ข่าวอินโฟเควสท์
17:25 ตำรวจฮ่องกงตั้งแนวป้องกันสถานีรถไฟหลักไปสนามบิน ป้องกันผู้ประท้วงขัดขวางการเดินทาง   ตำรวจปราบจราจลฮ่องกงรวมตัวตั้งแนวป้องกันบริเวณสถานีรถไฟหลั…
16:08 AIIB เตรียมลงทุนในอาเซียน 1.09 พันล้านดอลลาร์เพื่อส่งเสริมการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ   นายจิน หลี่กุน ประธานธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐา…
14:19 หัวหน้าครม.ฮ่องกงเผยพยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยการพูดคุยอย่างจริงใจ   นายเช็ง คิน ชัง หัวหน้าคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐป…
12:40 "มาเซราติ" เรียกคืนรถยนต์ 711 คันในจีน หลังพบปัญหาที่ไฟหน้า   บริษัทมาเซราติ ประกาศเรียกคืนรถยนต์นำเข้า 711 คันที่ขายในจีน หลังพบปัญหาไฟหน้าบกพ…
12:08 ญี่ปุ่นเตือนไต้ฝุ่น "ตาปาห์" อาจก่อคลื่นสูงและดินถล่มในทางตะวันตกของญี่ปุ่น   กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) ออกประกาศเตือนว่า พายุไต้ฝุ่น "ตาปา…

คอลัมน์: อีโคโฟกัส: เร่งพัฒนาพื้นที่รับทุนหนีเทรดวอร์

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 24 สิงหาคม 2562 00:00:17 น.

"ต้องยอมรับว่าเวียดนามเป็นประเทศที่กำลังดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมากจากทั่วโลก ด้วยมีแรงงานในวัยทำงานจำนวนมาก และยังมีสิทธิประโยชน์จากข้อตกลงในเวทีการค้าโลกที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชี-แปซิฟิก (เอเปก) การเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ขณะเดียวกันยังได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรทั่วไป (GSP) จากสหภาพยุโรป ดังนั้นจึงทำให้นิคมฯ ของอมตะเป็นเป้าหมายของการลงทุนในเวียดนามทั้งในปัจจุบันและอนาคต"

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ที่ยืดเยื้อมานาน ได้ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโลก ตกอยู่ในภาวะที่ผันผวน  และทำให้หลายประเทศต้องปรับตัวเพื่อรองรับ โดยเฉพาะในเรื่องของการย้ายฐานการผลิตและลงทุนออกจากจีน อาเซียนถือว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความสนใจ โดยเฉพาะไทย เวียดนาม มาเลเซีย จะเห็นได้จากผลการสำรวจของ Teilkoku Data Bank ถึงเดือน พ.ค.2562 บริษัทญี่ปุ่นที่ลงทุนในจีนมีจำนวน 13,685 บริษัท มีแนวโน้มลดลง 2% เมื่อเทียบกับผลสำรวจเมื่อปี 2559

ดังนั้น เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการลงทุนดังกล่าว ภาครัฐจึงเร่งเตรียมแผนจูงใจบรรดานักลงทุนจากต่างประเทศให้ย้ายฐานการผลิตมาที่ประเทศไทย และ บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชั่น หนึ่งในผู้พัฒนา นิคมอุตสาหกรรม ได้เตรียมพร้อมรอรับการย้ายฐานเช่นกัน ซึ่ง นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ผลจากสถานการณ์ของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาที่เกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนจีนตัดสินใจที่จะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งสินค้าออกไปทั่วโลก รวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วย จึงทำให้ยอดการซื้อขายที่ดินในปี 2561 พุ่งขึ้นค่อนข้างมาก และจะยังต่อเนื่องมาถึงปี 2562 ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาซื้อที่ดินเกือบ 1 พันไร่ ในส่วนนี้เป็นนักลงทุนจีนถึง 70%

เช่นเดียวกับนิคมอุตสาหกรรมในเวียดนาม หรือ บมจ.อมตะวีเอ็น (AMATAV) ก็ได้รับอานิสงส์จากนักลงทุนจีนย้ายฐานการผลิตหนีสงครามการค้า ดังนั้นที่เวียดนามจึงเป็นเป้าหมายของนักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่าในปี 2562 จะมียอดขายที่ได้ประมาณ 1 พันไร่ พร้อมรองรับลงทุน

อย่างไรก็ตาม นางสมหะทัย พานิชชีวะ กรรมการ และประ ธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อมตะวีเอ็น หรือ  AMATAV  เปิดเผยว่า เมื่อต้นปี 2562 ที่ผ่านมา บริษัทได้จัดพิธีวางศิลาฤกษ์เพื่อเริ่มพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ฮาลอง (Amata City Halong) เพื่อขยายขีดความสามารถในการรองรับนักลงทุนไปยังตอนเหนือของเวียดนาม ในจังหวัดกว่างนิงห์ (Quang Ninh) ภายหลังจากได้รับใบอนุญาตการลงทุน (Investment Certificate) จากรัฐบาลเวียดนาม รวมพื้นที่ทั้งหมด 714 เฮกตาร์ หรือประมาณ 4,500 ไร่ แบ่งการพัฒนาออกเป็น 5 เฟส เฟสแรกเริ่มพัฒนาพื้นที่ 123 เฮกตาร์ หรือประมาณ 770 ไร่ ซึ่งใช้งบประมาณ 5,000 ล้านบาท รองรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ สิ่งทอ ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และอุตสาหกรรมทั่วไป และเริ่มเปิดรับนักลงทุนได้ในปี พ.ศ.2563

ทั้งนี้ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ฮาลอง ถือเป็นนิคมฯ แห่งแรกของอมตะที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือของเวียดนาม ซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ติดกับภาคใต้ของจีน และมีโครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรมที่สำคัญ เช่น ทางหลวงหมายเลข 5 ที่เชื่อมโยงฮานอย-ไฮฟอง-ฮาลอง สนามบินนานาชาติที่ทันสมัยสองแห่ง ได้แก่ สนามบินฝวันด่ง (Van Don) และสนามบินแคทบี (Cat Bi) รวมถึงท่าเรือหลัดเหวี่ยน (Lach Huyen) ท่าเรือน้ำลึกซึ่งคาดว่าจะเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาคเศรษฐกิจภาคเหนือ เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของภูมิภาคและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเวียดนาม พร้อมรองรับนักลงทุนที่เตรียมย้ายฐานการผลิตจากประเทศจีนเข้าสู่เวียดนามได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ที่ผ่านมานั้นโครงการเมืองสมบูรณ์แบบอมตะลองถั่น ในประเทศเวียดนามตอนใต้ ได้รับการอนุมัติใบอนุญาตเป็นใบที่ 3 จากรัฐ บาลเวียดนาม เพื่อพัฒนาโครงการอมตะทาวน์ชิฟลองถั่น (Amata Town ship Long Thanh) มีพื้นที่ 4,706.25 ไร่ สำหรับพัฒนาเพื่อให้บริการ อาทิ ที่พักอาศัย ศูนย์การค้า พาณิชยกรรม โรงพยาบาล สถานศึกษา มีเป้าหมายในการลงทุนทั้งหมดประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ (10,800 ล้านบาท) โดยคาดว่าจะเริ่มใช้เงินลงทุนระยะแรกจำนวน 9.2 ล้านเหรียญสหรัฐ บนพื้นที่ 2,082 ไร่

"ต้องยอมรับว่าเวียดนามเป็นประเทศที่กำลังดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมากจากทั่วโลกด้วยมีแรงงานในวัยทำงานจำนวนมาก และยังมีสิทธิประโยชน์จากข้อตกลงในเวทีการค้าโลกที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) การเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ขณะเดียวกันยังได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรทั่วไป (GSP) จากสหภาพยุโรป ดังนั้นจึงทำให้นิคมฯ ของอมตะเป็นเป้าหมายของการลง ทุนในเวียดนามทั้งในปัจจุบันและอนาคต" นางสมหะทัย กล่าว

คืนกำไรให้สังคม

นางสมหะทัย กล่าวว่า นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างที่จะทำทาวน์ชิปที่ฮาลอง ซึ่งยังไม่ได้ใบอนุญาต มีพื้นที่ประมาณ 700 ไร่ และที่จะทำอีกคือบริเวณภาคกลางของเวียดนาม แต่ไม่ได้เน้นธุรกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการตอบแทนคืนกำไรให้กับสังคม โดยได้ร่วมกับสิงคโปร์และญี่ปุ่นศึกษาพื้นที่บริเวณเหนือเว้ ดานัง และกวางชี เป็นโครงการใหม่ พื้นที่ประมาณ 600 ไร่ ที่จะพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งภายในสิ้นปี 2562 นี้จะมีความชัดเจนว่า จะสามารถพัฒนาพื้นที่ได้หรือไม่ เพราะเป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุดในประเทศเวียดนาม เพราะเป็นจังหวัดที่กั้นระหว่างเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ ในสมัยสงคราม

มุ่งสมาร์ทซิตี้

นางสมหะทัย กล่าวว่า การลงทุนในเวียดนาม เป็น "โอกาสที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมโดยเชื่อมเข้าสู่ลาว และมาที่ไทยและเมียนมา ซึ่งเรามองภาพว่าเราอาจช่วยเหลือเวียดนามได้บ้าง เป็นโครงการที่อยู่ใน แผน ซึ่งรูปแบบการพัฒนาของอมตะนั้น จะมุ่งไปสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้ โดยการดึงดิจิทัลเข้าไปพัฒนา อาทิ ไฟ ระบบรักษาความปลอดภัย การมีไมโครกริด โดยที่ไม่ใช้แก๊ส หรือโซล่ารูฟเพียงอย่างเดียว เพราะเวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มีทางเลือก คือ ลมที่ดี สิ่งเหล่านี้จะต้องเอามาผนวกกันและเดินบนระบบไฟฟ้า

"อมตะจะพัฒนาให้เป็นสมาร์ทซิตี้ ติดตั้งโซลาร์รูฟ เพื่อรอง รับกลุ่มนักลงทุนทั้งยุโรปและอื่นๆ ที่เข้ามา ซึ่งใช้พื้นที่หลังคาของโรง งานสำเร็จรูปให้เช่า ที่ทางอมตะทำให้เช่า คาดจะได้ไฟฟ้าประมาณ 5-10 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ยังมีโรงงานของลูกค้าน่าจะทำได้อีกประมาณ 30 เมกะวัตต์ คาดจะใช้เวลาภายใน 5 ปีน่าจะประสบความสำเร็จ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นกับนโยบายของบริษัทนั้นๆ ที่อยู่ในนิคมฯ ให้ความสนใจเรื่องกรีนเอ็นเนอร์ยี่" นางสมหะทัยกล่าวอย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบในการลงทุนระหว่างไทยกับเวียด นามแล้ว นางสมหะทัย กล่าวว่า ถ้าเทียบโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) แล้ว จะเห็นว่าอีอีซีกำหนดกลุ่มที่จะมาลงทุน ไม่ได้ให้ทุกคน ถ้าไม่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้จะไม่ได้ และอีอีซียังกำหนดพื้นที่จะไปลงทุนนอกพื้นที่ก็จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ ขณะที่เวียดนามไม่กำ หนด ตัวไหนก็ได้ และภาษีของเวียดนามแตกต่างกันจากประเทศไทย ซึ่งของไทยนั้นจะเดินเมื่อวันแรกที่มีรายได้ แต่เวียดนามให้ 15 ปีหลังจากมีรายได้ และคิดภาษีเมื่อมีกำไร ถ้าไม่มีก็จะไม่คิด และขึ้นอยู่กับพื้นที่ ถ้าภาคเหนือ ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ภาคใต้เป็นเขตเศรษฐกิจทั่วไป ส่วนภาคกลางก็จะได้มากกว่าพื้นที่อื่นๆ

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งต้องยอมรับว่า รัฐบาลเวียดนามสนับ สนุนในด้านการลงทุนอย่างมาก เพราะเห็นว่าการลงทุนของเอกชน หรือภาคอุตสาหกรรม กลุ่มที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ และช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโต และคือว่านิคมอุตสาหกรรมคือหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนาม.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง