คอลัมน์กา@ครั้งหนึ่ง: จากพรรคคอมมิวนิสต์จีนสยามสู่พรรคคอมมิวนิสต์ไทย (1)

ข่าวทั่วไป 25 สิงหาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

การเกิดขึ้นของพรรคคอมมิวนิสต์ไทยมาจากการจัดตั้งของคน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นชาวเวียดนามชาตินิยมที่เข้ามาลี้ภัยในประเทศไทยและได้อาศัยประเทศไทยเป็นฐานในการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อเอกราช ผู้นำที่สำคัญคือ ดังทักหัว และ หวอตุง โดยมีจังหวัดอุดรธานีเป็นศูนย์กลางในการปฏิบัติงาน ปี พ.ศ.2472 โฮจิมินห์ ในฐานะตัวแทนองค์กรคอมมิวนิสต์สากลได้เข้ามาเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ต่อมาในปี พ.ศ.2473 โฮจิมินห์ได้กลายเป็นตัวแทนในการประสานกลุ่มคอมมิวนิสต์จีนและคอมมิวนิสต์เวียดนามในสยามเพื่อร่วมกันจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้น คนกลุ่มที่ 2 ที่มีบทบาทในการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ไทย คือ ชาวจีนที่อพยพเข้ามาทำงานในสยามตั้งแต่หลังสนธิสัญญาบาวริง พ.ศ.2398 ต่อมาในช่วงทศวรรษ 2450 ได้เกิดการตื่นตัวทางการเมืองของชาวจีนในประเทศจีนและส่งผลสะเทือนมาถึงชาวจีนในสยาม ความคิดที่ว่ามี 2 สาย

สายแรกคือ ลัทธิไตรราษฎร ซึ่งเป็นแบบสาธารณรัฐที่นำไปสู่การปฏิวัติในประเทศจีนในปี ค.ศ.1911 และส่งผลให้เกิดการเคลื่อนไหวชาตินิยมของชาวจีนในสยาม สายที่สองคือ พรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1921 (พ.ศ.2464) และขยายตัวอย่างรวดเร็ว สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนจำนวนหนึ่งได้เข้ามาขยายการจัดตั้งในสยามและเอเชียอาคเนย์ โดยเป้าหมายในระยะแรกคือจัดตั้งชาวจีนในสยามเพื่อไปปฏิวัติประเทศจีน

เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของชาวจีนในสยาม เอกสารทางราชการของสยามระบุว่า ชาวจีนคนแรกๆ ที่ต้องสงสัยว่าเป็นผู้เคลื่อนไหวคอมมิวนิสต์ในสยาม คือ ทำจีนซำ หรือ ถ่ำจันซาม ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคก๊กมินตั๋งที่เคยร่วมมืออยู่กับฝ่ายเซียวฮุดเสงและเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาษาจีนชื่อ เคี่ยวเซ็ง (เฉียวเซิงเป้า) ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2465 เพื่อเผยแพร่แนวคิดลัทธิไตรราษฎรในหมู่ชาวจีนในสยาม และเป็นหนังสือพิมพ์ทางเลือกอีกฉบับหนึ่ง นอกเหนือจากหนังสือพิมพ์ ฮั่วเซียมซินป่อ ของนายเซียวฮุดเสง

เมื่อ ซุนยัตเซ็น ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋งถึงแก่กรรมในวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ.2467 พรรคก๊กมินตั๋งในจีนได้แตกออกเป็นปีกขวาและปีกซ้าย ขณะที่ในประเทศสยามก็เกิดความขัดแย้งในลักษณะเดียวกัน เมื่อก๊กมินตั๋งปีกซ้ายในกรุงเทพฯ ไม่ยอมรับการนำของเซียวฮุดเสงและสโมสรจีนกรุงเทพฯ ได้ตั้งกลุ่มก๊กมินตั๋งสาขาที่ 2 หรือ นั้มเม้งเซียงหวย ขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2467 ถ่ำจันซาม เป็นหนึ่งในสมาชิกฝ่ายสาขาที่ 2 ดังนั้น หนังสือพิมพ์ เคี่ยวเซ็ง ของเขาจึงถูกใช้เพื่อเป็นช่องทางในการเผยแพร่แนวความคิดของฝ่ายสาขาที่ 2 ด้วย

หนังสือพิมพ์ เคี่ยวเซ็ง ดำเนินกิจการอยู่ราว 3 ปี จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2468 ระหว่างนั้นได้จัดพิมพ์หนังสือเป็นภาษาจีนชื่อ ลัทธินิยมการรุกรานและประเทศจีน มีเนื้อหาที่ประณามการรุกรานจีนของญี่ปุ่นและอังกฤษ แสดงการยกย่องสดุดีระบอบสาธารณรัฐและบอลเชวิกอย่างเปิดเผย ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2468 รัฐบาลสยามได้สั่งจับกุม ถ่ำจันซาม โดยตั้งข้อหาว่าพยายาม "ยุให้ชาวจีนขึ้งเคียดชาวอังกฤษและชาวญี่ปุ่น" และตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับบอลเชวิก

ทางการสยามมีหลักฐานว่า ถ่ำจันซาม และคณะได้เปิดห้องสมุด "ตงฮั้วเกยเจ๋าจือปอเสีย" ซึ่งหมายถึงห้องสมุดสำหรับเปลี่ยนแปลงประเทศจีน และตั้งชมรมศึกษาเพื่อรวบรวมชาวจีนกลุ่มต่างๆ ให้เป็นคณะเดียวกัน โดยมี ตันคงเฮียบ เป็นที่ปรึกษา ถ่ำจันซาม เป็นนายกสมาคม อือกงเยี้ยบ และโค้วเต้าเหยียน เป็นกรรมการ เอกสารของทางการสยามระบุด้วยว่า มีผู้สมัครเป็นสมาชิกของกลุ่มถ่ำจันซาม ถึง 100 กว่าคน ในตอนแรกรัฐบาลสยามตั้งใจที่จะเนรเทศ ถ่ำจันซาม ออกจากประเทศ แต่ทำไม่ได้เพราะติดที่ว่า ถ่ำจันซาม เป็นคนในบังคับของฮอลันดา แต่ในท้ายที่สุดรัฐบาลสยามก็สามารถเนรเทศ ถ่ำจันซาม ได้สำเร็จในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2469 ซึ่งทำให้หนังสือพิมพ์ เคี่ยวเซ็ง ต้องปิดตัวลงไปด้วย

หลังจาก ถ่ำจันซาม ถูกจับและถูกเนรเทศ สมาชิกคนอื่นๆ ของฝ่ายก๊กมินตั๋งสาขาที่ 2 นำโดย แต้แซ่อิด และ เฮงโป๊ยเซย ได้เข้ามาจัดการโรงพิมพ์ เคี่ยวเซ็ง แทนและตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ใหม่ชื่อ หลีแซ เพื่อแข่งขันกับ ฮั่วเซียมซินป่อ และยังคงจัดทำห้องสมุดเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางการเมืองในหมู่ชาวจีนในสยามต่อไป โดยพยายามจัดทำให้รัดกุมยิ่งขึ้น

จนถึงเดือนเมษายน พ.ศ.2470 เจียงไคเช็ค ผู้นำฝ่ายขวาในพรรคก๊กมินตั๋งของจีนและเป็นแม่ทัพใหญ่ของพรรคก๊กมินตั๋งในการปราบปรามขุนศึกภาคเหนือ ได้ยึดอำนาจภายในพรรค แล้วใช้ข้ออ้าง "ชำระสะสางพรรคก๊กมินตั๋ง" หักหลังฝ่ายคอมมิวนิสต์จีน โดยทำการกวาดล้างและสังหารหมู่ชาวพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งใหญ่ ทำให้การเป็นแนวร่วมระหว่าง 2 พรรคยุติลง ในระยะนี้ในสยาม หนังสือพิมพ์ ฮั่วเซียมซินป่อ วันที่ 12 เมษายน พ.ศ.2470 ของเซียวฮุดเสง ได้เผยแพร่บทความชื่อ "คอมมิวนิสต์เนรคุณร้อยเล่ห์พันเหลี่ยม" โจมตีฝ่ายสาขาที่ 2 ว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์และเปิดเผยรายชื่อของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคอมมิวนิสต์ ได้แก่

"ลิ้มเถี่ยวเป็ก ตั้งแชโหงว เจียมเฉ่าฮุ้ง เป็นพวกสาขาที่ 2 แต้แซ่อิด เฮงโป้วโซย และลิ้มก๊กเนีย ทำหนังสือพิมพ์ หลีแซ จี้อิวกวง หรือ จี้อู๋กวง อยู่โรงเรียนเลี้ยงฮะ ลิ้มแปะไซ่ อยู่โรงเรียนจูไช พัวเฮี่ยง เทียน หรือ เงียวเทียน และพัวโซยป๊วย อยู่โรงเรียนโต้วเคี้ยง เตียเทียนมิ้ว กับล้อห่วงเจียง รับผิดชอบโรงเรียนเลี้ยงไซ้ อึ้งคี่เจียง กับ ลี่จื่อเซง สมคบพวกอั้งยี่ นอกจากนี้ยังมี เล้าเซียงยู้ และ เอี้ยฮกซู อยู่หนังสือพิมพ์ ตงฮั้วมิ่นปอ โควเทียนเหยียน จากหนังสือพิมพ์ เลียงเคียว"

รายชื่อที่ถูกเปิดเผยทั้งหมดนี้เป็นรายชื่อของผู้นำชาวจีนฝ่ายที่เป็นศัตรูกับเซียวฮุดเสงทั้งหมด ซึ่งไม่ได้มีหลักฐานชัดเจนว่าจะเป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์จริงหรือไม่ การเปิดเผยรายชื่อเช่นนี้ถือได้ว่ามีเป้าหมายเพื่อที่จะทำลายองค์กรโดยตรง เพราะสมาคมก๊กมินตั๋งในสยามนั้น ไม่ได้เป็นสมาคมที่จดทะเบียนอย่างเป็นทางการ และไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลสยาม

เนื่องจากการที่พรรคก๊กมินตั๋งในจีนมีเป้าหมายทางการเมืองเป็นแบบสาธารณรัฐซึ่งเป็นภัยต่อระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของสยาม ดังนั้น จึงเป็นการง่ายต่อรัฐบาลสยามที่จะค้นหาและจับกุมบุคคลเหล่านี้ ต่อมารัฐบาลสยามได้จับกุมและเนรเทศสมาชิกในกลุ่มนี้หลายคน เช่น เฮงโป้วโซย ซึ่งเคยเป็นกรรมการบริหารโรงเรียนเผยอิงและต่อมาได้เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ หลีแซ โดยมี แต้แซ่อิด เป็นบรรณาธิการ คณะกรรมการชำระพรรคก๊กมินตั๋งในสยามได้ขับไล่ เฮงโป้วโซย และ แต้แซ่อิด ออกจากพรรค

ต่อมา แต้แซ่อิด ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ.2470 และถูกเนรเทศออกจากสยามในฐานะบุคคลที่ไม่พึงปรารถนา "ห้ามไม่ให้กลับเข้ามาอีกจนตลอดชีวิต" ในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2470 เมื่อถูกเนรเทศ แต้แซ่อิด อายุได้ 36 ปี อยู่ในสยามมาแล้ว 8 ปี ขณะที่ จี้อิวกวง และ ลิ้มหงยี่ ซึ่งร่วมมือกับแต้แซ่อิด เป็นกรรมการองค์กรสาขาที่ 2 ในสยามและออกใบปลิวโจมตีเซียวฮุดเสง ถูกเนรเทศในวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2470 และลี่จือเซ้ง ถูกจับในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2470

นอกจากนี้ รัฐบาลสยามยังได้เนรเทศชาวจีนที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์อีกหลายคน เช่น เกซิมเทียน และ ลิ้มจักชวน ครูภาษาจีนโรงเรียนซำหมินที่หาดใหญ่ ซึ่งเป็นพวกสาขาที่ 2 ถูกเนรเทศวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2470 เล่าทุ่งไส ถูกเนรเทศวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2470 ด้วยข้อหาเป็นบอลเชวิกและเป็นพรรคพวกของแต้แซ่อิด จึงอิง กับ โปเอง ชาวแต้จิ๋ว ถูกเนรเทศวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2470 ในข้อหาตั้งคณะก๊กมินตั๋งที่เพชรบุรี และมีเอกสารบอลเชวิกกับรูปถ่ายแต้แซ่อิดในครอบครอง เป็นต้น

แม้ว่าชาวจีนที่ถูกจับกุมและถูกเนรเทศโดยส่วนใหญ่จะถูกข้อหาว่าเป็นบอลเชวิก แต่ก็เป็นไปได้ว่า พวกเขาเป็นเพียงสมาชิกพรรคก๊กมินตั๋งฝ่ายก้าวหน้าเท่านั้น ไม่น่าจะใช่ชาวพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือเป็น "บอลเชวิก" ตัวจริง หลักฐานส่วนใหญ่ที่รัฐบาลอ้างก็เป็นเพียงหนังสือ "ชักนำให้นิยมระบอบประชาภิบาล (republic)" เท่านั้น

หนังสือ บันทึกวีรกรรมวีรชนจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าว่า ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวคอมมิวนิสต์ในสยามและมลายาในระยะแรกคือ สวีเทียนปิ่ง ซึ่งอยู่ในสยามตั้งแต่ปี พ.ศ.2466 และได้เคลื่อนไหวแนะนำ เฉินจั่วจือ และเฉินจั่วหมิง สองพี่น้องชาวจีนในสยามเข้าเป็นสมาชิกพรรค เฉินจั่วหมิง และ เฉินจั่วจือ เป็นจีนไหหลำ มีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอฉงซาน (เข่งตัว) เฉินจั่วหมิงจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง และเดินทางเข้าสู่สยามในปี ค.ศ.2459 ทำงานที่โรงเลื่อยของนายเฉินเต้าเซาผู้เป็นอา

ในปี พ.ศ.2460 เฉินจั่วจือผู้เป็นน้องก็เดินทางมาสยามและทำงานที่โรงเลื่อยของอาเช่นกัน ต่อมาเมื่อคนทั้ง 2 เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ก็ได้กลายเป็นแกนในการจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนสาขาสยามขึ้นในปี พ.ศ.2466 ในระยะแรกมีสมาชิก 5 คน เฉินจั่วจือได้รับเลือกเป็นเลขาธิการ สำหรับสวีเทียนปิ่ง ได้เดินทางต่อไปยังบริติชมลายา ซึ่งในเวลานั้นคอมมิวนิสต์จีนและพรรคก๊กมินตั๋งยังเป็นพันธมิตรกัน เฉินจั่วจือแต่งตั้งให้เหอสู่ตงเข้าเป็นสมาชิกสมาคมก๊กมินตั๋งสาขาสยามที่นำโดยนายเซียวฮุดเสง

ในปี พ.ศ.2469 ได้ปรากฏองค์กรลัทธิมาร์กซในหมู่คนจีนในสยามชัดเจนขึ้น เช่น พรรคชาวจีนโพ้นทะเล, พรรคปฏิวัติใต้ดิน, องค์กรปฏิวัติฝ่ายซ้ายหัวเฉียว, องค์การชาวจีนโพ้นทะเลก้าวหน้าในสยาม และองค์การปฏิวัติรักชาติ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การปราบปรามคอมมิวนิสต์ของเจียงไคเช็คในปี พ.ศ.2470 ได้ทำให้ชาวคอมมิวนิสต์ลี้ภัยมาอยู่ในสยามมากขึ้น ในปี พ.ศ.2470 มีสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้ามาสยาม 11 คน ในปี พ.ศ.2471 สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้ามาสยามอีก 16 คน และปี พ.ศ.2472 เข้ามาอีก 4 คน ได้แก่ หลิวซู่สือ (เล้าโซ่วเจียะ) อู๋จื้อจือ หวงเย่าหวน สวี่เสีย (เอี่ยเฮียบ) อู๋หลินม่าน คูกิ๊บ และหลี่ฮวา เป็นต้น โดยพวกเขาเหล่านี้ได้ประสานงานกับ เฉินจว๋อจือ ผู้รับผิดชอบ ซึ่งก็ทำให้การเผยแพร่ลัทธิมาร์กซในหมู่ชาวจีนในประเทศสยามจึงมีมากขึ้นตามไปด้วย

การจัดตั้ง "พรรคคอมมิวนิสต์จีนสาขาทะเลใต้" หรือ "หน่วยพรรคหนันยาง" ในปี พ.ศ.2471 พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ตั้งสาขาพรรคขึ้นในเอเชียอาคเนย์ที่กรุงสิงคโปร์ เมืองหลวงของบริติชมลายา เรียกว่า "พรรคคอมมิวนิสต์จีนสาขาทะเลใต้" หรือ "หน่วยพรรคหนันยาง" เพื่อรับผิดชอบในการเคลื่อนไหวในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเลในคาบสมุทรมลายาและในสยาม การก่อตั้งหน่วยพรรคหนันยาง ได้นำมาสู่การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนสาขาสยามขึ้นในปีเดียวกัน (พ.ศ.2471) ซึ่งรัฐบาลสยามเรียกว่า "คณะใหญ่คอมมิวนิสต์จีนสาขาประเทศสยาม" คณะใหญ่ที่ตั้งขึ้นนี้มีหน้าที่รับผิดชอบเคลื่อนไหวชาวจีนในสยามโดยเฉพาะ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จในการเผยแพร่ลัทธิมาร์กซในหมู่กรรมกรชาวจีน นักหนังสือพิมพ์จีน ครู และนักเรียนในโรงเรียนอยู่ไม่น้อย.

ข้อมูล : สถาบันพระปกเกล้า, ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์

บรรยายใต้ภาพ

เจียงไคเช็ค

โฮจิมินห์

ซุนยัตเซ็น


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ