเชื่อมั่น เช่นเดียวกับการออกมาเปิดเผยของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงคือ เหตุการณ์ระเบิดกรุงเทพฯ มีเหตุจูงใจทางการเมือง โดยมีผู้บงการ หรือมาสเตอร์มายด์ เพื่อหวังผลที่ใหญ่ไปกว่านั้น และในขณะนี้ยังเป็นเรื่องอ่อนไหวในการเปิดเผยข้อมูล

ตัวละครผู้ก่อเหตุระเบิดครั้งนี้จึงมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ คือ บีอาร์เอ็น กับมาสเตอร์มายด์ ที่เป็นผู้วางแผนดำเนินการเพื่อหวังผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนกับรัฐบาล และรัฐไทยไปพร้อมๆ กัน และผลที่ออกมาก็มีผู้ได้รับประโยชน์ทั้ง 2 ส่วนข้างต้น เพียงแต่ไม่มีการประกาศตัว หรือแสดงตัวว่าทั้ง 2 ส่วนอยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดป่วนเมืองที่ผ่านมา เป็นเพียงการส่งสัญญาณ แสดงสัญลักษณ์ ให้ผู้มีอำนาจให้รับรู้เท่านั้น

มีรายงานของสำนักข่าวอิศราถึงข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงที่ระบุว่า คนที่ข้ามแดนไปรับงานครั้งนี้ เป็นชายวัย 35 ปี มีตำแหน่งเป็นผู้นำทางศาสนาในพื้นที่ และว่ากันว่าได้พบแกนนำระดับสูงของบีอาร์เอ็นในประเทศเพื่อนบ้านด้วย โดยแก๊งคนร้ายแก๊งนี้ขนระเบิดใส่เป้ผ่านด่านสุไหงโก-ลก ขณะที่บางคนมีรายงานเข้า-ออกด่านพรมแดนหลายครั้งก่อนวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันนัดหมายลอบวางระเบิด

ส่งผลให้ พลโทพรศักดิ์ พูนสวัสดิ์ แม่ทัพภาค 4 ที่ต้องทำหน้าที่ผู้อำนายการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ต้องใช้มาตรการเข้มข้นในการเฝ้าตรวจชายแดนท่าข้าม ที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ผู้เสียประโยชน์ออกมาร้องโอดโอย และพยายามเรียกร้องให้ผ่อนปรน โดยยกข้ออ้างเรื่องผลกระทบต่อเศรษฐกิจค้าขายระหว่างไทย-มาเลเซีย

ปมประเด็นที่เห็นคือ ทั้งที่มีข้อตกลงร่วมกันในเรื่องกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วเหตุใดจึงปล่อยให้มีการนัดพบปะ วางแผน รับเงิน ในเขตพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งก็รู้กันดีว่าสมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดนหลายรุ่น หลายกลุ่ม ล้วนหลบไปพำนักอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก โดยทั้งหมดอยู่ใน สายตาของหน่วยงานความมั่นคงของเพื่อนบ้าน ฉะนั้นเหตุ การณ์ที่เกิดขึ้นย่อมไม่ใช่เรื่องปกติอย่างแน่นอน

เลยไปถึงการชี้เป้าไปที่ความไม่พอใจของประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางหน่วยของไทยปลดแบล็กลิสต์บุคคลต้องสงสัยกลุ่มหนึ่งที่ประเทศเพื่อนบ้านต้องการตัว เพราะไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งพัวพันไปถึงฝ่ายการเมืองที่หมดอำนาจไปแล้ว และกำลังถูกไล่เช็กบิล โดยคนกลุ่มนี้ยังเปิดบริษัทบังหน้าในไทยและในต่างประเทศนับสิบแห่งเพื่อฟอกเงินระดับแสนล้านด้วย

หากไล่เรียงดูความน่าจะเป็นทั้งหมด อนุมานได้ว่า ในเวทีพูดคุยสันติสุขที่ยังไม่ได้เดินหน้าและยังมีการต่อรองกันทั้งตัวบุคคลและการเจรจา แรงระเบิดอาจเป็นสัญลักษณ์แห่งการเรียกราคาให้การเดินหน้าติดเครื่องให้เร็วมากขึ้น ขณะเดียวกันประเทศใกล้เคียงไทยที่เดิมท่าทีจะสนับสนุน เป็นตัวกลางให้การพูดคุยอาจไม่พอใจในบางประเด็น จึงต้องการชี้ให้ไทยได้เห็นความไม่พอใจนั้น ทั้งที่ควรจะใช้ช่องทางในการพูดคุยในการทำความเข้าใจกัน

ปฏิกิริยาของรัฐบาลไทยต่อจากนี้ จึงต้องวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปสู่การกำหนดท่าที และจัดการปัญหาอย่างรอบคอบ ไม่อ่อนไป และไม่แข็งกร้าว เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยว พันกับความสัมพันธ์ระดับประเทศ การใช่ช่องทางในการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ ต้องผ่านการกลั่นกรองอย่างรอบคอบ แต่ก็ทำให้เห็นว่าประเทศไทยมีความตรงไปตรงมาในการแก้ไขปัญหาร่วมกันแบบเปิดอก ไม่ใช่การลอบกัด.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง